ครม.อนุมัติ 12 เม.ย.62 เป็นวันหยุด!
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 เวลา 14:57 น.

 

ที่ประชุมครม.อนุมัติให้วันที่ 12 เม.ย.62 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ

 

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้กำหนดให้วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2562 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ

 

ทั้งนี้ การกำหนดให้วันศุกร์ที่ 12 เมษายน เป็นวันหยุดราชการประจำปี 2562 เพิ่มเป็นกรณีพิเศษดังกล่าว จะทำให้ปี 2562 มีวันหยุดเพิ่มอีก 1 วัน และเมื่อนับรวมกับวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติ (29 มกราคม 2562) กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษในปี 2562 แล้ว จะทำให้ปี 2562 มีวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษรวมทั้งสิ้น 2 วัน

 

ครม.ไฟเขียวร่างMOUไทยผนึกพม่า เพิ่มมาตรการป้องค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ

 

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมา ว่าด้วยความร่วมมือทางด้านการค้ามนุษย์ โดยเพิ่มมาตรการดูแลป้องกันให้ทันสมัยต่อสถานการณ์มากขึ้น ในด้านเทคโนโลยี ภัยข้ามชาติรูปแบบต่างๆ แนวความคิดนวัตกรรมในการทำผิดเรื่องดังกล่าวที่พัฒนา และมีความซับซ้อนไปมาก เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

"เราให้ความสำคัญกับมาตรการการป้องกันแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา การควบคุมพื้นที่ชายแดน บัตรผ่านแดนต่างๆ รวมไปถึงการคุ้มครองผู้เสียหาย การส่งกลับประเทศต้นทางตามกฎหมาย และการปราบปรามโดยบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน มีการทำงานใกล้ชิดมากขึ้น" รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว

 

ครม.ยกระดับฝุ่นพิษเป็นวาระแห่งชาติ

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการแก้ปัญหาฝุ่นละอองเกินมาตรฐานในกรุงเทพฯและหลายจังหวัด ว่า  ตอนนี้สถานการณ์ฝุ่นละอองในกรุงเทพฯดีขึ้น แม้มีเพิ่มหรือลดบ้าง แต่ยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่เราต้องแก้ไขปัญหานี้ต่อไป ตนจึงขอความเห็นชอบจากครม.ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้การกำจัดฝุ่นละออง PM2.5 และPM 10 เป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้หลายหน่วยงานเกี่ยวข้องจัดการแก้ปัญหาฝุ่นละอองอย่างยั่งยืน จัดลำดับความเร่งด่วน แก้ปัญหาอย่างจริงจัง และต้องไม่ยกเลิกความเข้มงวด

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สำหรับจังหวัดอื่นๆที่มีปัญหาค่าฝุ่นละอองมากขึ้นจากการเผาในที่โล่งแจ้ง จึงต้องแก้ปัญหาที่ต้นทางว่าทำไมเขาถึงเผา ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการคิดราคาเครื่องมือที่มีราคาแพง ดังนั้น ตนสั่งการในที่ประชุมครม.ให้แก้ปัญหาการเผาไร่นาอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับไร่อ้อยที่เพาะปลูกเป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ เมื่อเก็บเกี่ยว ก็เก็บเกี่ยวพร้อมกันทั้งหมด ทุกคนเร่งตัดแล้วเผาตอต้นอ้อย ต้องไปดูวิธีการปรับปรุง ฉะนั้นเราต้องแก้ไขที่ต้นตอ และต้องหามาตรการที่ยอมรับได้เป็นระยะๆในการแก้ปัญหาทุกปัญหา ไม่ใช่แก้ปัญหาครั้งเดียวแล้วเสร็จสิ้น ถ้าทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกัน

 

