ลุ้นฝรั่งเลิกขาย-กีดกันการค้า-ประชุมทรัมป์-คิม
วันที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2561 เวลา 08:13 น.


กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีผันผวน แต่สุดท้ายกลับมาปิดตลาดในช่วงสุดสัปดาห์ที่ระดับใกล้เคียงกับสัปดาห์ก่อนหน้า 

 

โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,722.04จุด เพิ่มขึ้น 0.13% จากสัปดาห์ก่อน อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในสัปดาห์นี้ปรับลดลงมาถึง 22.59% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 55,311.84 ล้านบาท 

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 461.76 จุด เพิ่มขึ้น 0.60% จากสัปดาห์ก่อน

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ ด้วยแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน รวมทั้งแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนสถาบัน ท่ามกลางสัญญาณการจัดเลือกตั้งภายในประเทศที่ชัดเจนมากขึ้นอีกครั้ง 

 

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยกลับมาปรับตัวลดลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ตามตลาดหุ้นในภูมิภาค รวมถึงมีแรงขายทำกำไรของนักลงทุนรายย่อย ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติ ก็ยังคงสถานะขายสุทธิเกือบตลอดสัปดาห์

 

ในช่วงวันที่ 11-15 มิ.ย. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จ ำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,710 จุดและ 1,700 จุด ขณะที่ แนวต้านอย่ทูี่ 1,735 จุดและ 1,750 จุด โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น 

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ การประมาณการเศรษฐกิจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพ.ค. 

 

ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซนและจีน ตลอดจนสถานการณ์ทางการค้าระหว่างสหรฐัฯ และประเทศคู่ค้า

 

ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ 7 แห่งในเอเชีย ซึ่งระบุว่า นักลงทุนต่างชาติได้เทขายหุ้นในตลาดหุ้นเอเชียติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ในเดือนพ.ค. โดยเทขายราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

ส่งผลให้ต่างชาติเทขายหุ้นเอเชียในปีนี้รวมแล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ในปีที่แล้ว ต่างชาติซื้อหุ้นเอเชียรวม 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยถือเป็นตลาดที่ต่างชาติเทขายหนักที่สุดในเอเชีย เผชิญแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนที่แล้ว ซึ่งตามมาด้วยอินเดีย และไต้หวัน

 

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีก็คือ นักวิเคราะห์ระบุด้วยว่า แรงกดดันที่ต่างชาติจะเทขายหุ้นไทยต่อไปจะมีไม่มากนัก เนื่องจากขณะนี้นักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นไทยในสัดส่วนเพียง 30.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญ เปิดเผยว่า มีหลายสาเหตุที่ทำให้ต่างชาติเทขายหุ้นเอเชีย ซึ่งได้แก่ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า, ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณยุติการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE), การดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล, การแข็งค่าของดอลลาร์ และภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองในอิตาลี

 

อย่างไรก็ตาม ด้านบล.เอเซียพลัส ยังมองว่า หุ้นไทยในช่วงวันที่ 11-15 มิ.ย.นี้ยังไปต่อได้ และยังคงคำแนะนําให้สะสมหุ้นพื้นฐานดี ในช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นไทย ต่ำกว่า 1,750 จุด

 

โดยมองว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะได้รับประโยชน์จาก “ดอกเบี้ยขาขึ้น” กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมฯอาจจะได้รับอนิสงส์ที่ดีจากการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี  และให้ดูหุ้นที่ได้กระแส “บอลโลก”หนุนในช่วงต่อจากนี้

 

โดยกระแสฟุตบอลโลก เป็นผลดีต่อหุ้นค้าปลีกและสื่อนอกบ้าน แม้เม็ดเงินโฆษณาส่วนใหญ่กระจุกอยู่เฉพสาะช่องที่ได้สิทธิ์ถ่ายทอดสด ซึ่งจะได้โฆษณาเฉพาะสินค้าของผู้สนับสนุนจำนวน 9 รายเท่านั้น และการที่ผู้ชมกลุ่มใหญ่เปลี่ยนมารับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก จึงเป็นไปได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวการจัดสรรงบโฆษณาในทีวีช่องอื่นๆจะน้อยลง แต่น่าจะสลับมาใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านช่องทางสื่อนอกบ้านมากขึ้น

 

ขณะที่กลุ่มค้าปลีกจะเป็นอีกลุ่มที่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งมูลค่าการจับจ่ายน่าจะเพิ่มขึ้น

 

สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ในวันที่ 12-13  มิ.ย.นี้ คาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามคาด มาสู่ระดับ  2.00%  ซึ่งจะถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 7 ของเฟด ซึ่งแสดงให้เห็นวัฎจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ย 

 

ขณะที่ประเทศในเอเชียก็จะเห็นการทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน และเอเชียพลัส ยังเห็นสัญญาณการขึ้นนดอกเบี้ยของประเทศไทยเช่นกัน หลังอัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค.61 ขึ้นมาอยู่ที่ 1.49% ใกล้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5%

 

ฝั่งตลาดการเงิน ค่าเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมากลับมาอ่อนค่าช่วงปลายสัปดาห์ โดยเงินบาททยอยแข็งค่าในช่วงต้น-กลางสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินในภูมิภาค และสถานะซื้อสุทธิในพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติรวมทั้งแรงขายเงินดอลลาร์ฯ 

 

โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินยูโรที่ได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์เกี่ยวกับโอกาสที่ธนาคารกลางยุโรป ECB จะยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณภายในปีนี้ 

 

อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับไปอ่อนค่าในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่ มีแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ฯ ก่อนการประชุม G-7ช่วงสุดสัปดาห์และการประชุมเฟดในวันที่ 12-13 มิ.ย.นี้ โดยวันศุกร์ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.04 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ 32.01 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (1 มิ.ย.)

