ยังพอมีหวัง...ยันไม่หลุด 1,600
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2561 เวลา 08:08 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยหลุดระดับ 1,600 จุดก่อนฟื้นตัวขึ้น โดยดัชนีปิดที่ระดับที่1,628.96จุด ลดลง 2.34% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น11.57% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 55,770.91 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 3.07% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 413.69 จุด

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติตลอดสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลงจากผลของสงครามการค้าทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง รวมถึงตัวเลขการส่งออกของไทยที่หดตัวมากกว่าที่ตลาดคาด 

 

อย่างไรก็ดี ปลายสัปดาห์ตลาดหุ้นไทยสามารถฟื้นขึ้นได้และลดช่วงลบลง หลังมีแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนของกองทุน LTF/RMF และจากผลประกอบการไตรมาส 3/2561 ของหุ้นกลุ่มพลังงานที่ออกมาดีกว่าที่คาด

 

บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 29 ต.ค.-2 พ.ย. โดยมองว่า ดัชนีหุ้นไทยยังไม่หลุด 1,600 จุดอย่างที่เป็น่วงกัน โดยประเมินว่ามีแนวรับที่ 1,615 จุดและ 1,600 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,640 จุดและ 1,655 จุด 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คด้แก่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/2561 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคลเดือนก.ย. ดัชนี PMI ภาคการผลิต ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนต.ค. ตลอดจนถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของ BOJ และ BOE ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2561 (เบื้องต้น) ของยูโรโซน ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนต.ค.ของประเทศแถบยุโรปและเอเชีย รวมถึงข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม เดือนก.ย. ของญี่ปุ่น

 

ทั้งนี้ นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และ นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ประเมินแนวรับสำคัญของตลาดหุ้นไทยที่ 1,580 จุด โดยมั่นใจว่าดัชนีหุ้นไทยจะไม่หลุดจากระดับดังกล่าว เนื่องจากการปรับตัวลดลงรอบนี้เป็นไปตามตลาดหุ้นทั่วโลก ไม่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของประเทศ

 

โดยจากต้นปีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง 6% ต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคและตลาดเกิดใหม่ อยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว สะท้อนถึงพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

    

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า จุดแข็งของตลาดหุ้นไทยที่ดีกว่าประเทศเกิดใหม่รายอื่นคือ เศรษฐกิจในประเทศที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ระดับเงินเฟ้อต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ เงินสำรองในประเทศสูง มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะได้รับผลกระทบกับสงครามการค้าน้อย

    

รวมทั้ง ประเมินว่าหุ้นไทยจะยังเป็นขาขึ้นไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีหน้า โดยปัจจุบันเหลือ P/E เพียง 13 เท่า ถือว่าต่ำมาก โดยมีประเด็นการเลือกตั้งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ รวมถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ยังจะเติบโตต่อเนื่อง

    

"หุ้นไทยปรับตัวลงแรงรอบนี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะไม่เกี่ยวข้องกับพื้นฐาน แค่ลงตามตลาดหุ้นทั่วโลก เกิดแรงขายเกินกว่าข้อเท็จจริง ซึ่งมั่นใจว่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น และหากมีปัจจัยบวกเพิ่มเข้ามาจะเกิดการเด้งกลับแรง ๆ ได้ นักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แล้วราคาลดลงเยอะ อย่ารีบขายออกไป หากเป็นหุ้นที่พื้นฐานดี

 

สำหรับเม็ดเงินต่างชาติตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งมียอดขายสุทธิถึง 2.6 แสนล้านบาท และสูงสุดเป็นสถิติใหม่นั้น  นายไพบูลย์ มองว่า ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่เล่นตามดัชนี แต่เม็ดเงินต่างชาติกลุ่มลงทุนระยะยาวยังอยู่ เพราะสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    

ขณะที่ นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ประเมินว่าการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นทั่วโลกใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว เพราะจากสถิติที่ผ่านมาจะกินระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับดังกล่าวแล้ว โดยภาวะเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้

    

ข้อมูลล่าสุดเม็ดเงินที่ใช้ในมาตรการกระตุ้นเชิงปริมาณของสหรัฐ หรือ QE ยังเหลืออยู่ในระบบถึง 4.17 ล้านล้านดอลลาร์ จากช่วงสูงสุดที่ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าการถอนเงิน QE ดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้พร้อมขยับไปสู่สินทรัพย์เสี่ยง หากสถาณการณ์ความกังวลต่าง ๆ เริ่มคลี่คลาย    

