Get Adobe Flash player

“เทือก”กร้าวเขมรแรงมา ไทยแรงไป ลั่นยึดเจรจาทวิภาคี ปัดพึ่งบิรการ”ทักษิณ”

เมษายน 25, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews, การเมือง

“สุเทพ”เผยถก“ผบ.ทบ.-แม่ทัพภาค 2”ลั่นกองทัพปกป้องอธิปไตยชาติไทยเต็มที่ กร้าวเขมรแรงมา ก็แรงไป ย้ำยังยึดหลักเจรจา ปัดพึ่งบริการ “ทักษิณ” ยังนึกไม่ออกหากปธ.อาเซียนคนใหม่เป็นคิวกัมพูชา จะทำอย่างไร

เมื่อเวลา 09.30 น . ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชาที่มีมาตลอดต่อเนื่อง 3 วัน ซึ่งหลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะยุติได้หรือไม่ว่า ได้ปรึกษาหารือกับ ผบ.ทบ. แม่ทัพภาคที่ 2 และเสนาธิการทหารบกอยู่ตลอด ซึ่งมาถึงวันนี้ยืนยันว่าประเทศไทย รัฐบาลไทยตั้งใจที่จะให้มีการเจรจาแก้ไขปัญหากันโดยสันติวิธี ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาล สำหรับในส่วนของกองทัพก็มีหน้าที่ดูแล ปกป้องอธิปไตยของประเทศ กองทัพไทยไม่ได้ไปรุกรานกัมพูชา ไม่ได้ส่งทหารบุกล้ำเข้าไปในกัมพูชา แต่เมื่อทางกัมพูชาล่วงล้ำอธิปไตยของไทย ทหารไทยก็มีหน้าที่ที่จะต้องสู้รบ ตอบโต้ และการตอบโต้ของทหารก็ต้องทำอย่างเข้มข้น แข็งแรง

“ผมได้ซักถามทางกองทัพกรณีที่มีข่าวว่า ทางกัมพูชาตั้งใจจะบุกเข้ามายึดตรงนั้น ตรงนี้ก็ได้รับการยืนยันจากทางกองทัพว่า เขาไม่ได้ถอยเลยแม้แต่ก้าวเดียว ไม่ขยับเขยื่อนกองกำลังทหารที่เคยตั้งมั่นอยู่บริเวณชายแดนไปไหนเลย ทุกอย่างยังเหมือนเดิม และมั่นใจว่าจะปกป้องอธิปไตยของประเทศได้” รองนายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าทางทหารกัมพูชาอ้างว่าการตัดสินใจใด ๆ ในการดำเนินการบริเวณชายแดนนั้น อยู่ที่ผู้นำรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กรณีเช่นนี้นายกรัฐมนตรีของไทยสามารถยกหูโทรศัพท์พูดคุยหรือเคลียร์กับทางสมเด็จฮุนเซนได้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้คงต้องให้เวลาแล้ว และตนก็ไม่อยากจะพูดจาให้เป็นเรื่องกระทบกระเทือนกันมาก แต่ก็อย่ที่เจตนารมณ์ของฝ่ายผู้นำรัฐบาลกัมพูชาว่า ประสงค์จะให้สถานการณ์ยุติลงอย่างไร แต่ที่ผ่านมาเราก็ได้พูดจาผ่านทั้งทางสื่อ และกระบวนการทูตไปแล้วว่า เราต้องการเจรจา ประเทศไทยต้องการอยู่ร่วมกับทางกัมพูชาอย่างสันติ ก็ต้องอยู่ที่ทางกัมพูชาจะตัดสินใจอย่างไร

