เขียวรับตรุษจีน
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 เวลา 08:22 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี ปิดที่ระดับที่ 1,651.40 จุด เพิ่มขึ้น 1.71% จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ลดลง 8.51% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 50,934.62 ล้านบาท 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ขยับขึ้น 2.84% จากสัปดาห์ก่อน มาปิ ดที่ 381.93 จุด

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่ นักลงทุนรอติดตามความคืบหน้าของประเด็น การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร ในช่วงกลางสัปดาห์ โดยดัชนีดีดขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบล่าสุด 

 

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับอานิสงส์จากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนรอบล่าสุด ที่ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุป แต่มีความคืบหน้าและเป็นไปในทิศทางที่ดี 

 

หลักทรัพย์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีแรงหนุนจากปัจจัยบวกทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ทิศทางเลือกตั้งครั้งใหม่มีความชัดเจนยิ่งขึ้น หลังระบุวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ วันที่ 24 มีนาคม 2562 ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นมากขึ้น สะท้อนได้จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างผิดปกติ

 

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับนโยบายการเงิน โดยผ่อนคลายมากขึ้น ผ่านการส่งสัญญาณอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกนโยบายเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้ง หรือไม่ปรับขึ้นเลย ตลอดจนการเจรจาปัญหาสงครามการค้าคืบหน้าไปในทางที่ดี ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน

 

แนวโน้มดัชนีฯ สัปดาห์วันที่ 4-8 ก.พ.ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ดัชนีฯ มีแนวโน้มบวกต่อ ด้วยปัจจัยบวกต่อแต่อาจจะมีแรงขายทำกำไรสั้นออกมาให้เห็นอยู่บ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

 

โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม เป็นการประกาศรับสมัคร ส.ส. ในวันที่ 4-8 มีนาคม 2562 ซึ่งจะทำให้ตลาดประเมินเบื้องต้นว่าใครจะชนะหรือแพ้การเลือกตั้ง และประเด็น Brexit

 

แนะซื้อหุ้นกลุ่มแบงก์ น้ำมัน ปิโตรฯ อิเล็กฯ และที่อยู่อาศัย ประเมินแนวรับที่ 1,640 จุด แนวต้าน 1,680 จุด

 

ขณะที่ บล.กสิกรไทย คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 4-8 ก.พ.ว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,640 จุดและ 1,625 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,660 จุดและ 1,680 จุด ตามลำดับ 

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 6 ก.พ. ถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมถึงเจ้าหน้าที่เฟดระดับสูง ตลอดจนผลประกอบการไตรมาส 4/61 ของบริษัทจดทะเบียน

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคบริการ เดือนม.ค. ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่น ๆ ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และธนาคารกลางออสเตรเลีย ตลอดจนดัชนี PMI Composite เดือนม.ค. ของประเทศแถบยุโรป

 

ส่วน บล.เออีซี  มองดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 4-8 ก.พ. ยังมุมมองบวกต่อ หลังการเลือกตั้งมีความคืบหน้าชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ คาดช่วยกระตุ้นให้มีซื้อกลับจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นตาม

 

ทั้งนี้ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การซื้อขายในตลาดหุ้นในสหรัฐฯ ได้รับปัจจัยหนุนจาก ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนม.ค. โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 304,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 170,000 ตำแหน่ง

 

นอกจากนั้น กระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้ทบทวนปรับเพิ่มตัวเลขการจ้างงานในเดือนพ.ย. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 196,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานว่าเพิ่มขึ้น 176,000 ตำแหน่ง และทบทวนปรับลดตัวเลขจ้างงานในเดือนธ.ค. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 222,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานว่าเพิ่มขึ้น 312,000 ตำแหน่ง

 