      

"ระดับดัชนีตลาดหุ้นไทยปัจจุบันสามารถเริ่มทยอยเข้าลงทุนได้ เนื่องจากใกล้แนวรับสำคัญแล้ว เพราะหุ้นที่ลงรอบนี้แค่ตามตลาดอื่น ๆ ในระยะสั้นเท่านั้น เชื่อว่าจะสามารถดีดตัวกลับได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน" สมบัติ ระบุ 

 

ด้านนายพรเทพ ชูพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ (SCBS) ประเมินว่า ในปี 62 ประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยว่าจะแตะได้ที่ 2,000 จุด โดยใช้สมมุติฐาน PE ที่ 15.6 เท่า จากปัจจัยเชิงบวกการเลือกตั้ง การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share) ของตลาดโดยรวมที่ราว 8-10% ใกล้เคียงกับปีนี้ที่ประเมินไว้ 7-10%

 

โดยยังให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ แต่อาจจะต้องมีการกระจายความเสี่ยง และไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศบ้าง เช่น ตลาดหุ้นยุโรป และญี่ปุ่น

   

ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4  ยังมีความผันผวนบ้างตามปัจจัยต่างประเทศ โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังเป็นช่วงขาขึ้น แม้ล่าสุด IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกลงเติบโตที่ 3.7% ถือว่าเป็นระดับปกติเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับ กำไรบจ. ในไตรมาส 3/61 จะดีต่อเนื่อง หลังเห็นได้จากกำไรกลุ่มธนาคารที่มีการเติบโต 

    

"ดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้น่าจะไม่ต่ำกว่าระดับ 1,800 จุด แต่จะถึง 1,900 จุดหรือไม่นั้น ขึ้นกับความมั่นใจของนักลงทุน โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้ง 1 เดือนจากสถิติที่ผ่านมาหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 5-10% ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่าช่วงเลือกตั้งเราจะเห็นดัชนี 1,900 จุด"นายพรเทพ กล่าว

   

สุดท้าย นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ์ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) MBKET เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์วันที่ 29 ต.ค.-2พ.ย.61) จะยังคงแกว่งตัวผันผวน และมีโอกาสที่จะเห็นดัชนีจะเกิดการเพิ่มขึ้นทางเทคนิคได้บ้าง

 

โดยในช่วงสัปดาห์หน้าจะมีปัจจัยที่น่าสนใจ คือ การประกาศตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 3 ของกลุ่มค้าปลีก ปูนซีเมนส์ และโรงกลั่น    โดยกลยุทธ์ในการลงทุนนั้น ระยะสั้นยังเก็งกำไรได้ โดยเฉพาะหากดัชนีปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1,600 จุด ให้ทยอยเข้าสะสม แต่หากดัชนีปรับขึ้นไปที่ 1,660-1,680 จุดให้ทยอยลดการลงทุน และลงทุนในหุ้นรายตัว  

  

ขณะที่ฝั่งตลาดเงิน ค่าเงินบาททยอยอ่อนค่าจนหลุดแนว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทเผชิญแรงกดดันจากข้อมูลการส่งออกไทยที่ออกมาหดตัวกว่าที่คาด ประกอบกับมีปัจจัยลบตลอดสัปดาห์จากแรงขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ

 

ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงหนุนจากการเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งเรื่องแผนงบประมาณของอิตาลีและสหภาพยุโรป และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน 

 

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯยังมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมช่วงปลายสัปดาห์จากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมา

 

ดีกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อาทิ ข้อมูลการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย และยอดสั่ซื้อสินค้าคงทน ที่เพิ่มสูงขึ้นในเดือนก.ย.

 

โดยนักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทปิดตลาดวันศุกร์ที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมาที่ 33.08 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าจากเปิดตลาดที่ 32.94 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นการอ่อนค่าในรอบ 2 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา

 

เนื่องจากมีแรงซื้อดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ มีแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ ส่งผลให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินในสกุลตลาดเกิดใหม่ ทั้งนี้ ในสัปดาห์วันที่ 29 ต.ค.-2 พ.ย. คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ด้านธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทสัปดาห์หน้าวันที่ 29 ต.ค.-2 พ.ย.ไว้ที่ ที่ 32.80-33.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ 

 

โดยจุดสนใจในประเทศน่าจะอยู่ที่รายงานภาวะเศรษฐกิจการเงินเดือนก.ย. และเงินเฟ้อเดือนต.ค. ของไทย ที่จะประกาศในวันที่ 31 ต.ค.และ 1 พ.ย.นี้

 

ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ค่าจ้าง และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค. รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคลและตัวเลขเงินเฟ้อที่วัดจาก PCE/Core PCE Price Indices เดือนก.ย. รวมถึงดัชนีราคาบ้านเดือนส.ค. 