เมื่อถามกรณีที่นายกฯบอกว่าจะให้ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายตั้งรับหมายความว่าอย่างไร และตั้งรับแบบไหน นายสุเทพ กล่าวว่า คงแปลกันผิดมากกว่า เพราะเราก็รักษาบ้านของเรา รักษาแนวเขตของประเทศไทยไม่ให้เขาบุกรุก นั่นคือการตั้งรับอย่างที่นายกฯพูดไว้ แต่มีบางคนอาจคิดว่าทำไมเราไม่บุกเขาบ้าง อย่างนี้คงไม่ใช่ เมื่อถามว่ามีข่าวว่าทางกองทัพภาคที่ 2 ขอเสริมกำลังด้านเขาพระวิหาร และทางกองทัพบกยังไม่ให้โดยบอกว่า นายกฯสั่งให้ไทยตั้งรับ รองนายกฯ กล่าวว่า คงไม่เป็นความจริงเพราะนายกฯคงไม่เข้าไปก้าวล่วงในวิธีการที่จะวางกำลังตรงนั้น ตรงนี้เพราะเป็นเรื่องยุทธวิธีทางทหาร เราเป็ฝ่ายพลเรือน คงไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงขนาดนั้น สิ่งที่นายกฯต้องการคืออยากให้ทั้งโลกได้ประจักษ์ว่าไทยไม่ใช่ผู้รุกราน

ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวโน้มของสถานการณ์มีอะไรบอกเหตุหรือไม่ว่าฝ่ายกัมพูชาจะเปิดโจมตีตลอดแนว นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุ แต่เราก็ไม่ได้ประมาท ตนได้ซักถามทั้งผบ.ทบ.และแม่ทัพภาคที่ 2 แล้ว เขายืนยันว่ากองทัพพร้อมที่จะปกป้องและถ้าทางกัมพูชาไม่โจมตีเรามา เราก็ไม่ทำอะไร แต่ถ้าเขาโจมตีมาเราก็ต้องตอบโต้ เขาใช้คำว่า ถ้าเขาแรงมาเราก็แรงไป นี่คือคำพูดทหาร เมื่อถามว่าทำไมเราไม่ปิดพรมแดนตรงบริเวณที่มีนักพนันข้ามไปที่บ่อน รองนายกฯ กล่าวว่า เรายึดหลักมาตลอดว่าหากมีปัญหาที่ชายแดน ก็จะไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน

เมื่อถามว่า รัฐบาลและกองทัพประเมินกันหรือไม่ว่าก่อนหน้านี้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาสงบไประยะหนึ่งแล้ว แต่ทำไมถึงมาเกิดเหตุปะทะในช่วงระยะนี้ เกี่ยวเนื่องโยงกับสถานการณ์การเมืองภายประเทศไทยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ได้โยงเรื่องสถานการณ์ชายแดนกับการเมืองภายในของประเทศไทย ไม่เกี่ยวกัน เชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะเกี่ยวข้องกัน เมื่อถาม ประเมินหรือไม่ว่าทำไมกัมพูชาก่อเหตุการณ์โจมตีในช่วงนี้ นายสุเทพ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ประเมินในลักษณะนั้น เพราะถ้าประเมินหรือพูดจาไปจะยิ่งทำให้เข้าใจผิดกันมากขึ้น เอาว่าเราได้ส่งสัญญาชัดเจนว่าเราปรารถนาจะให้เหตุการณ์ชายแดนยุติโดยเร็ว และปรารถนาให้ไทยและกัมพูชานั่งลงเจรจากัน อย่างไรก็ตามหากกัมพูชายังไม่มีท่าทีตอบรับการเจรจาทวิภาคีเราก็ ตรึงสถานการณ์ดูแลรักษาอธิปไตยของเราไว้ และหาลู่ทางในการที่จะเจรจากันต่อไป

