มลพิษในอากาศเพิ่มความเสี่ยงแท้งลูก
วันที่เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ.2562 เวลา 18:33 น.

 

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า มลพิษทางอากาศนั้นเป็นอันตรายอย่างมากต่อทั้งระบบทางเดินหายใจ และเป็นบ่อเกิดความเสี่ยงโรคต่างๆตามมา โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ซึ่งทางองค์การยูนิเซฟได้ให้ความรู้ในเรื่องอันตรายจากฝุ่นขนาดเล็กในอากาศตามที่โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

หลายครั้งที่ผ่านมากรุงเทพมหานคร พบปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก และมลพิษทางอากาศสูงหลายครั้ง แต่เราก็ยังไม่ได้รับทราบมาตรการแก้ปัญหาอย่างยังยืนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีคำเตือนต่อการปฏิบัติตัวของประชาชนในกลุ่มเสี่ยงที่มีปัญหาด้านสุขภาพให้ใส่หน้ากากป้องกัน รวมถึงงด-หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านระบบทางเดินหายใจได้ง่ายโดยเฉพาะเด็ก และผู้สูงอายุ และเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้่นในอนาคต

 

ไม่เพียงแต่กลุ่มเสี่ยงในข้างต้นเท่านั้น เพราะล่าสุด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ ของสหรัฐได้เปิดเผยผลการวิจัยที่ไม่ค่อยน่าพอใจนัก เมื่อพบว่ามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะสตรีที่อาศัยอยู่ในเมือง ซึ่งมีค่าไนโตรเจนไดออกไซด์ในระดับสูงนั้น เสี่ยงจะแท้งลูกมากถึง 16%

 

โดยทีมวิจัยจากสหรัฐได้ใช้ผลการเก็บข้อมูลของสตรีตั้งครรภ์จำนวน  1,300 คน ระหว่างปี 2007 ถึง 2015 ที่อาศัยในเมืองใหญ่ที่มีค่ามลพิษสูงในหลายประเทศตั้งแต่ บราซิล สหรัฐ อิตาลี อิหร่าน และมองโกเลีย พบการเพิ่มขึ้นของไนโตรเจนไดออกไซด์ ทุกๆ 20 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้น 16% ในความเสี่ยงของการแท้งบุตร

 

ดร. แมธทิว ฟูลเลอร์ จากภาควิชาการแพทย์ฉุกเฉิน ของมหาวิทยาลัยยูทาห์ หนึ่งในทีมนักวิจัยระบุว่า "หากคุณเปรียบเทียบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นกับงานวิจัยอื่น ๆ เกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของทารกในครรภ์ ก็จะพบว่าเหมือนกับการแท้งบุตรอันเนื่องมากจากควันบุหรี่เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก

 

หากคุณคิดว่างานวิจัยนี้ห่างไกลจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นลักษณะฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้น คุณคิดผิด เนื่องจากบรรดาฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นปัญหาของกทม.ในขณะนี้ ล้วนมาจากรถยนต์เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรถยนต์ดีเซลซึ่งมีการปล่อย NO2 เป็นจำนวนมาก

 

ดร.ฟูลเลอร์ระบุว่า แม้ว่าความเสี่ยงในการแท้งบุตรนั้น จะเกิดขึ้นจากหลายเหตุปัจจัย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฝุ่นละอองและมลพิษที่เข้าสู่ร่างกายคุณแม่นั้น จะส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ด้วยเช่นกัน

 

ดร.ฟูลเลอร์ยังระบุอีกว่า คุณแม่ที่ตั้งครรภ์หากสามารถหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมภายนอกที่เสี่ยงต่อมลพิษได้ก็ควรเลี่ยง แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรหามาตรการป้องกันอย่างเหมาะสมเช่นการใส่หน้ากากที่ป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ หรือใช้เครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน  แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาแล้ว ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายต่อพลเมืองรุ่นต่อไปอย่างมากเนื่องจากส่วนใหญ่ยังไม่มีมาตรการจัดการปัญหาอย่างยั่งยืน

 

 

 

ที่มา โพสต์ทูเดย์