 

นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ผลการประชุมนโยบายการเงินของ BOJ และ BOE สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนและดัชนี PMI ของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ

 

สำหรับข่าวที่น่าสนใจในช่วงสุดสัปดาห์  เริ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจอิตาลี และอาร์เจนตินา

 

S&P ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถืออิตาลีลงสู่ เชิงลบ จาก มีเสถียรภาพ วิตกตัวเลขขาดดุลงบประมาณ

 

สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของอิตาลี ลงสู่ระดับ "เชิงลบ" จากเดิม "มีเสถียรภาพ" ซึ่งหมายความว่า อันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ BBB อาจถูกปรับลดลงในวันข้างหน้า โดย S&P ระบุถึงความกังวลเกี่ยวกับตัวเลขขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลอิตาลีซึ่งอยู่ในระดับที่สูงในปัจจุบัน

 

โดยก่อนหน้านี้ มูดี้ส์ได้ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีลงสู่ระดับ Baa3 จาก Baa2 โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับตัวเลขขาดดุลงบประมาณที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้

 

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของ EU ได้ปฏิเสธข้อเสนอร่างงบประมาณประจำปี 2562 ของรัฐบาลอิตาลี โดยระบุว่า อิตาลีจะต้องทำการทบทวนข้อเสนอร่างงบประมาณประจำปี 2562 และยังได้แสดงความกังวลต่อการขาดดุลงบประมาณของอิตาลี ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ EC ได้ปฏิเสธการยอมรับร่างงบประมาณของประเทศสมาชิก EU

 

รัฐบาลอิตาลีได้เพิ่มตัวเลขขาดดุลงบประมาณสู่ระดับ 2.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปีหน้า แม้ว่ารัฐบาลชุดเดิมของอิตาลียืนยันรักษาตัวเลขขาดดุลที่ 0.8% ของ GDP และ EU มองว่าร่างงบประมาณปี 2562 ของอิตาลีขัดต่อกฎหมายทางการเงินของ EU

 

แม้ว่า EU กำหนดให้ประเทศใน EU มีตัวเลขขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP อย่างไรก็ดี EU เรียกร้องให้อิตาลีดำเนินการไปสู่การมีงบประมาณสมดุล เนื่องจากอิตาลีมีหนี้ในภาครัฐจำนวนมาก

 

ตามาด้วย IMF ไฟเขียวเพิ่มวงเงินกู้เพื่อช่วยเหลืออาร์เจนตินาเป็น 5.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

คณะกรรมการบริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้อนุมัติการเพิ่มวงเงินกู้เพื่อช่วยเหลืออาร์เจนตินาเป็น 5.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

โดยเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา นายมอริซิโอ มาครี ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ได้ทำข้อตกลงกู้ยืมเงินจาก IMF ในวงเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายที่จะกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจและรับมือกับผลกระทบจากค่าเงินเปโซที่ร่วงลงอย่างหนัก 

 

แต่หลังจากนั้น สกุลเงินเปโซยังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้ปธน.อาร์เจนตินาตัดสินใจเข้าเจรจากับ IMF เพื่อทำข้อตกลงใหม่อีกครั้ง

 

สำหรับข้อตกลงครั้งใหม่นี้กำหนดว่า รัฐบาลอาร์เจนตินาจะต้องดำเนินมาตรการปรับลดการใช้จ่าย และปรับขึ้นภาษี เพื่อทำให้ยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.7% ของตัวเลข GDP ในปีนี้ ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 0% ในปีหน้า

 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจอาร์เจนตินาเผชิญกับภาวะถดถอย หลังจากสภาพอากาศแห้งแล้งในช่วงต้นปี 2561 ส่งผลให้รายได้จากการส่งออกธัญพืชของอาร์เจนตินาหดตัวลง

 

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของสหรัฐยังไปได้ดี โดยการคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์มองว่า GDP Q3/61 โต 3.5% สูงกว่าคาดการณ์ครั้งก่อน

 