ด้าน พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  นายกรัฐมนตรีสั่งการในที่ประชุมครม.กำหนดให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปร่วมกันพิจารณากำหนดแนวทาง เน้นสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ส่งเสริมความร่วมมือ ความสามัคคี และความรับผิดชอบ เพื่อปัจจุบันและอนาคตที่ยั่งยืน  นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานสถานการณ์สาธารณภัยจากกระทรวงมหาดไทยในช่วงเช้านี้ว่าใน 5 จังหวัดภาคเหนือมีปัญหาคุณภาพอากาศ คือ จ.ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ และตาก โดยขณะนี้กำชับให้ทุกจังหวัดจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังไฟป่าและหมอกควันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งควบคุมการเผาในพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่การเกษตร และพื้นที่ริมทางหลวงอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่อื่น ๆ งดเว้นการเผาขยะและเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองที่มีผลกระทบต่อสุขภาพด้วย

 

ครม.อนุมัติงบกองทุนบัตรทอง 1.91 แสนล้านบาท เพิ่มเม็ดเงินเข้ากองทุน-เหมาจ่ายรายหัว ขยายการเข้าถึงการรักษาให้ครอบคลุม


เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 62 นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ2563ตามความเห็นของสำนักงบประมาณที่จำนวน 1.91 แสนล้านบาท โดยเป็นเม็ดเงินที่เข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพิ่มจากปี 2562 จำนวน 6,500 ล้านบาท โดยงบที่ได้รับประกอบด้วยรายละเอียด ดังนี้


1.งบบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว จำนวน 1.74 แสนล้านบาท ครอบคลุมค่าใช้จ่ายหน่วยบริการในส่วนเงินเดือน ค่าตอบแทนบุคลากร และค่าบริการสาธารณสุขในระดับท้องถิ่น หรือพื้นที่สำหรับประชาชนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) จำนวน 48.26 ล้านคน คิดเป็นอัตราเหมาจ่ายรายหัว 3,600 บาทต่อประชากร เพิ่มขึ้นจากปี 2562 เป็นจำนวน 173 บาท/ประชากรผู้มีสิทธิ์


2.งบบริการสาธารณสุขผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ จำนวน 3,596 ล้านบาท


3.งบบริการสาธารณสุขผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จำนวน 9,405 ล้านบาท


4.งบบริการบริการควบคุมป้องกันความรุนแรงโรงเรื้อรัง จำนวน 1,037 ล้านบาท


5.งบค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร พื้นที่เสี่ยงภัย และพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จำนวน 1,490 ล้านบาท


6.งบค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงในชุมชน จำนวน 1,025 ล้านบาท


7.งบค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมบริการระดับปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำครอบครัว จำนวน 268 ล้านบาท


นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า จากงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2563 นี้ โดยเฉพาะในส่วนงบเหมาจ่ายรายหัวจะนำมาสู่การพัฒนาระบบ เพิ่มการเข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขที่จำเป็นให้กับประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีสิทธิประโยชน์ทั้งการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การรักษาผู้ป่วยนอก การรักษาผู้ป่วยใน


ซึ่งในปีนี้ได้มีสิทธิประโยชน์ที่ผ่านการพิจารณาและเตรียมเดินหน้าในปีงบประมาณ 2563 ได้แก่ การตรวจคัดกรองยีน HLA-B*1520 ก่อนเริ่มยา Carbamazepine เพื่อป้องกันการแพ้ยาชนิดรุนแรง, ปรับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในประชากร อายุ 50-70 ปีให้เกิดความสะดวกมากขึ้น, เพิ่มบริการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับอีก 12 รายการ เพิ่มการผ่าตัดผ่านกล้องและอุปกรณ์ทันสมัยเพื่อให้กลับบ้านได้เร็วขึ้น, การเพิ่มยารักษาโรคอัลไซเมอร์ มะเร็งไทรอยด์ โรคที่เกิดจากการทำลายเส้นประสาท และเพิ่มสูตรยาต้านไวรัสเอดส์ที่ดื้อยา, เพิ่มเครื่องตรวจติดตามค่าน้ำตาลในเลือดให้ผู้ป่วยเบาหวานเด็ก, เพิ่มวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงในเด็ก และขยายสิทธิประโยชน์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในกลุ่มผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ


นอกจากนี้ ยังปรับระบบการจัดการให้ประชาชนมีแพทย์ประจำครอบครัวใหม่, การดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงทุกกลุ่มอายุ โดยปี 2563 ให้ครอบคลุมถึงผู้ป่วยสิทธิสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคม จากความร่วมมือหน่วยบริการในพื้นที่และ อปท. การเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการแพทย์แผนไทยมากขึ้น


นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2563 สปสช. ยังได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนำร่องการจัดบริการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นและมีคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น อาทิ นำร่องบริการตรวจคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรมทารกในครรภ์ นำร่องการล้างไตผ่านเครื่องอัตโนมัติในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง และนำร่องป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีด้วยวิธี Pre-Exposure Prophylaxis (PrEP) ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวี

 

ครม.แต่งตั้ง "สัมพันธ์" เลขาธิการ กกอ.

 

นพ.ธีระเกียรติ เจิรญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย ดังนี้  ศ.ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัดศธ. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (กพฐ.)  และ น.ส.ดุริยา อมตวิวัฒน์ ผู้ตรวจราชการ ศธ. ดำรงตำแหน่ง รองปลัด ศธ. ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง  


             
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ทั้งสามตำแหน่งที่ ครม.อนุมัติเป็นไปด้วยความเหมาะสมไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยในส่วนของเลขาธิการ กกอ.นั้น ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ เป็นผู้เสนอมาให้ตนพิจารณา เนื่องจากภารกิจงานของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ในขณะนี้มีจำนวนมากและเหลือรองเลขาธิการกกอ.ทำงานอยู่คนเดียว ทั้งนี้ไม่ต้องเป็นห่วงว่าเมื่อมีการตั้งกระทรวงอุดมศึกษาอย่างเป็นทางการแล้วตำแหน่งเลขาธิการ กกอ.จะยุบไปด้วยหรือไม่ เนื่องจากเรื่องนี้ได้กำหนดไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าข้าราชการที่ยังดำรตำแหน่งระดับ 11 ก็สามารถดำรงตำแหน่งในระดับ 11 ได้ต่อไป ส่วน น.ส.ดุริยา ทำงานด้านต่างประเทศมานาน ซึ่งตนจะให้มาดูงานต่างประเทศด้านการศึกษาโดยเฉพาะ เพราะขณะนี้การศึกษาไทยมีบทบาทในเวทีสากล อีกทั้งประเทศไทยยังได้รับการเป็นประธานอาเซียนด้วย สำหรับนายพีระ ถือเป็นลูกหม้อของสพฐ.ไม่เคยมีประวัติด่างพล้อย และต้องการให้มาดูงานด้านวิชาการ อย่างไรก็ตามขณะนี้ตำแหน่งผู้บริหารศธ.ที่ว่างจะเหลือ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) 1 ตำแหน่ง และผู้ตรวจราชการ ศธ. 2 ตำแหน่ง

 

ครม.เห็นชอบคุมเข้มนำเข้ามะพร้าว เปิดนำเข้าแค่ 2 จุด

 

ที่ประชุม ครม.เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้มะพร้าวเป็นสินค้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยกำหนดให้นำเข้ามาได้ผ่านท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบังเท่านั้น เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าแบบผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันยังรักษาระดับราคามะพร้าว และผลิตภัณฑ์ในประเทศไม่ให้มีราคาตกต่ำ จนสร้างความเดือนร้อนให้กับผู้ปลูกมะพร้าว

 


ครม.เห็นชอบให้ยกระดับด่านพรมแดนบ้านฮวก เป็นจุดผ่านแดนถาวร

 

ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้ยกระดับด่านพรมแดนบ้านฮวก อ.ภูซาง จ.พะเยา เป็นจุดผ่านแดนถาวรตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงมารองรับการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ การยกระดับด่านพรมแดนดังกล่าวเป็นจุดผ่านแดนถาวรในครั้งนี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน การขนส่ง และยังสนับสนุนการท่องเที่ยวอีกด้วย