พาณิชย์โชว์ 6 เดือนผลงานเข้าเป้า แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร(คลิป)
วันที่เผยแพร่ วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2561 เวลา 14:35 น.

 

นายสนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์  แถลงผลงาน ผลการทำงานช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ว่า  กระทรวงได้ดำเนินมาตราการในส่วนของเศรษฐกิจฐานรากมุ่งให้ชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดต่างๆ กินดี-อยู่ดี และมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยการดำเนินมาตรการทางการตลาด ภายใต้แนวทางการตลาดนำการผลิต ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้น ราคาข้าวเปลือกทุกชนิด  โดยเฉพาะหอมมะลิ 18,700 บาท/ตันราคาสูงสุดในรอบ 10 ปี  ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นการระบายสต็อกข้าวรัฐบาลจนเกือบหมด การหาตลาดต่างประเทศรองรับผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง อาทิ จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และภายในเดือนมิ.ย. กระทรวงจะนำเสนอมาตรการดูแลข้าวทั้งระบบต่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี  มีเป้าหมายผลักดันราคาข้าวไม่ให้ต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งจะมีการหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เพื่อเตรียมความพร้อมการรับมือผลผลิตทางการเกษตรที่จะออกมาในอนาคตร่วมกันเพราะเกษตรกรมีแนวโน้มจะปลูกมากขึ้นเพราะราคาค่อนข้างดี เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาหน้าโรงงาน  สูงกว่า 10 บาท/กก. มันสำปะหลัง หัวมันเชื้อแป้ง 25% กก. ละ 3.15 บาท ปีที่ผ่านมา 1.7 บาท ราคาส่งออกมันเส้น 6% แป้งมัน  4% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนการแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันก็จะประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับราคาต่อไป
               

 

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า  สำหรับผลไม้ กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาผลไม้ครบวงจรซึ่งผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อต้นปี 2561 เพื่อมุ่งให้ไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก ทั้งนี้ ได้เริ่มดำเนินการส่งเสริมการตลาดทุเรียนเป็นสินค้านำร่อง ภายใต้โครงการ Thailand Amazing Durian and Fruit Festival 2018 ทั่วประเทศและให้ทุเรียนเป็นสินค้านำร่องในการค้าออนไลน์ระดับโลก คือ อาลีบาบา ทั้งนี้กระทรวงก็จะขยายผลต่อเนื่องไปยังสินค้าอื่นเช่น  ลำไย มังคุด  รวมทั้งการค้าผ่านThaitrade Shop ปัจจุบัน Thaitrade มีผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก 25,000 ราย มีผู้ซื้อจากทั่วโลก 1.7 แสนราย จำนวนสินค้า 2.5 แสนรายการ และมีมูลค่าการซื้อขายแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท
                       

 

นอกจากนี้ ในส่วนของโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐ ขณะนี้ได้จัดหาร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ จำนวน 28,705  ร้านค้าทั่วประเทศ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ยอดขายกว่า 30,000 ล้านบาท ปัจจุบันร้านธงฟ้าประชารัฐที่ติดตั้งเครื่อง EDC ไปแล้ว 30,000 ร้านค้า ครอบคลุม 7,500 ตำบลทั่วประเทศ ทั้งนี้ จะติดตั้งให้ครบ 4 หมื่นร้านค้า ภายในเดือน มิ.ย. 61 นอกจากนั้นในเร็วๆนี้จะ กระทรวงฯ ได้กำหนดให้มีการเพิ่มสัดส่วนสินค้าชุมชนในร้านค้าธงฟ้าประชารัฐด้วย  โดยจะให้ผู้ถือบัตรสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าได้หลากหลายมากขึ้น เช่น ร้านค้าในตลาดสด ร้านขายผัก เขียงหมู ร้านก๋วยเตี๋ยว ผ่านแอพพลิเคชั่น นอกจากนี้ยังมีการการจัดกิจกรรมธงฟ้าราคาประหยัด ลด 20-40% รวม 1,800 ครั้งทั่วประเทศ ลดค่าครองชีพประชาชนจำนวน 1.3 ล้านคน ลดค่าครองชีพได้จำนวน 113 ล้านบาท มูลค่าจำหน่าย 300 ล้านบาท โครงการสร้างธุรกิจและสร้างงานให้แก่ผู้มีรายได้น้อย อาทิ โครงการแฟรนไชส์สำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยนำเสนอแฟรนไชส์ที่มีมูลค่า 10,000 - 50,000 บาท
                   

 

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางการทำงานในอนาคตของกระทรวงพาณิชย์ จะยังเดินหน้า นโยบายเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านโครงการต่างๆ เช่น ตลาดชุมชน ร้านธงฟ้าประชารัฐ ปัจจุบัน 28,705 ร้านค้า จะขยายเป็น 100,000ร้านค้า ภายใน 3 ปีรวมทั้งดูแลค่าครองชีพและยกระดับราคาสินค้าเกษตร บ่มเพาะคนตัวเล็กคนตัวเล็กและคนด้อยโอกาส ให้เข้าถึงการทำธุรกิจหรือการทำมาค้าขายให้มากขึ้น  เช่น การสนับสนุนให้สามารถใช้ QR Code ในร้านค้าที่หลากหลาย และภายในปี 2562 ตั้งเป้าให้ “MOC Biz Club ช่วยยกระดับ Micro SMEs จังหวัดละ 100 ราย” ซึ่งจะส่งผลให้มี Micro SMEs ที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น 7,700 ราย ทั่วประเทศ สำหรับ  Franchise สร้างอาชีพ ด้วยการจับคู่ Franchise กับผู้มีรายได้น้อย ตั้งเป้าสร้างอาชีพได้ 20,000 รายภายในปีนี้
                   

 

ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ อาทิ การค้าออนไลน์ ด้วยการยกระดับ Thaitrade.com  ซึ่งเป็น National  E-Marketplace Platform ของไทยให้ก้าวสู่การเป็น Platform ชั้นนำระดับสากล โดยมี “เป้าหมายการค้าออนไลน์ผ่าน Thaitrade.com ขยายตัวเป็น 1 หมื่นล้านบาท ภายใน 3 ปี จากปัจจุบัน 5 พันล้านบาท  และตั้งเป้าการส่งออกปี 61 เติบโต 8% เป็นอย่างน้อย
                 

 

การปฏิรูปกระทรวงฯ เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ส่งเสริมอำนวยความสะดวกทางการค้า (EoDB) และ Smart MOC ให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายอนาคตให้เป็น “E-Service ทั้งระบบ” ภายในปี 62 และสนับสนุนให้ “EoDB ติด TOP 20” ภายใน 3 ปี (จากอันดับที่ 26 ในปัจจุบัน)  รวมทั้ง ยกระดับและปรับภารกิจกรม โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่าง เน้น e-Commerce กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เน้น Service (ธุรกิจบริการ) และให้ความสำคัญในการพัฒนา Big Data เพื่อใช้พลังข้อมูลในการบริหารนโยบายและขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวง
           

 

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า  ผลงานด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกเริ่มฟื้นตัว โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2561 ขยายตัวละ 11.5% (มูลค่ารวม  81,780 ล้านดอลลาร์. ขยายตัวสูงสุดในรอบ 7 ปีผ่านการเร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุก ทั้งตลาดเฉพาะกลุ่ม และตลาดเมืองรอง เน้นการส่งเสริมสินค้ารายคลัสเตอร์  มีผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายได้รับการส่งเสริมไปขยายตลาด 2,850ราย เกิดมูลค่าการสั่งซื้อประมาณ 47,000 ล้านบาท