ส่งท้ายปีเก่า...ไม่หวือหวา 
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2561 เวลา 10:02 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

เริ่มสัปดาห์สุดท้ายของปี 2561 ด้วยปฎิทิน ตัวเลขเศรษฐกิจในปีนี้ ว่า สัปดาห์ส่งท้ายปีเช่นนี้ มีใครทำอะไรกันบ้าง

 

โดยในจันทร์ที่ 24 ธ.ค.เวลา 20.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย) สหรัฐฯ จะประกาศ ดัชนีกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนพ.ย.จากเฟดชิคาโก 

 

วันอังคารที่ 25 ธ.ค.เวลา 12.00 น. จะมีการประกาศดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนต.ค.ของญี่ปุ่น ตามมาด้วยธนาคารกลางญี่ปุ่นเปิดเผยรายงานการประชุมเศรษฐกิจการเงิน ในช่วงเช้าของวันพุธที่ 26 ธ.ค. ขณะที่เวลาประมาณ 21.00 น-22.00 น.สหรัฐ ประกาศดัชนีราคาบ้านเดือนต.ค.จากเอสแอนด์พี/เคส-ชิลเลอร์ และดัชนีการผลิตเดือนธ.ค.จากเฟดสาขาริชมอนด์

 

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธ.ค.ญี่ปุ่นตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านเดือนพ.ย. สหรัฐฯ รายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ดัชนีราคาบ้านเดือนต.ค. ยอดขายบ้านใหม่เดือนพ.ย.  และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธ.ค.จาก Conference Board ขณะที่วันศุกร์ที่ 28 ธ.ค.จะมีการประกาศอัตราว่างงานเดือนพ.ย. การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน และยอดค้าปลีกเดือนพ.ย.ของญี่ปุ่น

 

อัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค.ของเยอรมณี ขณะที่สหรัฐฯ ประกาศสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนพ.ย.ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนพ.ย. และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA)

 

อย่างไรก็ตาม ข่าวลือการปลดประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และภาวะชัตดาวน์ของสหรัฐที่ยังอึมครึมยังกดดันตลาดทั่วโลก 

 

แม้ว่าขุนคลังสหรัฐปฏิเสธข่าวลือ ที่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ เล็งปลดประธานเฟดแล้วก็ตาม โดยนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือที่ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เล็งปลดนายเจอโรม พาวเวล จากตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

 

โดยทวีตว่า ปธน.ทรัมป์ไม่เคยบอกว่าจะปลดประธานเฟด และไม่คิดว่าตนเองมีสิทธิทำเช่นนั้น อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐยอมรับว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับนโยบายของเฟด ซึ่งรวมถึงการขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเพิ่งประกาศไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

 

ขณะที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณทำเนียบขาวยอมรับว่าภาวะชัตดาวน์อาจยืดเยื้อจนถึงปีใหม่

 

นายมิค มัลวานีย์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณแห่งทำเนียบขาวของสหรัฐเปิดเผยว่า ภาวะที่หน่วยงานบางส่วนของรัฐบาลสหรัฐต้องปิดทำการชั่วคราวเนื่องจากขาดแคลนงบประมาณ หรือภาวะชัตดาวน์ อาจจะยืดเยื้อไปจนถึงช่วงปีใหม่ "ผมไม่คิดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงภายในช่วง 2-3 วันนี้ และมีความเป็นไปได้ที่ภาวะชัตดาวน์จะยืดเยื้อไปจนถึงปีใหม่ หรือสมัยการประชุมครั้งใหม่ของสภาคองเกรส"

 

นายมัลวานีย์ยังกล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ทำให้ภาวะชัตดาวน์ยืดเยื้อออกไปนั้น เป็นเพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปฏิเสธที่จะลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณที่ไม่รวมงบประมาณการสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก และนางแนนซี เพโลซี ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเดโมแครต ได้ยุติการเจรจาต่อรองในเรื่องดังกล่าว

 

รัฐบาลสหรัฐเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ตั้งแต่พ้นเที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 21 ธ.ค.ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับช่วงเที่ยงวันเสาร์ที่ 22 ธ.ค.ตามเวลาไทย หลังจากวุฒิสภาสหรัฐไม่อนุมัติร่างกฎหมายที่บรรจุงบประมาณสำหรับก่อสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโกวงเงินกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ ตามความประสงค์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

ทั้งนี้ วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ประชุมร่วมกัน ณ อาคารรัฐสภาในช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 22 ธ.ค.ตามเวลาสหรัฐ แต่ไม่สามารถปลดล็อกในประเด็นงบประมาณก่อสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก ทั้งนี้ วุฒิสภาสหรัฐจึงได้ประกาศว่าจะมีการประชุมในวันจันทร์ที่ 24 ธ.ค. โดยจะเป็นการประชุมแบบ pro forma ซึ่งเป็นการประชุมย่อยเพียงไม่กี่นาที จากนั้นในวันพฤหัสบดีที่ 27 ธ.ค. จะมีการประชุมกันอีกครั้ง

 

ฝั่งสหภาพยุโรป หรือ EU ยังคงเผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคยูโรโซนร่วงต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี

 

คณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป (EU) ระบุว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในยูโรโซนร่วงลงสู่ระดับ -6.2 ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีที่แล้ว จากระดับ -3.9 ในเดือนพ.ย.

 

การดิ่งลงของความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในยูโรโซนได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า โดยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหภาพยุโรปลดลงสู่ระดับ -5.9 ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2559 จากระดับ -3.7 ในเดือนพ.ย.

 

สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทยในสัปดาห์วันที่ 24-28 ธ.ค.นี้มีแนวรับที่ 1,580 และ 1,550 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,615 และ 1,630 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การทำ Window dressing ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปีว่าจะสามารถดันดัชนีขึ้นไปได้มากน้อยแค่ไหน

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ และข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนพ.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ รายงานการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ย. ของญี่ปุ่น

 

ขณะที่คาดเงินบาทสัปดาห์หน้าแกว่งในกรอบ 32.50-32.90 บาท/ดอลลาร์ฯ เกาะติดข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯและไทยในช่วงปลายปี

 

โดยธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันที่ 24-28 ธ.ค.ที่ 32.50-32.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ 

 

โดยปัจจัยในประเทศ ได้แก่ รายงานเศรษฐกิจการเงินเดือนพ.ย. ของธปท. 

 

ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ดัชนีราคาบ้านเดือนต.ค. ยอดขายบ้านใหม่และยอดทำสัญญาณขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนพ.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธ.ค. 

 

ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องติดตาม ได้แก่ การปรับโพสิชันของนักลงทุนก่อนใกล้สิ้นปี ประเด็นความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

 

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 32.64 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยตลาดมีความกังวลสหรัฐฯเข้าสู่ชัตดาวน์

 

นักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 32.64 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากปิดตลาดที่ 32.68 บาท/ดอลลาร์ หลังตลาดกังวลกรณีรัฐบาลสหรัฐมีการปิดการดำเนินงานหลายหน่วยงาน (ชัตดาวน์) เกิดขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกังวล และ เทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมา โดยวันนี้ยังไร้ปัจจัยใหม่ที่จะมาหนุนนำตลาด และ คาดตลาดจะเบาบาง เนื่องจากหลายประเทศตลาดหยุดทำการ

 

ระหว่างวันคาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.60-32.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ด้าน บล.บัวหลวง คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2562 จะสามารถปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1,817 จุด กำไร บจ.โต 7.2% แต่แนะลดพอร์ตหุ้นเหลือ 50% จาก 70% เหตุตลาดยังผันผวน มองจีดีพีโต 4% ลดจากปีนี้ที่ 4.2%

  