เมื่อถามว่า ที่จะมีการประชุมอาเซียนซัมมิทต้นเดือนพ.ค.จะช่วยอะไรได้หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่ไปถึงตอนนั้นคงมีโอกาสที่จะได้พูดคุยกันมากขึ้น เมื่อถามว่า วันเดียวกันนี้ทางประธานอาเซียนจะเดินทางไปเยือนกัมพูชาและจะมาไทย ด้วยน่าจะทำให้เหตุการณ์สงบขึ้นหรือไม่ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า เราก็ต้องคาดหวังในทางที่ดีว่าในที่สุดก็ต้องสงบ สงครามโลกเขาก็ยังยุติกันได้ สงครามต่างๆ จะยุติลงได้ในที่สุดก็ต้องด้วยการเจรจาทั้งนั้น อย่างไรก็ตามสถานการณ์ชายแดนในขณะนี้ก็คงมีบ้างที่ต้องยืดเยื้อต่อไปอีกในระยะนี้ แต่จะยืดเยื้อไปถึงหลังเลือกตั้งหรือไม่ เราก็พยายามจะให้สงบโดยเร็วที่สุด อยากจะให้มีการเจรจาด้วยกันทั้งสองฝ่ายแบบทวิภาคีโดยเร็วที่สุด แม้กัมพูชาจะพยายามให้ชาติอื่นมาร่วมการเจรจาด้วย แต่ เราก็ต้องพยายามต่อไป ทุกแห่งในโลกที่เกิดกรณีพิพาทก็เป็นอย่างนี้ทุกแห่ง ก็ต้องพยายามต่อไป เรายังยืนยันที่จะเจรจาทวิภาคี เฉพาะไทยกับกัมพูชา

เมื่อถามว่า คิวต่อไปประธานอาเซียนจะเป็นของฝ่ายกัมพูชา ทางไทยจะทำอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเป็นทุกข์เป็นร้อนไกลไปถึงขนาดนั้นต้องว่าไปทีละขั้นซึ่งขณะนี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเป็นประธานอาเซียนอยู่ เมื่อถามว่า การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกกลางเดือนมิ.ย.ควรเลื่อนไปก่อนหรือไม่ เพราะมีการปะทะกันอย่างรุนแรง นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ได้ติดตามเรื่องการเจรจากับมรดกโลก

ผุ้สื่อข่าวถามว่า การที่กัมพูชาจะเข้ามายึดปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธมเกี่ยวเนื่องกับการที่จะมีการเจรจาประชุมยูเนสโกหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ทราบจะตอบอย่างไรจริง ๆ แต่ในพื้นที่บริเวณนี้ฝ่ายไทยได้ดูแลยึดครองมาก่อน และดูแลพื้นที่เหล่านี้มาโดยตลอด อย่างไรก็ตามสถานการณ์ด้านปราสาทพระวิหารล่าสุดยังไม่มีรายงานการเคลื่อนไหวอะไร ยังสงบอยู่ ยังไม่มีการปะทะกัน เมื่อถามว่า มีข่าวกัมพูชามีการเสริมกำลังคึกคักบริเวณเขาพระวิหาร นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่เห็นรายงานอย่างนั้น ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีรายงานหรือไม่ที่ทหารกัมพูชามีการใช้สตรี เด็ก เข้ามาอยู่ในแนวเขตฐานที่ตั้งทางทหารเพื่อเลี่ยงการโจมตี นายสุเทพ กล่าวว่า รายละเอียดให้ถามทางกองทัพดีกว่า โฆษกกองทัพจะชี้แจงให้ทราบตลอดเวลาเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ทราบข้อเท็จจริงตลอดเวลาอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า มีใครที่จะประสานกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้หรือไม่ นายสุเ ทพ กล่าวว่า ขณะนี้ยังเหนื่อนอยู่ เมื่อถามอีกว่า หากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกฯยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจะถือเป็นบุญคุณกับรัฐบาลนี้หรือไม่ นายสุเทพ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า ไม่ตอบดีกว่า เดี๋ยว ตอบแล้วไม่ถูกใจคนถาม เมื่อถามว่า คิดว่าปัญหาทั้งหมดสืบเนื่องมาจากกรณีของสมเด็จฮุนเซนเพียงคนเดียวหรือไม่ ที่ทำให้เกิดการปะทะกัน นายสุเทพ กล่าวว่า คงเป็นเรื่องของรัฐบาลกัมพูชา จะว่าเป็นคนเดียวคงกล่าวหาเขาไป แต่เมื่อมีเหตุการณ์ก็ต้องกระทบเศรษฐกิจของประเทศและการใช้ชีวิตอย่างปกติสุขของประชาชนทั้งสองประเทศโดยเฉพาะตามแนวชายแดนที่ต้องอพยพ เมื่อถามว่า กัมพูชาพยายามชี้แจงต่อชาวโลกว่าฝ่ายไทยใช้แก๊สพิษ ใช้ เครื่องบินขับไล่โจมตี จะชี้แจงอย่างไรนายสุเทพ กล่าวว่า โลกคงไม่เชื่อ เพราะวันนี้สื่อมวลชนก็อยู่ทั้งในกัมพูชาและไทยก็เห็นกันอยู่ และโดยนิสัยใจคอของคนไทย เราไม่ใช่ชาติที่โหดร้ายทารุณ ไปทำอะไรที่ผิดกฎบัตร พูดอย่างไรโลกก็ไม่เชื่อ

