วัชรพล ประสารราชกิจ เผชิญเสียงโห่กรรมการสภามหาวิทยาลัย
วันที่เผยแพร่ วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 เวลา 13:22 น.

 

เจอกระหน่ำอยู่ในวงล้อม ดงกระสุนตก

 

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ตกเป็นเป้าถูกรุมถล่มอย่างหนักจากคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่างๆ

 

กรณีออกประกาศป.ป.ช.กำหนดตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง รวมถึงนายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช. ตามกฎหมายฉบับใหม่ของป.ป.ช.

 

ส่งผลให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะกรรมการที่มาจากสายผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน จ่อยื่นใบลาออก อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารงานมหาวิทยาลัย มีแนวโน้มเกิดความปั่นป่วนตามมา

 

เล่นงานหัวขบวนป.ป.ช. พลิกตำรารับมือแทบไม่ทัน ต้องเรียกประชุมทีมงานและฝ่ายที่เกี่ยวข้องทบทวนหาทางออกโดยเร่งด่วน ป้องกันมิให้เกิดสุญญากาศในการบริหารงานของมหาวิทยาลัยภาครัฐ

 

พล.ต.อ.วัชรพล ประสาราชกิจ ประธานป.ป.ช. เรียกกันติดปากว่า “บิ๊กกุ้ย” ลูกน้องเก่าที่มีความใกล้ชิด 2พี่น้องตระกูล “วงษ์สุวรรณ” ทั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม  และ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร.

 

เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของ“บิ๊กป้อม” และเป็นโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)ปี2551 ยุค “บิ๊กป๊อด”นั่งแท่นผบ.ตร.

 

พื้นเพคนกทม.โดยกำเนิด เกิด 9 ก.ย.2497 ศิษย์เอกนายร้อยตำรวจรุ่น 29 ติดดีกรีปริญญาโทด้านบริหารงานกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยแอลบามา และปริญญาเอกอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตท ประเทศสหรัฐอเมริกา การันตีความสามารถ

 

เป็นพ่อของนักร้องดัง “โอม คอกเทล”  ปัณฑพล ประสารราชกิจ

 

ช่วงรับราชการตำรวจแรกๆ เคยเป็นนายเวร พล.ต.อ.เภา สารสิน อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ผ่านร้อนผ่านหนาวตำแหน่งสำคัญอาทิ ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดปี 2546 ผู้ช่วยผบ.ตร.25498 โฆษกสตช. ปี2551 และรองผบ.ตร.ปี2552

 

ฉิวเฉียดการขึ้นเป็นผบ.ตร.ในยุค รัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แต่สู้แรงปลาย พล.ต.อ.วิเชียร์ พจน์โพธิศรี ไม่ได้ จึงชวดเป็นเบอร์หนึ่งวงการตำรวจ

 

ดวงมารุ่งจริงๆจังๆ หลังกองทัพยึดอำนาจรัฐบาล  “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ได้รับเลือกให้มาทำหน้าที่รักษาการผบ.ตร. แทนพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ที่ถูกเด้งเข้ากรุมาอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี

 

และยังได้รับแต่งตั้งเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) นั่งเก้าอี้สนช.ได้ไม่ทันไร  กล้าร่อนใบลาออกจากสนช. มาสมัครเป็นกรรมการป.ป.ช. โดยที่ยังไม่รู้จะได้รับเลือกเป็นกรรมการป.ป.ช.หรือไม่  

 

แต่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็นป.ป.ช. และผงาดเป็นประธานป.ป.ช. ตามกระแสข่าวที่ทำนายกันไว้ล่วงหน้า

 

นั่งเป็นหัวขบวนป.ป.ช. ท่ามกลางความกดดัน เพราะถูกมองเป็น “สายตรง”ของ “บิ๊กป้อม” ที่ถูกส่งมาคุมองค์กรอิสระ โดยมีหลายเรื่องที่ถูกตั้งคำถามเรื่องการทำงานจากสังคม

 

อาทิ การไม่ยื่นอุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มี “บิ๊กป๊อด” อดีตเจ้านายเก่าตกเป็นจำเลย  คดีการครอบครอง“นาฬิกาหรู”ของ “บิ๊กป้อม”ที่มีความคืบหน้าล่าช้า

 

หวิดหลุดจากตำแหน่งเก้าอี้ปราบทุจริต ตามกฎหมายใหม่ของป.ป.ช. เพราะกำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งป.ป.ช.อย่างเข้มข้น แต่สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญตีความไม่ขาดคุณสมบัติ จึงเกาะขบวนทำงานต่อได้

 

แต่ยังเผชิญแรงเสียดทานต่อเนื่อง  ล่าสุดออกประกาศป.ป.ช.กำหนดให้ ตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐ มีหน้าที่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.

 

ส่งผลให้บรรดาอาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิด้านเอกชน ลุกฮือต่อต้านทั่วประเทศ ขู่ถึงขั้นพร้อมใจกันยื่นไขก็อกทั้งหมด กลายเป็นประเด็นร้อนแรง ที่รัฐบาล “ลุงตู่”ต้องรีบเข้ามาหย่าศึก ไม่ให้ปัญหาบานปลายออกไป

 

ต้องผ่อนคันเร่งรอดูสัญญาณจากรัฐบาล จะเดินหน้าหรือถอยหลัง