มติครม.ประจำวันที่ 12 มิ.ย.61
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2561 เวลา 17:06 น.

 

วิษณุ เผย ครม.ยังไม่อนุมัติการเพิ่มบำเหน็จประจำปี 2 ขั้นนอกเหนือโควต้าปกติให้ 600 เจ้าหน้าที่คสช. – ด้านนายกฯ ชี้ควรให้เท่าที่จำเป็น


เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (สลธ.คสช.) เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาอนุมัติบำเหน็จประจำปี 2 ขั้น นอกเหนือโควต้าปกติให้เจ้าหน้าที่ใน คสช. ว่า ครม.ยังไม่อนุมัติ โดยให้ คสช.ไปดูเรื่องความจำเป็นของการทำงาน และเรื่องของจำนวนคนที่เสนอมา 600 นาย ที่ถือว่าลดลงมาเป็นลำดับจากปีแรกที่มี 1,000 คน แต่นายกฯ ระบุว่า ควรลดได้มากกว่านี้ โดยให้ดูเท่าที่มีความจำเป็น ส่วนจะเสนอ ครม.กลับมาเมื่อไหร่นั้น ยังไม่มีกำหนดตายตัว ไม่ต้องรีบเร่งเพราะครอบคลุมเวลาตั้งแต่ 1 ต.ค.60 จนถึงวันที่ 30 ก.ย.61

 

ครม.สัญจร อนุมัติแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างใน 5 ด้าน ปั้นไบโอฮับ-พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร


พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จ.นครสวรรค์ ได้มีมติอนุมัติตามข้อเสนอแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 (นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี) ซึ่งประกอบด้วยแผนงาน 5 ด้าน คือ 1.ด้านการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพครบวงจร (Bio Hub) อย่างยั่งยืน 2.ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 3.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน และ 5.ด้านการท่องเที่ยว โดยมีรายละเอียดดังนี้


1. ด้านการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพครบวงจร (Bio Hub) อย่างยั่งยืน
รัฐบาลได้กำหนดให้ จ.นครสวรรค์ เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษคลัสเตอร์อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub) ตามที่ภาคเอกชนเสนอในคราวประชุมร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรี กับคณะกรรมการ กรอ.ส่วนกลาง และคณะกรรมการ กรอ. กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 เมื่อปี 2559 ซึ่งมีความก้าวหน้าเป็นลำดับ ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมต่อยอดอุตสาหกรรมชีวภาพ จึงขอรับการสนับสนุน ดังนี้


1) โครงการศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ จ.นครสวรรค์ เพื่อรองรับนโยบายประเทศไทย 4.0
2) ให้กรมชลประทานไปศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดการวางระบบท่อส่งน้ำไปพื้นที่ทำการเกษตรใน จ.นครสวรรค์ เพื่อสนับสนุนการปลูกพืชสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ
3) เพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงชนบท หมายเลข 3212


2. ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร
กลุ่มจังหวัดฯ ขอรับการสนับสนุนให้มีระบบชลประทานที่ดี เนื่องจากเป็นกลุ่มจังหวัดที่เป็นพื้นที่การเกษตรที่สำคัญ แต่ยังประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เป็นประจำทุกปี นายกรัฐมนตรีขอให้แยกกิจกรรมให้เกิดความชัดเจนว่ากิจกรรมไหนควรทำก่อนหรือทำหลัง กิจกรรมไหนเป็นกิจกรรมเร่งด่วน และกิจกรรมไหนอยู่ในแผนการใช้งบประมาณประจำปีแล้ว เพื่อลดความซ้ำซ้อนการพิจารณางบประมาณ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาต่อไป


ทั้งนี้ จะมีการศึกษาสำรวจและออกแบบโครางการชลประทานพิษณุโลกฝั่งซ้าย ตลอดจนศึกษาความเหมาะสมผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมสำรวจออกแบบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี


3. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้เห็นชอบตามข้อเสนอในการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่านทั้งปิง ยม น่าน เจ้าพระยา และสะแกกรัง ประชาชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำ และได้รับความเดือดร้อนจากเหตุอุทกภัยและการพังทลายของตลิ่งหลายครั้ง จึงขอให้เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง ใน 4 พื้นที่
1) เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน ในพื้นที่ 6 อำเภอ ของ จ.พิจิตร
2) เขื่อนป้องกันตลิ่งริ่มแม่น้ำสะแกกรัง ต.สะแกกรัง อ.เมือง จ.อุทัยธานี
3) เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา อ.เมืองอุทัยธานี ต่อเนื่องเขื่อนเดิม และ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์
4) เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำปิง ต.ท่างิ้ว ต.หูกวาง ต.บางตาหงาย อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์


4. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน
ได้เห็นชอบการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยมุ่งหวังให้กลุ่มจังหวัดฯ เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างภาคกลาง ไปสู่ภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเชื่อมโยงสู่ภูมิภาคอาเซียน ประกอบด้วย โครงข่ายคมนาคมทางถนน โครงข่ายคมนาคมทางราง โดยได้อนุมัติการก่อสร้างรถไฟทางคู่เพื่อเชื่อมโยงภาคตะวันตกไปสู่ภาคตะวันออก โดยเร่งรัดศึกษาการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟจากแม่สอด - ตาก - กำแพงเพชร - นครสวรรค์ - ขอนแก่น - นครพนม ส่วนโครงข่ายคมนาคมทางน้ำ ให้เร่งรัดการดำเนินการตามผลการศึกษาโครงการก่อสร้างเขื่อนยกระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน่านเพื่อการเดินเรือ รวมถึงลดต้นทุนการขนส่ง


พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ในด้านโครงข่ายคมนาคมนั้น รมว.คมนาคม ได้ชี้แจงว่าโครงการทั้งหมดที่ภาคเอกชนนำเสนอมาได้มีอยู่ในแผนการดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมทั้งหมดแล้ว ชึ่งจะใช้งบประมาณในปี 61-65 ตามลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนของโครงการต่อไป ด้านโครงข่ายคมนาคมทางราง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยู่ระหว่างดำเนินการรถไฟทางคู่ เมื่อเสร็จแล้วจะสามารถสนับสนุนการขนส่งทางรางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนเส้นทางรถไฟเดิมจะใช้เป็นเส้นทางเส้นรอง พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อเสนอไปพิจารณา และศึกษาผลกระทบของโครงการต่อไป
5. ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มจังหวัดฯ มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกถึง 2 แห่ง คือ 1.แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี และ 2.มรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จึงขอให้รัฐบาลสนับสนุนการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวโดยขอขยายปรับปรุงถนนเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกห้วยขาแข้ง-อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อุทยานเมืองเก่าพิจิตร จ.พิจิตร


แต่ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรไม่พิจารณาอนุมัติการขยายถนนเชื่อมโยงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งดังกล่าว เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายเรื่องการขยายถนนบริเวณแหล่งท่องเที่ยวว่าขอให้คำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก อย่าทำลายป่าไม้จนกระทบสิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า และเส้นทางน้ำ โดยขอให้หาแนวทางใหม่แทนการขยายถนน เช่น มีการบริหารจัดการช่วงเวลาการท่องเที่ยว จัดระบบการขนส่งคอยรับส่งนักท่องเที่ยว แทนการนำรถเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยว ขอให้คำนึงถึงคุณภาพมากกว่าปริมาณ แต่ในส่วนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อุทยานเมืองเก่าพิจิตรนั้น ที่ประชุมเห็นชอบตามที่ภาคเอกชนเสนอ

 

ครม.ตีกลับ!เพิ่มบำเหน็จเจ้าหน้าที่คสช.

 

ที่ประชุมครม.ตีกลับ เพิ่มบำเหน็จเจ้าหน้าที่คสช. 600 นาย "บิ๊กตู่" สั่งให้ลดลงอีกเท่าที่จำเป็น ไม่ต้องรีบ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี สำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (สลธ.คสช.) เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาอนุมัติบำเหน็จประจำปี 2 ขั้น นอกเหนือโควต้าปกติให้เจ้าหน้าที่ในคสช.ว่าคณะรัฐมนตรียังไม่อนุมัติ โดยให้คสช.ไปดูเรื่องของความจำเป็นของการทำงาน และเรื่องของจำนวนคนที่เสนอมา 600 นาย ที่ถือว่าลดลงมาเป็นลำดับจากปีแรกที่มี 1,000 คน แต่นายกฯระบุว่าควรลดได้มากกว่านี้ โดยให้ดูเท่าที่มีความจำเป็น ส่วนจะเสนอ ครม.กลับมาเมื่อไหร่นั้น ยังไม่มีกำหนดตายตัว ไม่ต้องรีบเร่งเพราะครอบคลุมเวลาตั้งแต่ 1 ต.ค.60 จนถึงวันที่ 30 ก.ย.61

 

ครม.เคาะแล้ว!ปรับโฉมสภาพัฒน์


การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 4/2561 ได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้แก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2561 ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแล้วให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) พิจารณา ก่อนเสนอ สนช.ต่อไป 


สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ สศช.ประกอบด้วย 1.กำหนดให้มี “สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ประกอบด้วยประธานสภาหนึ่งคนและกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 15 คน และให้ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการ ก.พ.ร. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการสภา และให้เลขาธิการ สศช.เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยกำหนดให้ประธานสภาและกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี โดยผู้ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน 
กำหนดให้สภาสามารถมีมติให้เชิญปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องที่พิจารณา หรือผู้ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญมาเข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะกรรมการสภาด้วยก็ได้ โดยให้ผู้ที่ได้รับเชิญมามีฐานะเป็นกรรมการสภาสำหรับการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญนั้น  และกำหนดให้ สศช.มีอำนาจหน้าที่กำหนดกรอบทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และให้ความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี 


2.แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนดให้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงระยะเวลา 5 ปี โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในแต่ละด้านตามกรอบของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ทำหน้าที่ยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเสนอต่อสภาพิจารณา โดยต้องมีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อนำมาประกอบการยกร่างด้วย พร้อมทั้งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี และงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยให้เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะกำกับดูแลและสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งดำเนินการให้เป็นไปตามแผนดังกล่าวด้วย 


3. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนดให้มีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหน้าที่ดำเนินงานในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของสภา ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและประชาชนเกี่ยวกับการจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ฯลฯ  รวมทั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการประสานการดำเนินงานด้านยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ทำหน้าที่วิเคราะห์ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่นที่สภามอบหมาย  


4. บทเฉพาะกาล ให้คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามพระราชบัญญัติพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2521 ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับปฏิบัติหน้าที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพลางก่อน และให้โอนบรรดาภารกิจ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปเป็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  รวมทั้งให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามประกาศพระราชโองการ เรื่อง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ลงวันที่ 29 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 ที่ใช้อยู่ในวันก่อนที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ ถือว่าเป็นแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามร่างพระราชบัญญัตินี้ และยังให้คงใช้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565