โดยในเดือนม.ค. ภาคเอกชนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 296,000 ตำแหน่ง ขณะที่ภาครัฐจ้างงานเพิ่มขึ้น 8,000 ตำแหน่ง เมื่อพิจารณาทั้งปี 2561 สหรัฐมีการจ้างงานนอกภาคเกษตรรวม 2.6 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2558 และสูงกว่าระดับ 2.2 ล้านตำแหน่งในปี 2560 ขณะที่มีการจ้างงานเฉลี่ยรายเดือนที่ระดับ 223,000 ตำแหน่ง

 

สำหรับปัจจัยในสัปดาห์ต่อไป นักลงทุนยังจับตาการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยทางการจีนได้เผยแพร่แถลงการณ์ หลังเสร็จสิ้นการเจรจาการค้าระหว่างคณะผู้แทนจีนและสหรัฐว่า "การเจรจาการค้ารอบล่าสุดระหว่างจีนและสหรัฐ มีความคืบหน้าในประเด็นสำคัญ โดยทั้งสองฝ่ายได้เจรจากันอย่างตรงไปตรงมา เฉพาะเจาะจง และมีผลลัพธ์ที่ดี"

 

โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะพบปะกันในเดือนนี้เพื่อให้มีการบรรลุข้อตกลงทางการค้า ซึ่งการประชุมระหว่างปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้นผิงในเดือนนี้ ถือว่ามีความสำคัญต่อการเจรจาแก้ไขความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เนื่องจากหากทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าก่อนวันที่ 1 มี.ค. ปธน.ทรัมป์ก็จะเดินหน้าเพิ่มการเรียกเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 25% จากระดับ 10%

 

ส่วนตลาดหุ้นไทย ในเดือน ก.พ.นี้จะเป็นอย่างไร ฟันธงตรงกันว่า มีแนวโน้มสดใส ข่าวดีรอหนุนเพียบ และตามสถิติเดือนนี้หุ้นไทยมีโอกาสขึ้นได้อีก 2.21% 

 

บริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดว่า ในเดือน ก.พ.นี้ตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,700 จุด  โดยมีปัจจัยหลักบวกมาจากการเลือกตั้ง โดยจะเห็นโฉมหน้าของผู้สมัครและนโยบายการหาเสียง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นในเดือน ม.ค.เป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน ประมาณกว่า 6,000 ล้านบาทถือว่าส่งสัญญาณที่ดี มีแนวโน้มลุ้นเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าเพิ่มขึ้น 

 

ขณะที่ต้องติดตามประเด็นการประกาศผลประกอบการของงวดปี 2561 และการประกาศจ่ายเงินปันผล ว่าจะออกมาดีหรือไม่ หลังจากหุ้นกลุ่มแรกคือธนาคารพาณิชย์ที่ทยอยประกาศออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ 

 

ส่วนปัจจัยตลาดต่างประเทศปัจจุบันมีประเด็นปัญหาสงครามการค้า   

 

ขณะที่ บล.เอเซียพลัส มองว่า เงินทุนนอกกำลังไหลเข้าเช่นกัน หลังจากที่เดือน ม.ค. เริ่มมีเงินทุนไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นในภูมิภาค ด้วยมูลค่ารวม 7.15 พันล้านเหรียญ (หลังจากขายสุทธิหนักในปี 2561 กว่า 3.1 หมื่นล้านเหรียญ) และเป็นการซื้อสุทธิทุกประเทศ 

 

ส่วนแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้านในเดือน ก.พ. คาดว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสเดินหน้าต่อ จากสงครามการค้าที่ผอนคลายลง และยังสอดคล้องกับสถิติในอดีตย้อนหลัง 10 ปี ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.21% และเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 8 ใน 10 ปี

 

ด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ได้แนะนำหุ้นรายกลุ่มที่น่าลงทุนในเดือนก.พ.นี้ จำนวน 4 กลุ่ม  โดยกลุ่มแรกคือ การเลือกตั้ง และการลงทุน เพราะเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะยังเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว เนื่องจากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนกลับมาบวกในเดือนธ.ค.61 และดีขึ้นต่อเนื่องในปีนี้    กลุ่มที่ 3 ดูตามแนวโน้มกำไร ในไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งคาดกลุ่มพลังงานจะมีกำไรดีขึ้น และกลุ่มสุดท้าย กลุ่มปันผลสูง