 

ขณะที่ในสัปดาห์วันที่ 11-15 มิ.ย.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.80-32.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ทีผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ วันที่ 12-13 มิ.ย.

 

โดยคาดว่า เฟดจะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและเปิดเผยแนวนโยบายการเงินในระยะต่อไปตามมา ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ผลสำรวจกิจกรรมการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนมิ.ย. ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ค. และตัวเลขเงินทุนไหลเจ้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรฐัฯ เดือนเม.ย.

 

นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป เพื่อประเมินโอกาสที่อาจสะท้อนว่า ECB เตรียมที่จะยุติการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ในเดือนก.ย.นี้ และสถานการณ์ทางการค้าระหว่างสหรฐัฯ และประเทศคู่ค้า

 

มาถึงข่าวคราวในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งสัปดาห์นี้มีการประชุมในด้านเศรษฐกิจ และการค้าที่น่าสนใจ 2 การประชุมด้วยกัน

 

การประชุมแรกคือ การประชุมประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO)  ซึ่งนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีประเทศจีน เผยชาติสมาชิก SCO มีมติร่วมกันในการคัดค้านมาตรการคุ้มครอง หรือกีดกันการค้าทุกรูปแบบ

 

นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันนี้ว่า ประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) มีจุดยืนคัดค้านมาตรการคุ้มครองการค้าทุกรูปแบบ โดยจะขอสนับสนุนอำนาจและประสิทธิภาพของระเบียบองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อให้การค้าเป็นไปอย่างเปิดกว้าง ครอบคลุม โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ และสอดคล้องกับระเบียบกฎเกณฑ์

 

นอกจากนี้ ผู้นำจีนยังประกาศว่า จีนจะไม่ยอมรับนโยบายการค้าที่เห็นแก่ได้ ไม่รอบคอบ และมีวิสัยทัศน์คับแคบ พร้อมเรียกร้องให้สร้างเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้าง อย่างไรก็ดี ผู้นำจีนไม่ได้มีการระบุชื่อประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ

 

ทั้งนี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ปธน.จีนได้มีถ้อยแถลงดังกล่าว ระหว่างการแถลงข่าวหลังการประชุมสุดยอด SCO ครั้งที่ 18 ที่เมืองชิงเต่า ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลซานตง โดยมีประเทศสมาชิกหลัก 8 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย คาซัคสถาน คาร์กิสถาน ปากีสถาน รัสเซีย ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน โดยมีประเทศผู้สังเกตการณ์อีก 4 ประเทศ และประเทศคู่เจรจาอีก 6 ประเทศ เข้าร่วมประชุม

 

ขณะที่อีกการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม 7 ประเทศ หรือ G7 ซึ่งประธานาธิบดี โดนันด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาสร้างความเซอร์ไพร์ส ด้วยการเรียกร้องชาติสมาชิก G7 ล้มเลิกการเก็บภาษีนำเข้า ท่ามกลางการเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ

 

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนนอกรอบการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม 7 ประเทศ หรือ G7 ว่า การค้าระหว่างชาติสมาชิก G7 ไม่ควรมีการเก็บภาษีนำเข้ารวมถึงมาตรการกีดกันอื่นๆ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์จากการที่รัฐบาลสหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมต่อชาติพันธมิตรอย่างแคนาดา เม็กซิโก และสหภาพยุโรป (EU) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ปธน.ทรัมป์  ระบุถึงเรื่องนี้ว่า "เราไม่ต้องการจ่ายอะไรทั้งสิ้น ทำไมเราถึงต้องยอมจ่าย"

 

โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา เปิดเผยว่า ประเทศที่เข้าร่วมการประชุม G7 ทั้งหมดได้ตกลงลงนามในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นวันปิดฉากการประชุมดังกล่าว แม้มีความแตกแยกกันบ้างจากการที่สหรัฐได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม

 

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ สั่งการไม่ให้คณะผู้แทนสหรัฐให้การรับรองแถลงการณ์ร่วมของกลุ่ม G7 พร้อมวิจารณ์นายกรัฐมนตรีแคนาดาผ่านทางทวิตเตอร์ว่า ถ้อยแถลงของนายทรูโดนั้น "หลอกลวงและเหลาะแหละ" เพื่อตอบโต้การที่นายทรูโดได้วิจารณ์การเก็บภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐ

 

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังได้ขู่ที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ต่อแคนนาดาด้วย ซึ่งหากมีการบังคับใช้จริงแล้ว ก็จะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์แคนาดา เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ ประเด็นการเก็บภาษีนำเข้ายานยนต์ได้กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง หลังเมื่อเดือนที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้สั่งการให้นายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณาแผนการตรวจสอบเพื่อประเมินว่า รถยนต์และรถบรรทุกที่นำเข้าจากต่างประเทศนั้นเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติหรือไม่ โดยความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลว่า รัฐบาลสหรัฐอาจเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ในอัตราสูงถึง 25% ซึ่งเป็นมาตราเดียวกับที่สหรัฐใช้เรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมเมื่อไม่นานมานี้

 

“สงครามการค้า”จึงยังเป็นประเด็นที่เราต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด...

 

มาที่ข่าวตัวเลขเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจกันบ้าง เริ่มจากเศรษฐกิจจัน ซึ่งกำลังปรับตัวต่อเนื่อง

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 1.8% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเท่ากับที่เพิ่มขึ้นในเดือนเม.ย. และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษศาสตร์

 

หากเทียบเป็นรายเดือน ดัชนี CPI เดือนพ.ค. ปรับตัวลง 0.2% ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนเม.ย.เช่นกัน

 

ขณะเดียวกัน ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซล เพื่อดูแลต้นทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ประกาศว่า จีนจะปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซล ตามการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

 

ทั้งนี้ จีนจะปรับลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลลงมาอยู่ที่ 130 หยวนต่อตัน และ 125 หยวนต่อตันตามลำดับ ซึ่งเป็นการปรับราคาลงเป็นครั้งแรก หลังจากปรับขึ้น 5 ครั้งติดต่อกัน

 

NDRC ระบุว่าจะยังคงจับตาผลกระทบของกลไกราคาในปัจจุบัน และจะปรับปรุงกลไกดังกล่าวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในตลาดโลก และภายใต้กลไกปัจจุบัน จีนจะปรับราคาน้ำมันในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกซึ่งทำให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลของจีนเปลี่ยนแปลงมากกว่า 50 หยวน/ตันเป็นเวลา 10 วันทำการ

 

ขณะที่ฝั่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งขยับขึ้น 0.1% ในเดือนเม.ย. โดยสูงกว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้นซึ่งระบุว่าทรงตัวในเดือนเม.ย. หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนมี.ค.

 

เมื่อเทียบรายปี สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งดีดตัวขึ้น 5.8% ในเดือนเม.ย.ขณะเดียวกัน ยอดขายในภาคค้าส่งพุ่งขึ้น 0.8% ในเดือนเม.ย. หลังจากดีดตัวขึ้น 0.4% ในเดือนมี.ค.ยอดขายดังกล่าวบ่งชี้ว่า ผู้ค้าส่งจะใช้เวลา 1.28 เดือนในการจำหน่ายสินค้าทั้งหมดในสต็อก โดยลดลงจากระดับ 1.29 เดือนในเดือนมี.ค.

 

ส่งท้ายด้วยการประชุมที่โลกกำลังจับตา ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ “โดนัลด์ ทรัมป์” และประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน ที่สิงคโปร์ ในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ ซึ่งใกล้เข้ามาทุกขณะที่

 

โดย “สเตรตส์ไทมส์”เผยขบวนรถ คิม จอง อึน เดินทางถึงโรงแรมเซนต์รีจิส ที่สิงคโปร์แล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่นายทรัมป์ อยู่ระหว่างการประชุมจี 7

 

สำนักข่าวสเตรตส์ไทมส์ของสิงคโปร์ รายงานว่า ขบวนรถของนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้เดินทางถึงโรงแรมเซนต์รีจิสของสิงคโปร์แล้ว 

 

หลังจากก่อนหน้านี้ นายคิม จอง อึน ได้เดินทางถึงสนามบินชางงีของสิงคโปร์ด้วยเที่ยวบินของสายการบินแอร์ ไชน่า โดยผู้นำเกาหลีเหนือมีกำหนดการเข้าพบนายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับผู้นำสหรัฐในวันอังคาร

 

นายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ยังได้ระบุข้อความต้อนรับการมาถึงของนายคิม จอง อึน ผ่านทางเฟซบุ๊กด้วย

 

ทั้งนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ มีกำหนดที่จะจัดการเจรจาร่วมกันที่สิงคโปร์ ในวันอังคารที่ 12 มิ.ย. ซึ่งเป็นการเผชิญหน้ากันครั้งแรกระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐที่ยังคงอยู่ในตำแหน่ง กับผู้นำเกาหลีเหนือ ขณะที่ทั่วโลกจับตาดูว่าสหรัฐและเกาหลีเหนือจะสามารถลดความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างกันได้หรือไม่

 

โดยล่าสุด นายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันนี้ว่า การประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กับนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ในวันที่ 12 มิ.ย. น่าจะใช้งบประมาณรวมกันราว 20 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้คาดว่าเป็นการใช้จ่ายด้านการรักษาความปลอดภัยราวครึ่งหนึ่ง