คนไทยแบกหนี้ท่วมจริงหรือ !
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ.2560 เวลา 08:10 น.

 

ใครเป็นหนี้บางยกมือขึ้น!!

 

เชื่อว่า มากกว่า 70% ของคนที่อ่าน คงยกมือในใจว่า ฉันนี้แหละ “ลูกหนี้” ตัวจริง 

 

“หนี้ครัวเรือน” งอกงาม ทั้งเงินกู้บ้าน เงินกู้ผ่อนรถยนต์ หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล ยันไปถึงสินเชื่อเพื่อการศึกษา แต่งงาน แถมด้วยอีกหลากหลายเทศกาลจิปาถะ

 

ทำให้ตลอดเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาล กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงความกังวลต่อปริมาณ “หนี้สินครัวเรือน” ที่ยังสูงมากว่า เป็นตัวบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคต 

 

โดยระบุ หนี้ครัวเรือน เป็น “ผู้ร้าย” ตัวจริงที่ทำให้กำลังใช้จ่ายของคนไทยลดลง รวมทั้งทำให้การปล่อยสินเชื่อใหม่ของระบบธนาคารพาณิชย์ทำได้ยากมากขึ้น เพราะแบงก์มีความระมัดระวังต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ที่ลดลง รวมทั้งหวาดกลัวจะก่อให้เกิด “หนี้เสีย” หรือ “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นในระบบ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่วันมานี้ ภาครัฐ! ออกมาตีปี๊ปดีใจว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้น คนไทยของเราเริ่มมี “หนี้สิน” ลดลงบ้างแล้ว

 

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2559 ที่ผ่านมา ได้ลดลงมาจากระดับกว่า 80% เป็นครั้งแรกหลังจากขึ้นไปสูงกว่า 80% มาตั้งแต่ปี 2556

 

ลดลงมาอยู่ในระดับ 79.9%  ต่อจีดีพี ลดลงมาจาก 81.2% ในปี 2558 

 

พ้นขีด “อันตรายมาก” สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ ที่กำลังหวั่นใจว่าสัดส่วน “หนี้ครัวเรือน” ต่อจีดีพีของไทยจะขึ้นต่อเนื่องไปจนติดดอย เหมือนหลายๆ ประเทศ ทั้งในเอเชียเอง ในฝั่งยุโรปและอเมริกาที่หนี้ครัวเรือน ใกล้เคียงกับ 100% หรือมากกว่านั้น 

 

โดยในวันที่ประเทศกรีซเข้าโครงการช่วยเหลือเงินทุนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และสหภาพยุโรป กรีซมีหนี้สาธารณะ หรือหนี้รัฐบาล 200% ของจีดีพี และมีหนี้ครัวเรือนในสัดส่วนมากกว่า 100% ของจีดีพีเล็กน้อย

 

แต่ถ้าคิดเป็นแบบสามัญธรรมดาของคนทั่วไป สำหรับประเทศไทยนั้น หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะอยู่ที่ 79.9% หรือมากกว่า 80% ก็ไม่น่าจะทำให้คนไทยสบายขึ้นได้มากนัก 

 

เพราะจากการสำรวจ ยังพบว่า จำนวนหนี้สินที่ผ่อนชำระต่อเดือนของคนไทยเกินกว่า 40% ของประเทศน่าจะอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ หรือบางครัวเรือนมีจำนวนเงินที่ต้องผ่อนจ่ายหนี้สินมากถึง 70-80% ของรายได้ในแต่ละเดือนด้วยซ้ำ

 

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นคือ ความทนทานต่อการจ่ายหนี้ในระดับนั้นของคนไทยเริ่มลดลงความสามารถในการชำระหนี้ถดถอยต่อเนื่องมาหลายไตรมาส 
โดยหากเทียบสัดส่วนหนี้เสีย หรือหนี้ที่ไม่ยอมผ่อนส่งติดต่อกันเกิน 3 เดือน (เอ็นพีแอล) ในภาคครัวเรือนของไทยในปีที่่ผ่านมาแล้ว ยังเห็นว่า หนี้เสียโดยรวมของสิ้นปี 2559 ที่ผ่านมาสูงกว่า 2558

 

โดยสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค หรือสินเชื่อเพื่อซื้อข้าวของต่างๆ ของคนไทย สิ้นปี 2559 ที่ผ่านมา มีหนี้เสียอยู่ที่ 2.7% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากหนี้เสียในระดับ 2.6% ของสินเชื่อรวมในปี 2558  ขณะที่หน้ีเสียของสินเชื่อส่วยบุคคลอื่นๆ เช่น หนี้เพื่อประกอบอาชีพ หนี้เพื่อการศึกษา ท่องเที่ยวหรือแต่งงาน ยอดเบี้ยวหนี้ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จาก 2.7% ของสินเชื่อรวมในปี 2558 ขึ้นมาเป็น 2.9% ในปี 2559

 

นอกจากนั้น ยังเป็นที่น่าสังเกตุว่า หนี้เสียสินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.9% ของสินเชื่อรวม จากระดับ 2.4% ในปี2558 ถือเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นสำหรับคนไทย ที่มักจะไม่ค่อยยอมทิ้ง “บ้าน” หรือจะพยายามทุกอย่างเพื่อผ่อนส่งบ้านให้หมดเพื่อไม่ให้โดนยึดบ้านไป

 

ขณะที่หนี้เสียของสินเชื่อรถยนต์ และหนี้เสียของบัตรเครดิตนั้น ตัวเลขหนี้เสียของปี 2559 ที่ผ่านมา ลดลงจากปีก่อนหน้า แต่จากการสอบถามธนาคารพาณิชย์ พบว่า ส่วนหนึ่งที่หนี้เสียรถยนต์ และบัตรเครดิตลดลง เกิดจากกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ยึดรถ ขายทอดตลาด รวมทั้ง หยุดการใช้บัตรเครดิตของลูกค้า ซึ่งไม่ได้สะท้อนว่า สินเชื่อเหล่านี้มีความสามารถในการชำระหนี้สูง หรือหนี้เสียต่ำลงแต่อย่างใด

 

ประเด็นต่อมาเป็นสัดส่วนหนี้สินต่อจำนวนประชากร ซึ่งส่วนนี้เป็นอีกส่วนที่ถกเถียงกันมากว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะ “หนี้สิน”ส่วนหนึ่งของครัวเรือนไทยเป็น “หนี้สินนอกระบบ” 

 

และสอบถามประกอบการลงทะเบียนคนจนของภาครัฐในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา จำนวน “หนี้นอกระบบต่อครัวเรือน” ของไทย มีตั้งแต่ 30,000 บาทต่อครัวเรือน ไปจนถึง 1,000,000 บาทต่อครัวเรือนกันเลยทีเดียว และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ คนจนทุกคนของไทยที่เข้าข่ายมาลงทะเบียนคนจน ไม่มีคนใดเลยที่ระบุว่า “ไม่มีหนี้นอกระบบ”

 

หนี้สินที่คนที่ลงทะเบียนคนจนระบุในเอกสารประกอบการลงทะเบียน จะมีหนี้สินทั้งในระบบธนาคารพาณิชย์และหนี้นอกระบบ ซึ่งหลายรายเมื่อรวมกันแล้ว จำนวนเงินที่ต้องผ่อนในแต่ละเดือนมากกว่ารายได้ที่มี และบางรายที่ร้ายแรงจริงจำนวนเงินที่ต้องผ่อนจ่ายมากกว่าเงินรายได้ 2 เท่า

 

ส่วนครัวเรือนไทยที่เหลืออื่นๆ นั้น ตัวเลขล่าสุดที่มีเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย ผลการสำรวจสถานภาพหนี้ภาคครัวเรือนจากประชากรทั่วประเทศ พบว่า ปัจจุบันคนไทยมีหนี้ครัวเรือน   ปี 2558 หนี้ครัวเรือนของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 248,004 บาทต่อครัวเรือน 

 

ขยับขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่การสำรวจใน ปี 2551 ซึ่งหนี้ครัวเรือนของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 135,166 บาทต่อครัวเรือน โดยต่อมาในปี 2552 หนี้ครัวเรือนของคนไทยโดยเฉลี่ยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 147,542 บาทต่อครัวเรือน ปี 2553 หนี้ครัวเรือนของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 151,432 บาทต่อครัวเรือน ปี 2554 หนี้ครัวเรือนของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 159,432 บาทต่อครัวเรือน ปี 2555 หนี้ครัวเรือนของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 168,517 บาทต่อครัวเรือน

 

ปี 2556 หนี้ครัวเรือนของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 188,774 บาทต่อครัวเรือน ปี 2557 หนี้ครัวเรือนของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 219,158 บาทต่อครัวเรือน จนมาถึงปี 2558 หนี้ครัวเรือนของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 248,004 บาทต่อครัวเรือน

 

และในปี 2559 และ 2560 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินค่าเฉลี่ยการเพิ่มขึ้นของหนี้ต่อหัวคนไทยไว้ที่  10-12% ต่อปี

 

หาก “ทีมเศรษฐกิจไอเอสเอ็น” คำนวณคร่าวๆ ตามนั้น ในปี 2560 นี้ หนี้ครัวเรือนของคนไทยโดยเฉลี่ยขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาทต่อครัวเรือน

 

และถ้าถามต่อว่า คนกลุ่มไหนเป็นคนที่่ก่อหนี้สินครัวเรือนเพิ่มมากที่สุดในช่วงนี้ และใครเบี้ยวหนี้มากที่สุด กลุ่มคนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และเครดิตบูโร หรือศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ สำรวจเก็บข้อมูลมาได้ตรงกันคือ กลุ่ม Gen Y หรือคนที่มีอายุ 19-36 ปี

 

ในช่วงปลายปี 2559 ข้อมูลของเครดิตบูโร เปิดเผยว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มของลูกหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเจนวายเพิ่มจำนวนมากขึ้น ขณะเดียวกันคุณภาพลูกหนี้กลุ่มนี้มีแนวโน้มด้อยลงต่อเนื่อง

 

จากฐานข้อมูลบัญชีสินเชื่อในระบบของเครดิตบูโรที่มีสมาชิก 93 แห่ง ณ สิ้นเดือน ส.ค. มีสินเชื่อ 92.50 ล้านบัญชี พบว่ากลุ่มคนเจนวาย อายุ 19-36 ปี เป็นกลุ่มที่มีการขอสินเชื่อรายใหม่เพิ่มขึ้นในทุกประเภทสินเชื่อ โดยกลุ่มสินเชื่อบ้านแต่ละปีจะมีบัญชีลูกค้าใหม่เพิ่มเฉลี่ยปีละ 300,000 บัญชีและครึ่งแรกปี 2559 มีลูกค้าใหม่ 160,000 บัญชี ซึ่งพบว่าเป็นการกู้ของลูกค้าเจนวายถึง 50 % เพิ่มขึ้นจาก 46%  จากปี 2558 

 

เช่นเดียว กลุ่มสินเชื่อรถยนต์ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีบัญชีใหม่ 630,000 บัญชี เป็นกลุ่มเจนวาย 43% เพิ่มขึ้นจาก 41 % ในปี 2558 ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตมีลูกค้าใหม่ 1 ล้านบัญชี เป็นเจนวาย 53 % เพิ่มขึ้นจาก 50 % ในปี 2558 และสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลในช่วง 6 เดือนแรกมีบัญชีใหม่ 1.26 ล้านบัญชี เป็นสัดส่วนกลุ่มเจนวาย 48%

 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากโครงการส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Y ของ ธปท. ระบุว่า จากการนำร่องโครงการชวนคนเจนวาย เก็บเงินรูปแบบง่ายๆ ผ่าน www.effortlesssaving.com ภายใต้ออนไลน์แคมเปญ #effortlesssavig #เปย์ไม่เจ็บเก็บไม่จน  ซึ่งธปท.มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่วัยเริ่มต้นของการใช้เงินของตนเอง เพื่อป้องกันปัญหาทางการเงินในอนาคต และกระตุ้นให้เกิดวินัยทางการเงินตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงานนั้น 

 

ในเบื้องต้นอาจจะยังได้ผลตอบรับจากกลุ่มเจนวายไม่มาก

 

โดยเป้าหมายของ ธปท.ใน3 ปีนับจากนี้ คือต้องการลดจำนวนบัญชีการขอสินเชื่อของกลุ่มเจนวายที่ผิดนัดชำระหนี้จนเป็นหนี้เอ็นพีแอล หรือหนี้ค้างชำระเกิน 3 เดือน ลงให้เหลือ 5% จากข้อมูลล่าสุดที่มีจำนวนบัญชีการขอสินเชื่อของกลุ่มเจนวายผิดนัดชำระหนี้อยู่ที่ระดับ 5.7% ซึ่งถือว่าสูงสุดเมื่อเทียบกับคนทุกกลุ่มในปัจจุบัน

 

และทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นคำตอบของคำถามที่ “พวกเรา”จั่วหัวไว้ได้ว่า “คนไทยแบกหนี้ท่วมจริงหรือ” !!