 

โดยที่ต้องติดตาม ในเดือน ก.พ.นี้ คือราคาน้ำมัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะรีบาวด์หลังกลุ่มโอเปกทยอยลดการผลิตลงโโยเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบไตรมาสแรกปีนี้ จะสูงกว่าระดับปิดสิ้นปี 61 

 

ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าหลังเฟดส่งสัญญาณไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ย และการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่อาจจะยังไม่จบแต่ก็มีความหวังว่าจะดีขึ้นกว่าช่วงก่อน และ Brexit มีโอกาสที่อังกฤษจะขอเจรจากับ EU เพื่อเลื่อนกำหนดวันออกจาก EU คือ 29 มี.ค.62 ออกไป 

 

ส่วนปัจจัยในประเทศ  ติดตามรายงานกำไรปี 61 และประกาศปันผล  การเลือกตั้งชัดเจน หนุนความเชื่อมั่นและทำให้เม็ดเงินในระบบสะพัดขึ้น เงินบาทแข็งค่า กระตุ้นให้มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุน

 

ฝั่งตลาดเงิน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ค่าเงินบาททีี่ทำสถิติแข็งค่าสูงสุดในรอบ 9 เดือนในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากการส่งสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่บ่งชี้ถึงโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ลดทอนลง ส่งผลให้มีแรงเทขายดอลลาร์ฯ ออกมามาก 

 

ขณะแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น ทิศทางการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้ค่าเงินบาทยังคงมีทิศทางปรับตัวแข็งค่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 โดยตลาดยังคงให้น้ำหนักกับเรื่องปัจจัยการเมืองในประเทศสหรัฐฯ ทั้งเรื่องการผ่านร่างงบประมาณฯ เพดานหนี้สาธารณะที่จะกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในช่วงต้นเดือนมี.ค. ซึ่งอาจจะนำมาสู่ภาวะการหยุดทำการของหน่วยงานราชการ (ภาวะชัตดาวน์) อีกครั้ง

 

ส่วนในช่วงครึ่งปีหลัง ทิศทางค่าเงินบาทยังคงมีความผันผวนอยู่ เนื่องจากมีตัวแปรทั้งในเรื่องการเมืองสหรัฐฯ และมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางค่าเงินดอลลาร์ฯ 

 

ทั้งนี้ ปัจจัยการเมืองของสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลังยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ซึ่งจะยังเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินดอลลาร์ฯ ให้มีความผันผวน อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดี รวมถึงตลาดมีมุมมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีขึ้น ตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ทยอยประกาศออกมา และเฟด กลับมาส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการปรับดอกเบี้ย ต่างจะเป็นปัจจัยที่กลับมาหนุนค่าเงินดอลลาร์ฯ ให้กลับมาแข็งค่าได้ ซึ่งก็อาจจะส่งผลให้เงินบาทพลิกทิศทางกลับมาอ่อนตัวลงได้

 

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คาดการณ์เงินบาทสัปดาห์วันที่ 4-8 ก.พ.) ว่ามีกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.10-31.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยจุดสนใจของตลาดในประเทศน่าจะอยู่ที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 6 ก.พ. ขณะที่ปัจจัยสำคัญในต่างประเทศ ประกอบด้วย ถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ยอดคำสั่งซื้อภาคโรงงาน ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนพ.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ตลอดจนดัชนี PMI ภาคบริการเดือนม.ค. ของสหรัฐฯ และประเทศชั้นนำอื่นๆ ของโลก

 

ขณะที่มุมมองของนักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าวันที่ 4-8 ก.พ.คาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.20-31.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

สำหรับข่าวในช่วงสุดสัปดาห์  คนกลัวดอกเบี้ยขึ้น น่าจะอุ่นใจขึ้น เมือประธานเฟดดัลลัส และประธานเฟดเซนต์หลุยส์ เห็นตรงกันในการชะลอขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

 

นายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาดัลลัส กล่าวว่า เฟดควรระงับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกระทั่งถึงกลางปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเผชิญความเสี่ยงในช่วงขาลงจากปัจจัยต่างๆ เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก, ความอ่อนแอของตลาดที่อยู่อาศัยและภาคการผลิต รวมทั้งภาวะตึงตัวในระบบการเงิน

 

เขาคาดว่าเฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยถึงเดือนมิ.ย. แต่เฟดพร้อมที่จะทบทวนการระงับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ตามข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามา

 

โดยนายแคปแลน ระบุด้วยว่า เขาเห็นสัญญาณบ่งชี้ว่าภาคส่วนของเศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหวต่อการปรับอัตราดอกเบี้ย เช่น ภาคที่อยู่อาศัย และภาคการผลิต กำลังอ่อนตัวลง

 

ขณะที่นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวว่า ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ดี ซึ่งจะช่วยหนุนเศรษฐกิจสหรัฐต่อไปอีกหลายปี และสนับสนุนให้จุดยืนเฟดในการใช้ความอดทนต่อการปรับขึ้นอีตราดอกเบี้ย

 

นายบูลลาร์ดเปิดเผยว่า ขณะนี้เฟดควรรอคอย และเฝ้าดูพัฒนาการทางเศรษฐกิจ ก่อนที่จะทำการปรับขึ้นอีตราดอกเบี้ย

 

มาถึงข่าวสุดท้าย ที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง แต่เชื่อว่าจะเป็นที่จับตามองของตลาดเงิน และตลาดทุน เมื่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสาตร์นี้ เกี่ยวข้องกับนิวเคลัยร์ สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย 

 

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวในแถลงการณ์ว่า สหรัฐกำลังเตรียมถอนตัวออกจากสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ทวิภาคี ซึ่งทำไว้กับรัสเซียในปี 2530 เพื่อตอบโต้ต่อการที่รัสเซียละเมิดสนธิสัญญาดังกล่าว

 

โดยแถลงการณ์ระบุว่า สหรัฐจะระงับการปฏิบัติตามสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty)  ในวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา และจะถอนตัวจากสนธิสัญญาดังกล่าวภายในเวลา 6 เดือน 

 

นอกจากว่ารัสเซียจะยุติการละเมิดสนธิสัญญา ด้วยการทำลายขีปนาวุธ, แท่นยิงขีปนาวุธ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะสหรัฐไม่สามารถเป็นประเทศเดียวในโลกที่ได้ทำตามข้อผูกมัดในสนธิสัญญาดังกล่าว

 

ทั้งนี้ การดำเนินดังกล่าว ส่งผลให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ประกาศระงับสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty หรือ INF) ตามมา

 

โดยปธน.ปูตินกล่าวระหว่างการประชุมกับนายเซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศว่า รัสเซียจะทำตามสหรัฐ และจะถอนตัวจากสนธิสัญญา INF ภายใน 6 เดือน

 

และถอนตัวในครั้งนี้ ของสหรัฐฯ ทำให้จีนออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย โดยนายเกิง ฉวง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน กล่าวว่า "จีนไม่เห็นด้วยที่สหรัฐถอนตัว และขอให้สหรัฐกับรัสเซียแก้ไขความขัดแย้งอย่างเหมาะสมผ่านการเจรจาอย่างสร้างสรรค์"

 

"สนธิสัญญาทวิภาคีเพื่อควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์อันราบรื่นระหว่างประเทศมหาอำนาจ ต่อการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาคและระหว่างประเทศ และต่อการรักษาเสถียรภาพและสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ของโลก"

 

โดยการถอนตัวของสหรัฐอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงลบมากมายตามมา และจีนจะจับตาดูสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด