มองตลาดหุ้น...ลุ้นดัชนี
วันที่เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ.2560 เวลา 19:29 น.

 

ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และข่าวดีๆ

 

สำรวจมุมมองของตลาดหุ้นไทย...ปัจจัยที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นดัชนีหุ้นไทยไปกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นไทยซื้อขายกันแค่ 3 วัน ก่อนวันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์ สิ้นวันของวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านาดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,589.50 จุด ปรับขึ้น 6.72 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.42% โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 32,351.79 ล้านบาท.

 

ดัชนี SET100 ปิดที่ 2,271.25 จุด เพิ่มขึ้น 12.03 จุด หรือ 0.53% ดัชนี SET50 ปิดที่ 1,009.23 จุด เพิ่มขึ้น 5.98 จุด หรือ 0.60% และดัชนีตลาด mai ปิดที่ 595.07 จุด ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า

 

ประเด็น “ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” และการทำสงครามระหว่างประเทศตรงข้ามในสงครามเย็นในทศวรรษที่ผ่านมา กลายเป็นความกังวลมากขึ้นอีกครั้งทั่วโลก หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากปฏิบัติการโชว์อาวุธหนัก การถล่มซีเรีย ด้วยโทโมฮอก การทิ้งระเบิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ระเบิดฐานที่มั่นกลุ่มไอเอส

 

รวมทั้งการเคลื่อนพลเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่เข้าไปยังคาบสมุทรเกาหลี ขณะที่กลุ่มไอเอส และเกาหลีเหนือ ประกาศพร้อมที่จะปฏิบัติการตอบโต้สหรัฐฯ ท่ามกลางการเลือกข้างของมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่น จีน และรัสเซีย

 

ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกแดงเทือก รับความกังวลใจต่อ “สงครามครั้งใหม่” ที่อาจจะเกิดขึ้น

 

แต่อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของไทย ยังมองในแง่ดีว่าผลดังกล่าวจะเป็นผล “ทางจิตวิทยา” ที่ไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากมองไม่เห็นข้อดีของการทำสงครามของทุกภูมิภาคในขณะนี้

 

บล.วิเคราะห์หลักทรัพย์ฯ คาดสัปดาห์นี้หลังวันหยุดยาว หุ้นไทยบวกต่อเล็กน้อย แรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่จะเริ่มประกาศงบ Q1/60 ในสัปดาห์หน้า และกลุ่มพลังงาน จากราคาน้ำมันขยับขึ้น ก่อนจะเจอแรงขายทำกำไรแบบ Sell on fact ทันทีที่หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เริ่มทยอยประกาศงบ Q1/60 ออกมา แนะถือหุ้นไว้ขายทำกำไรเมื่อดัชนีฯ ขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,595-1,600 จุด ส่วนแนวรับแรก 1,578 จุด ถัดไป 1,565 จุด

 

บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)  ระบุว่า คาดว่าดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์นี้จะแกว่งตัวบวกในกรอบแคบ โดยมีแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ก่อนจะเริ่มประกาศงบ Q1/60 ในปลายสัปดาห์ ขณะที่กลุ่มพลังงานจะดีขึ้นเช่นกัน จากราคาน้ำมันขยับขึ้น อันเป็นผลจากความกังวลความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

 

โดยมองว่า สถานการณ์ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี จะส่งผลกระทบในแง่ความกังวลเชิงจิตวิทยา เพราะท่าทีของนายโดนัล ทรัมป์ มีความไม่แน่นอนสูง แม้การโจมตีเกาหลีเหนือจะไม่คุ้มค่าในมุมมองทางเศรษฐกิจ เมื่อเทียบกับทางตะวันออกกลาง ที่ยังมีผลประโยชน์ในเรื่องทิศทางราคาน้ำมันก็ตาม ซึ่งล่าสุด สิ่งที่เห็นได้ในระยะสั้นคือ ค่าเงินดอลลร์สหรัฐฯ เริ่มอ่อนค่าอีกครั้ง

 

บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ระบุ ประเด็นความขัดแย้งในซีเรีย-เกาหลีเหนือที่ยังไม่คลี่คลาย สร้างมุมมองเชิงลบต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่มีความผันผวนสูง โดยเงินลงทุนบางส่วนได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ผ่านมา เช่น ทองคำ, ค่าเงินเยน, และพันธบัตร ทำให้เม็ดเงินไหลเข้าชะลอตัวในช่วงสั้น

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบดังกล่าวถูกลบล้างบางส่วนจากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้นและภาพเศรษฐกิจไทยที่เป็นบวก ซึ่งจะส่งผลให้ดัชนีฯ ยังคงสามารถรักษาระดับราคาไว้ได้เพื่อรอการปรับขึ้นหลังประเด็นความขัดแย้งต่างๆ เริ่มคลี่คลาย เราคาดหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของเม็ดเงินไหลเข้า จะกลับมาเคลื่อนไหวได้ดีหลังหยุดยาว โดยมีกลุ่มที่น่าสนใจอาทิ อาหาร เครื่องดื่ม ท่องเที่ยว

 

คาดน้ำหนักการลงทุนจะกลับเข้าสู่หุ้นขนาดใหญ่หลังช่วงหยุดยาว การอ่อนตัวไม่หลุด 1570 จุด ทิศทางยังเป็นบวก เรามีมุมมองบวกต่อเงินทุนไหลเข้า และลุ้นดัชนีขึ้นทดสอบ 1600-1640 จุด ในช่วง เม.ย.-พ.ค.นี้ การปรับขึ้นเป็นโอกาสลดน้ำหนักหุ้นโรงกลั่น ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวและการแพทย์สามารถเก็งกำไรได้ แต่ upside ไม่เกิน 10-15%

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงต่อไปยังมีความหวังในทางที่ดี เพราะหากวิเคราะห์กันตามสถิติในหลายต่อหลายปีที่ผ่านมา พบว่า ดัชนีหุ้นหลังช่วงสงกรานต์มักจะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงก่อนหน้า

 

โดยบทวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ระบุ  จากสถิติ 6 ปีที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทย มักจะมีการปรับเพิ่มขึ้นหลังจากผ่านช่วงเทศกาลสงกรานต์ (13-15 เม.ย.) ไปแล้ว 1 ถึง 2 สัปดาห์ ด้วยความน่าจะเป็น 83% โดยจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 1.8%  ตรงกันข้ามกับช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นเพียง 33% และจะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างแย่ในช่วง 1 - 12 เม.ย. เฉลี่ย -0.5%

 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่โอกาสปรับเพิ่มขึ้นตาม SET ในช่วง 2 สัปดาห์หลังสงกรานต์จะไล่ตั้งแต่ วัสุดก่อสร้าง ซึ่งปรับตัวขึ้นทุกปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.77% ส่วนกลุ่มที่ปรับขึ้น 5 จาก 6 ปีคือ สื่อสาร ปิโตรเคมี การเงิน โรงพยาบาล ขนส่ง และเกษตร โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.46% 3.38% 3.00% 2.76% 2.67% และ 1.22% ตามลำดับ

 

หลักทรัพย์ทีมีความน่าจะเป็นที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกและยังมี Upside สูงเกิน 10% จะมีตัวที่น่าสนใจคือ  GLOBAL IVL CPN PTTEP BBL KCE BJC AP SPALI CPALL CK LH CENTEL DEMCO BCH HMPRO KTB

 

บล.กสิกรไทย ประเมินว่า ตลาดกำลังจะเข้าสู่โหมดการเก็งกำไรผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในงวด 1Q60 โดยในช่วงปลายงวดเริ่มเห็นมูลค่าการซื้อขายของตลาดที่เพิ่มสูงมากขึ้น และนักลงทุนต่างประเทศเข้าซื้อสุทธิ 9 วันติดต่อกันเกือบ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่แรงซื้อส่วนใหญ่เข้ามาเก็บกลุ่มหุ้นที่แนวโน้มผลประกอบการงวด 1Q60 จะออกมาดี อย่างกลุ่ม Big Cap พลังงาน ปิโตรเคมี และธนาคารฯ

 

ขณะที่ บล.โกลเบล็ก ให้ความเห็นว่า จากสถิติย้อนหลังไป 4-5 ปีจะพบว่าหุ้นจะขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะกลุ่มเช่าซื้อ และกลุ่มพลังงาน ที่ใกล้จะประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2560 ที่คาดว่าจะออกมาดีกว่าปีก่อน  อย่างไรก็ตามต้องดูแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติประกอบด้วย เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีการซื้อสะสมมาค่อนข้างมากแล้ว อาจมีแรงเทขายทำกำไรออกมา

 

ด้าน บล.บัวหลวง  มองแนวโน้ม ตลาดหุ้นไทยหลังสงกรานต์ คาดจะยังคงขึ้นต่อ กลยุทธ์ยังคงแนะนำ เลือกซื้อสะสมหุ้นพื้นฐานที่อยู่ในประเด็นการลงทุนหลัก เช่น วัสดุก่อสร้าง TASCO MILL SCCC พลังงาน PTTEP BANPU, ธนาคาร BBL KBANK SCB,  สินเชื่อรายย่อย MTLS และหุ้นมี Scope of upside คือมีปัจจัยเชิงบวกรออยู่ทำให้มี โอกาสปรับกำไรขึ้นได้  ส่วนการเก็งกำไรหุ้น Local play แนะนำหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว

 

หุ้นแนะนำ BBL แนวต้านสั้น 190/192 แนวรับ 186.5 Stop loss 180 บาท  โดย NVDR ให้ลงทุน ในหุ้น BBL ได้มีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมย.เป็นต้นไป จากข่าวนี้ NVDR จะเก็บ BBL เพิ่มได้อีกราว 2% ของทุนจดทะเบียน  จากการปลดล็อกของ NVDR ครั้งนี้น่าจะเป็นสัญญาณบวกต่อเรื่องการขยาย Foreign Limit มีโอกาสจะปลดล็อกในปีนี้หรือเร็วๆ นี้