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3 ที่ระดับ 3.5% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.4% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายที่แข็งแกร่งของผู้บริโภค ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ

 

กระทรวงระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 3 ของตัวเลข GDP พุ่งขึ้น 4% ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2557

 

อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายในภาคธุรกิจลดลง 7.9% ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2559 นอกจากนี้ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 1.6% ในไตรมาส 3  ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.2%

 

ที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัว 2.2% ในไตรมาส 1 และเติบโต 4.2% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2557

 

ส่วนในปี 2560 เศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัว 1.4% ในไตรมาส 1, 3.1% ในไตรมาส 2, 3.2% ในไตรมาส 3 และ 2.9% ในไตรมาส 4

 

ขณะที่ในเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่เป็นข้อถกเถียงกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ยืนยันว่า ไม่ได้กำหนดเป้าหมายการขึ้นหรือลงอัตราดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจในเวลานั้นๆ

 

นางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาคลีฟแลนด์ กล่าวว่า เฟดไม่มีการกำหนดเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า แต่จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่เฟดได้รับ "เราจะพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจที่เข้ามาเพื่อกำหนดแนวโน้มนโยบายของเรา" นางเมสเตอร์กล่าว

 

นางเมสเตอร์ยังกล่าวว่าภาวะผันผวนในตลาดหุ้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ แต่สิ่งนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงแนวคิดของตนเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ

 

ทั้งนี้ นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ไม่ได้เป็นผู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเพียงคนเดียว ดังนั้นนักลงทุนจึงควรฟังคำกล่าวของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดทั้งคณะ

 

และสำหรับข้อถามที่ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ควรวิพากษ์วิจารณ์เฟดหรือไม่ ในการที่เฟดได้ทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นางเมสเตอร์กล่าวว่า "เฟดเป็นองค์กรที่ปลอดจากการเมือง เราจึงไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ของนักการเมือง โดยเราสนใจอยู่ที่เป้าหมาย และตัวเลขเศรษฐกิจ"

 

นางเมสเตอร์ยังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะมีการขยายตัวมากกว่า 3% เล็กน้อยในปีนี้ ขณะที่ชะลอตัวสู่ 2.75% ในปีหน้า

 

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด

 

ราคาพันธบัตรดีดตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอย่างรวดเร็ว แต่ความวิตกเกี่ยวกับการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนหันไปซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

 

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 3.091% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 3.326% ทั้งนี้ ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

 

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพิ่มขึ้น 1.6% ในไตรมาส 3  ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.2% และต่ำกว่าตัวเลขเป้าหมายเงินเฟ้อของเฟดที่ 2%

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 3 ของตัวเลข GDP พุ่งขึ้น 4% ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2557 แต่การใช้จ่ายในภาคธุรกิจลดลง 7.9% ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2559

 

ขณะที่ฝั่งเศรษฐกิจจีน ทางการจีนเผยภาคการผลิตปรับตัวแข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรก

 

กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจีน (MIIT) รายงานว่า ภาคการผลิตของจีนปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ขณะที่ผลกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น

 

อัตราผลผลิตมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตขยายตัว 6.7% เทียบรายปี ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ ขณะที่ผลกำไรปรับตัวขึ้น 13.5% เทียบรายปี ในช่วง 8 เดือนแรก

 

นายซิน เกาบิน รมช.กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจีน เปิดเผยว่า การลงทุนของเอกชนที่ขยายตัวขึ้นในภาคการผลิตสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในตลาด ซึ่งเกิดจากนโยบายที่ทางการจีนออกแบบมาให้เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนของภาคเอกชน

 

โดยข้อมูลระบุว่า การลงทุนในภาคการผลิตเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีในช่วง 9 เดือนแรกปรับตัวขึ้น 15.2% จากปีที่ผ่านมา และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการลงทุนให้เติบโตแข็งแกร่ง และอัตราผลผลิตมูลค่าเพิ่มจากภาคการผลิตเทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่าง ๆ ปรับตัวขึ้น 11.8% และ 8.6% ตามลำดับ 

 

ขณะที่อดการผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น 9.3% เมื่อเทียบรายปีในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งชะลอตัวลงจากในช่วงเดือนม.ค.-ส.ค.

 

ทั้งนี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า 9 เดือนแรกผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนขยายตัวขึ้น 6.7% โดยมีมูลค่าแตะที่ 65.09 ล้านล้านหยวน (9.38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ)