มติครม.ประจำวันที่ 15 ม.ค.62
วันที่เผยแพร่ วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ.2562 เวลา 16:08 น.

 

ครม.มีมติปลดล็อกให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถเบิกเงินสดได้บางส่วน จากเดิมที่ต้องใช้บัตรไปซื้อสินค้าที่ร้านธงฟ้าเท่านั้น


นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) เห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ส.ค.60 เรื่อง ประชารัฐสวัสดิการการให้ความช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเห็นชอบการปรับเปลี่ยนการเติมเงินรายเดือน วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นฯ (300 หรือ 200 บาท/คน/เดือน) เป็นการแบ่งเติมเงินรายเดือนเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของผู้มีสิทธิ จำนวน 200 หรือ 100 บาท/คน/เดือน และส่วนที่เหลือ 100 บาท/คน/เดือน ยังคงเติมเงินเข้าวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นฯ ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ ก.พ.-เม.ย.62 เพื่อให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถถอนเงินสดผ่านตู้ ATM และสาขาของธนาคารกรุงไทย (KTB) ได้


"เป็นการปรับแนวทางการใช้เงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปลดล็อกให้สามารถเบิกเป็นเงินสดบางส่วนได้ จากเดิมที่ต้องนำไปซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าเท่านั้น เนื่องจากได้ทำการสำรวจจากผู้ใช้บัตร พบว่ามีความต้องการใช้เงินสดไปจับจ่ายใช้สอยในสินค้าที่อยู่นอกเหนือจากร้านธงฟ้าบ้าง รวมทั้งมีภาระที่ต้องใช้จ่ายเป็นเงินสด ดังนั้นจึงได้ปลดล็อกเงื่อนไขนี้ให้ในช่วง ก.พ.-เม.ย.62 โดยที่ยังต้องเหลือยอดไว้อีก 100 บาทในบัตรสำหรับการใช้ซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้า เพื่อเป็นการช่วยอุดหนุนประชาชนในท้องที่ที่เข้าร่วมโครงการ"นายพุทธิพงษ์ ระบุ

 

ครม.อนุมัติงบ 17.55 ล.ฟื้นฟูบ้านพักตุลาการ-บริเวณโดยรอบ

 

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (15 ม.ค.) ได้รายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาบ้านพักตุลาการ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยที่ประชุมได้อนุมัติโครงการและงบประมาณ ที่จังหวัดเชียงใหม่ได้จัดทำแผนปฏิบัติการฟื้นฟูบริเวณบ้านเดี่ยว 45 หลัง และบริเวณโดยรอบ

 

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรรี กล่าวว่า แผนงานและการแก้ไขปัญหาจะมี 3 ระยะ คือ ในระยะด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยใช้งบประมาณ 17.55 ล้านบาท ครอบคลุมการดำเนินการฟื้นฟูทุกเรื่อง โดยนายกรัฐมนตรีเห็นชอบแผนงานและการดำเนินการ เพื่อให้จังหวัดเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไปได้ พร้อมทั้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ฟื้นฟูตั้งแต่วันนี้ และประสานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข ส่วนการรื้อถอนจะเป็นไปตามแนวทางของคณะกรรมการที่เสนอมาเมื่อเดือนธันวาคม ซึ่งทางจังหวัดเชียงใหม่จะเป็นผู้ดำเนินการ

 

ครม.เคาะ 3 โครงการอ่างเก็บน้ำ-เพิ่มทางระบายน้ำ-ประตูน้ำ วงเงิน 559 ล้าน


คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโครงการ 3 โครงการ วงเงิน 559.60 ล้านบาท รวมพื้นที่รับประโยชน์ 8,200 ไร่ 1,168 ครัวเรือน ได้แก่ 1. โครงการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นอ่างเก็บน้ำแม่สุย ต.บ้านค่า อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งเป็นโครงการที่ราษฎร ต.บ้านค่า อ.เมือง จ.ลำปาง มีหนังสือขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้ทางราชการก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎร ในตําบลบ้านค่าและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสําหรับการทําการเกษตรและการอุปโภคบริโภค โดยกรมชลประทานมีแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำที่ระดับเก็บกักประมาณ 1.315 ล้าน ลบ.ม.พร้อมอาคารประกอบอาคารระบายน้ำชนิดรางเทและอาคารท่อส่งน้ำลงลําน้ำเดิมระยะเวลาก่อสร้างโครงการ 3 ปี ถ้าโครงการแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ําช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรฤดูฝนได้ 2,000 ไร่ ฤดูแล้ง 950 ไร่ เป็นแหล่งน้ำสําหรับอุปโภคบริโภค และแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด ทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของราษฎร และสามารถบรรเทาความเสียหายจากอุทกภัยบริเวณด้านท้ายน้ำได้อีก

 

2.โครงการพัฒนาระบบระบายน้ำปลายคลองแม่แตง-แม่ขาน จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการก่อสร้างทางระบายน้ำจากปลายคลองส่งน้ำสายใหญ่โครงการฯ แม่แตง ไปตามทางระบายน้ำกลางถนนทางหลวงชนบท เลี่ยงเมืองสันป่าตอง ไปลงแม่น้ำขาน เพื่อลดผลกระทบปัญหาน้ำท่วมในเมืองเชียงใหม่ และ 3.โครงการพัฒนาประตูระบายน้ำดอยแต บ้านฝั่งหมิ่น ต.เหมืองจี้ อ.เมือง จ.ลำพูน เป็นโครงการปรับปรุงฝายดอยแต ที่ได้รับความเสียหายจากกระแสน้ำลำน้ำแม่ทาไหลบ่า ส่งผลกระทบให้ราษฎรขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภค-บริโภค

 

ครม.อนุมัติงบ1,209ลบ.สร้างอาคารศูนย์บริการสุขภาพฯในมช.

 

 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน) ว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติการจัดซื้อจัดจ้าง และก่อหนี้ผูกพันข้ามปี ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ดำเนินการก่อสร้างอาคารศูนย์บริการสุขภาพและบริการสาธารณสุข 1 หลัง พร้อมที่จอดรถ จ.เชียงใหม่ ของ มช. ในวงเงิน 1,209 ล้านบาท

 

โดยให้ใช้จ่ายจากเงินงบประมาณ 358.60 ล้านบาท และใช้เงินนอกงบประมาณสมทบ 850.40 ล้านบาท โดยเงินงบประมาณให้ มช. จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และให้กระทรวงศึกษาธิการรับความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

 

นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการรักษาโรคเฉพาะทางในเขต 17 จังหวัดภาคเหนือ อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และนานาชาติ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ในการบริการสุขภาพทางเลือกใหม่ โดยคาดว่าโครงการจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย ให้สามารถรับผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้น 400,000 ราย/ปี ผู้ป่วยในเพิ่มขึ้น 30,000 ราย/ปี และผู้ป่วยที่ต้องการฟื้นฟูในระยะยาวเพิ่มขึ้น 2,000 ราย/ปี ทำให้เกิดศูนย์กลางในการรักษาโรคเฉพาะทางในเขต 17 จังหวัดภาคเหนือ อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และนานาชาติ ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ

 

อีกทั้งผลิตแพทย์เฉพาะทาง และนักวิทยาศาสตร์สุขภาพเพิ่มขึ้น จำนวน 500 คน/ปี เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดจะเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบบริการสุขภาพของประเทศไทย ให้สามารถแข่งขันในธุรกิจบริการสุขภาพกับนานาชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ในการบริการสุขภาพทางเลือก การท่องเที่ยวแบบพักอาศัยระยะยาว และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