กต.เผย”วีระ-ราตรี” เซ็นขออภัยโทษพรุ่งนี้

มีนาคม 10, 2011 by nataya_p  
Filed under การเมือง

เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ เผย หนังสือขออภัยโทษ เสร็จแล้ว ให้ วีระ-ราตรี ลงนามพรุ่งนี้

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ทนายความชาวกัมพูชา ของ นายวีระ สมความคิด กับ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ได้ร่างหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษเสร็จแล้ว และขณะนี้ได้ส่งให้สถานทูตแปลเป็นภาษาไทย เพื่อนำเข้าไปให้บุคคลทั้ง 2 อ่าน และเซ็นลงนามในเรือนจำวันพรุ่งนี้ โดยหากไม่มีเนื้อความส่วนใดต้องแก้ไข คาดว่า สถานทูตจะสามารถหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ ให้กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เพื่อส่งต่อให้กระทรวงยุติธรรม และสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ภายในสัปดาห์หน้า สำหรับข้อเสนอหลายฝ่ายที่อ้างว่า จะสามารถใช้วิธีโอนตัวนักโทษได้นั้น นายชวนนท์ กล่าวว่า กระทรวงฯ พิจารณาแนวทางนี้ไว้ก่อนแล้ว แต่การโอนตัวนักโทษมี 3 ประเด็น ที่ต้องคิดให้รอบคอบ คือ เป็นการดำเนินการภายใต้สนธิสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งจะมีผลผูกมัดทั้งไทยและกัมพูชา และการโอนตัวไม่ครอบคลุมคดีความมั่นคง อีกทั้ง นายวีระ และ น.ส.ราตรี ต้องรับโทษ 1 ใน 3 ก่อน ซึ่งเมื่อโอนตัวแล้ว ทั้งคู่ต้องกลับมาจำคุกในประเทศไทย ดังนั้น กระทรวงฯ จึงเสนอเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษไป เพราะเป็นสิทธิ์ที่ไทยสามารถดำเนินการได้ทันที

นายชวนนท์ กล่าวว่า ส่วนการเดินทางไปประสานงานเรื่องการนำตัว นายวีระ ออกไปพบแพทย์นอกเรือนจำนั้น ขณะนี้กำลังรอคำตอบจากทางกัมพูชา อยู่ว่าจะอนุญาตให้เข้าไปพบ นายวีระ ในเรือนจำได้เมื่อใด หากอนุญาตก็จะเดินทางไปกัมพูชาทันที

ขอบคุณข้อมูลจาก www.posttoday.com

น้องชายยัน “วีระ”ป่วยหนักเดินหน้าขออภัยโทษ

มีนาคม 7, 2011 by nataya_p  
Filed under การเมือง

ปรีชาน้องวีระแกนนำคนไทยหัวใจรักชาติยันพี่ชายป่วยหนักเดินหน้าขอพระราชทานอภัยโทษ วอนโพธิรักษ์-การุณยุติยื่นอุทธรณ์