โดย ดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2562 อยู่ที่ 1,817 จุด  โดยคาดหมาย P/E ที่ 15.8 เท่า ประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เติบโต 7.2% ซึ่งกลุ่มที่จะมีกำไรเติบโตโดดเด่น ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ โรงไฟฟ้า และ สินเชื่อส่วนบุคคล

  

แต่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะยังคงผันผวน เนื่องจากยังมีปัจจัยลบเกี่ยวกับสงครามการค้าที่ยังยืดเยื้อคอยกดดันอยู่ โดยเฉพาะกดดันการส่งออกและท่องเที่ยว   ทำให้มองว่าจีดีพีของประเทศไทยปีหน้าจะเติบโต 4% ลดลงจากปีนี้ที่คาดจะเติบโต 4.2% และคาดส่งออกปีหน้าเติบโต 6.4% ลดลงจากปีนี้ที่คาดเติบโต 8.7%

 

ส่วนการขึ้นดอกเบี้ยจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนและเศรษฐกิจมากนัก แม้ปีหน้าจะขึ้นอีก 0.25% เนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ในระดับต่ำมาก และตลาดรับรู้ประเด็นดอกเบี้ยขาขึ้นไปแล้ว

 

แนะนำปรับลดพอร์ตหุ้นเหลือ 50% จากเดิม 70% โดยให้กระจายลงทุนตราสารหนี้-กองทุนอสังหาฯ เป็น 40% ทองคำ 5% และถือเงินสด 5%

  

แนะนำลงทุนหุ้นนกลุ่ม ธนาคารพาณิชย์ สินเชื่อส่วนบุคคล และนิคมอุตสาหกรรม รับเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้นและการลงทุนของภาคเอกชน โดยให้หลีกเลี่ยงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากมองว่าหลังเลือกตั้งโครงการประมูลขนาดใหญ่จะเริ่มชะลอตัว

 

ทั้งนี้ ข่าวดีที่ข่าวมาคือ ข่าวที่ “มอร์แกนสแตนเลย์” ออกมาชี้ตลาดหุ้นเอเชียผ่านจุดต่ำสุดแล้ว จ่อฟื้นปีหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ไทยออาจะได้อานิสงส์ไม่มากเท่าบางประเทศ

 

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า มอร์แกนสแตนเลย์คาดว่า ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียแตะจุดต่ำสุดแล้ว และเชื่อว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2019 เนื่องจากคาดว่า นโยบายการเงินของจีนที่จะมุ่งสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจมากขึ้นจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค

  

ขณะเดียวกันมอร์แกนสแตนเลย์ได้เพิ่มคำแนะนำการลงทุนตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่จาก ลดน้ำหนักการลงทุน เป็น เพิ่มน้ำหนักการลงทุน และลดคำแนะนำการลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯเป็น ลดน้ำหนักการลงทุน

  

โดยมอร์แกนสแตนเลย์ระบุว่า วัฏจักรการขยายตัวของเศรษฐกิจจะกลับมาสู่ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ซึ่งมีวงจรนโยบายการเงินที่สวนทางกับสหรัฐฯ เมื่อสหรัฐฯใช้นโยบายการเงินแบบเคร่งครัด จีนจะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

  

'จีนมีวงจรนโยบายการเงินที่สวนทางกับวงจรนโยบายการเงินของสหรัฐฯ เชื่อว่า ตลาดหุ้นจะฟื้นตัว เมื่อนโยบายการเงินของจีนเริ่มผ่อนคลาย' นายโจนาธาน การ์เนอร์หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย และตลาดเกิดใหม่ของมอร์แกนสแตนเลย์กล่าว

  

ทั้งนี้ มอร์แกนสแตนเลย์คาดว่า ตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และบราซิลจะให้ผลตอบแทนที่ดีในครึ่งปีหลังปีหน้า

 

คาดกันว่า ในสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้น และตลาดเงินคงไม่เคลื่อนไหวหวือหวานักและนักลงทุนส่วนหนึ่งเข้าสู่ช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่  พักรบพักใจปีหน้าฟ้าใหม่กลับมาสู้กันต่ออีกครั้ง