“ยิ่งลักษณ์”เริ่มเขี้ยวหักชทพ. สั่ง สนอช. กุมเบ็ดเสร็จแก้น้ำท่วม กษ.อย่าหือ
กุมภาพันธ์ 7, 2012
Filed under breakingnews, news report, topsecret
“นายกฯปู” หักพรรคชาติไทยพัฒนา เมิน”ธีระ-ชุมพล” ดันสุดลิ่มเร่งตั้งสนอช.มอบอำนาจเต็มรับผิดชอบขับเคลื่อนแก้น้ำท่วม ลั่นกระทรวงเกษตรฯ ต้องฟังคำสั่งปิดเปิดประตูระบายน้ำ พร่องน้ำ ห้ามดื้อแพ่ง พร้อมทุ่มไม่อั้นจ้างคนนอกนั่งเลขาธิการสนอช. หรือให้ขรก.ระดับซี 11 คุมบังเหียน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ซึ่งมีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯเป็นประธาน ในตอนหนึ่งระหว่างการพิจารณาเรื่องร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาตินั้น ครม.ของพรรคเพื่อไทยต่างตั้งข้อสังเกตุว่านายกฯจะมีวิธีการบริหารจัดการน้ำเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯที่ถูกมองว่าทำงานไม่เข้าขากับแกนนำรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมาอย่างไร โดยนายกฯได้ชิงจังหวะพูดขึ้นในครม.ขึ้นก่อน โดยนายธีระ วงส์สมุทร รมว.เกษตรฯและนายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวฯ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้แต่นั่งทำหน้าเหวอ ๆ ไม่ได้ซักถามอะไร โดยนายกฯ กล่าวว่า อยากจะบอกว่ากระบวนการในการบิรหารจัดการน้ำให้ฟังคณะกรรมการชุดใหม่ที่ตั้งขึ้นมา โดยเฉพาะสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ(สนอช.)ที่จะเป็นหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ให้กับคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติและคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำแลุอุทกภัย ที่ให้มีอำนาจเต็ม สมมติว่ากระทรวงเกษตรฯบอกว่าเห็นควรเปิดประตูระบายน้ำ 50 ซ.ม. แต่ถ้าคณะกรรมการชุดใหม่นี้บอกว่าต้องเปิด 40 ซ.ม.ก็ต้องเอา40 ซ.ม. ให้ชี้ขาดได้เลย แต่กระทรวงเกษตรฯก็ทำงานของตัวเองตามปกติ
ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯระบุด้วยว่า องค์กรบริหารจัดการน้ำที่ตั้งขึ้นใหม่นี้เราจะจำลองเอารูปแบบมาจาก ศปภ. ถ้าเป็นเรื่องน้ำทั้งประเทศให้หน่วยงานใหม่นี้เป็นคนดู เราตั้งใจมากกับการบริหารจัดการน้ำตรงนี้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นต่อไปในอนาคต สนอช.จะเป็นผู้กำหนดนโยบายจริงและทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตามวินิจฉัยของหน่วยงานนี้อย่างเคร่งครัด เพราะสนอช.จะเป็นคณะสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของประเทศในการป้องกันและบริหารจัดการน้ำ จะบอกเลยว่าจะพร่องน้ำอย่างไร จะกักน้ำเพื่อการเกษตรอย่างไร จะเปิดประตูน้ำอย่างไร ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวเนื่องทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯต้องฟังชุดนี้ สำหรับการแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ ที่แต่งตั้งโดยนายกฯเป็นผู้บริหารสนอช.นั้น ถ้าเกรงว่าหากไปเขียนว่าให้แต่งตั้งจากนักบริหารระดับสูงเทียบเท่าระดับ11 จะเป็นเงื่อนไขที่บีบบังคับตัวเราเกินไปก็อาจจะเป็น บุคคลจากภายนอกมาเป็น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ซึ่งนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการครม. ชี้แจงว่า ถ้าแต่งตั้งจากข้าราชการก็จะต้องได้ตำแหน่งนักบริหารระดับสูงด้วย แต่ถ้าเอาคนภายนอกมาต้องเป็นองค์การมหาชน ทั้งนี้นายกฯไม่อยากให้เป็นองค์การมหาชน แต่อยากให้เป็นตำแหน่งเลขาธิการ สนอช. จึงเห็นไปถามทางนายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าทำได้หรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่า ทำได้ และสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสมได้ นายกฯจึงสรุปว่าจะเป็นซี 11 หรือเป็นคนนอกก็ตาม เราให้ความสำคัญเต็มที่ ไม่อยากให้ไปกำหนดกรอบว่าต้องเป็นข้าราชการหรือถ้าเป็นคนนอกต้องเงินเดือนเท่าไหร่ หมายความว่าพร้อมจ่ายค่าตอบแทนเต็มที่ เพื่อจะทำศปภ.โมเดลที่กลายมาเป็น สนอช. ทั้งนี้นายกฯบอกว่าหลังจากจัดตั้งสนอช.เสร็จแล้วนายกฯจะขอขเาไปดูแลด้วยตัวเอง ในฐานะประธาน กบอ.จะขับเคลื่อนเรื่องนี้เต็มที่ ซึ่งนายธีระ ได้แต่ขยับจะถาม แต่ก็ไม่ได้ถาม นายกฯจึงได้พูดต่อว่ามีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำที่ผ่านมาที่เราเกิดปัญหาขึ้นในครั้งแรก แต่บัดนี้เรามีประสบการณ์แล้วและเราเชื่อมั่นว่าภายใต้สนอช.จะทำให้เราบริหารจัดการน้ำได้อย่างบูรณาการ เพราะปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำกระจายอยู่ใน 16 หน่วยงานตามกรม กระทรวงต่างๆ ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการบูรณาการข้อมูล ดังนั้นสนอช.จะเป็นหน่วยงานที่ตอบโจทย์ของประเทศชาติได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เลขาธิการครม.ได้สอบถามว่าเรื่องนี้จะให้ทางตัวแทนคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) เข้ามาด้วยหรือไม่ ซึ่งร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ เปรยว่า ก.พ.ร.มักจะเสนอความเห็นในการที่ไม่เห็นด้วยหากจะมีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้น นายกฯจึงระบุด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดด้วยว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาของประเทศอยากจะฝากทุกคนให้ช่วยกันเร่งรัดผลักดันให้การทำงานเป็นรูปธรรมภายใต้ สนอช.ขับเคลื่อนได้เร็วที่สุด และให้ผู้เกี่ยวข้องเสนอความคืบหน้าในการประชุมครม.วันจันทร์ที่ 13 ก.พ.นี้








กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการศึกษา
กระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
สำนักนายกรัฐมนตรี
กระทรวงคมนาคม
กระทรวงพาณิชย์
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงกลาโหม

