นายปรีชา สมความคิด น้องชายนายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ที่ถูกจำคุกอยู่ในประเทศกัมพูชา ยืนยันว่าขณะนี้พี่ชายมีอาการป่วยหนัก สาเหตุที่ป่วยน่าจะมาจากการติดเชื้อ ที่ครอบฟันหลุด มีแผลในช่องปาก เพราะรับประทานอาหารในเรือนจำที่ไม่สะอาด ประกอบกับสภาพความเป็นอยู่แย่มาก ไม่มีใครดูแลจึงป่วยหนัก

ทั้งนี้ ครอบครัวยืนยันว่าจะไม่มีการดำเนินการใดๆเกี่ยวกับการอุทธรณ์ทั้งสิ้น โดยจะปล่อยให้การดำเนินการไปสู่กระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษ

นายปรีชา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ได้ไปพบสมณะโพธิรักษ์ เพื่อพูดคุยถึงอาการของนายวีระ พร้อมกับบอกนายการุณ ใสงาม กรรมการเครือข่ายฯ ว่าขอให้ยุติความพยายามใดๆเกี่ยวกับการอุทธรณ์

ส่วนประเด็นเรื่องการมอบอำนาจให้ต่อสู้คดีที่มีความสงสัยก่อนหน้านี้นั้น ยืนยันว่านายวีระไม่มีการเซ็นมอบอำนาจใดๆ แต่ทราบว่านางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ได้มอบอำนาจให้นายการุณ

ดังนั้น นายการุณจะดำเนินการได้เพียงกรณีของนางสาวราตรีเท่านั้น อย่างไรก็ตามได้พูดคุยกับครอบครัวนางสาวราตรีและได้รับการบอกเล่าว่าจะไม่อุทธรณ์ต่อเช่นกัน แม้ว่าสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะอ้างว่าต้องจำคุกก่อน 2 ใน 3 ส่วนของทั้งหมด โดยครอบครัวจะรับคำตัดสิน และให้รัฐบาลหาช่องทางขอพระราชทานอภัยโทษ

ขอบคุณข้อมูลจาก www.posttoday.com

“ชวนนท์” ยัน “วีระ-ราตรี” เซ็นยื่นขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว

กุมภาพันธ์ 28, 2011 by nataya_p  
Filed under การเมือง

“ชวนนท์” ยืนยันได้รับแจ้งจากสถานทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ว่าวีระ-ราตรี เซ็นยื่นขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายชวนนท์ อินทรโกมาลสุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ของนายวีระ สมความคิด และ นางสาว ราตรี พิพัฒนาไพบลูย์ ว่า ตนได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ต่อการที่นายวีระและน.ส.ราตรี ได้ลงชื่อในหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว โดยเรื่องที่นายวีระลงชื่อเอกสารพระราชทานอภัยโทษนั้นเป็นความต้องการของแม่นายวีระ และเห็นว่า เป็นเรื่องของครอบครัวทั้งสองที่ต้องเป็นผู้ชี้แจงเอง พร้อมกับยืนยันว่า รัฐบาลและทางกระทรวงการต่างประเทศไม่เคยกดดันในการตัดสินใจ ส่วนหลักฐานที่เป็นเอกสารการเซ็นลงนามขอพระราชทานอภัยโทษจะนำมาเปิดเผยหรือไม่นั้น นายชวนนท์ กล่าวว่า ต้องสอบถามจาก นายวีระก่อน เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนบุคคล

กัมพูชา ยังไม่ตอบรับร่วมประชุมเจบีซี วันที่ 7-8 มี.ค. ที่อินโดเซีย

ส่วนการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (เจบีซี)ที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดการประชุมในวันที่ 7-8 มีนาคม นี้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย นายชวนนท์ กล่าวว่า ต้องรอการตอบรับจากกัมพูชาก่อน เพราะการประชุมดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่าง 2 ประเทศ ทั้งนี้หากสามารถกำหนดวันประชุมได้ชัดเจนได้แล้ว จึงจะแจ้งกับทางอินโดนีเซียเพื่อดำเนินการต่อไป

กต. เห็นด้วยข้อเสนอ”เรียกร้องหยุดยิง”ของกัมพูชาแต่ไม่จำเป็นต้องลงนาม

กุมภาพันธ์ 17, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews, การเมือง

กต. เห็นด้วยข้อเสนอเรื่องการหยุดยิงของกัมพูชา แต่ไม่จำเป็นต้องลงนาม เพราะหากกัมพูชาไม่ยิงเข้ามาฝั่งไทยก่อน การยิงปะทะกันก็จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ระบุว่ากัมพูชาจะขอให้ไทยลงนามในข้อตกลงหยุดยิง โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียน หรือประธานอาเซียน เป็นสักขีพยาน ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่อินโดนีเซีย ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ ว่า ฝ่ายไทยยินดีอยู่แล้วถ้าจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งเรายินดีหยุดยิงอยู่แล้ว โดยไม่ต้องรอให้มีการหารือในการประชุมอาเซียน ถ้าไม่มีการโจมตีเราก่อน เราก็ไม่ยิงเขาอยู่แล้ว เมื่อถามว่าแต่กระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ว่าทหารไทยยิงเข้าไปในพื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหาร เมื่อค่ำวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ถึงเช้าวันรุ่งขึ้น แต่ทหารกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้กลับ นายชวนนท์ กล่าวว่า ถ้ามีหลักฐานก็สามารถพิสูจน์กันได้ และถ้ามีการสอบถามมายังฝ่ายไทย เรามั่นใจว่าสามารถชี้แจงได้

ต่อข้อถามว่าการที่กระทรวงต่างประเทศของกัมพูชาออกแถลงการณ์ในลักษณะนี้เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือไม่ นายชวนนท์ กล่าวว่า อย่าไปกล่าวหาเขาอย่างนั้น แต่ขอให้นำข้อมูลข้อเท็จจริงมาสู้กันดีกว่า ซึ่งในส่วนของไทยนั้น ฝ่ายทหารมีหลักฐานและบันทึกต่างๆอยู่ เมื่อถามว่าท่าทีของกัมพูชาออกมาเช่นนี้ จะทำให้การเจรจาของทั้ง 2 ประเทศยังเป็นไปด้วยดีหรือไม่ นายชวนนท์ กล่าวว่า ตนหวังว่าการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเป็นไปได้ด้วยดี เพราะเรายืนยันว่าจะขอให้มีการเจรจาระดับทวิภาคีโดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นมิตร จึงขอให้กัมพูชาใช้คำแนะนำจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอสซี) และอาเซียน ในการหยุดยิงทันทีแล้วหันมาเจรจาในกรอบทวิภาคี

พระราชทานเพลิงศพนายทหารกล้าเหยื่อทหารเขมรวันนี้(9 ก.พ.)

กุมภาพันธ์ 9, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews, ข่าวทั่วไป

สกลนคร-จัดงานพระราชทานเพลิงศพฯสมเกียรติ “ร.อ.วุธชรินทร์ ชาติคำดี” ทหารกล้าพลีชีพปกป้องแผ่นดินไทย วันนี้(9 ก.พ.)
ค่ำวันที่ 8 ก.พ.ที่บ้านเลขที่ 75 หมู่ที่ 5 บ้านโคกสีไค ต.แวง อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร บรรดาญาติได้ตั้งบำเพ็ญกุศลศพ ร.อ.วุธชรินทร์ ชาติคำดี สังกัด ร.16 พัน 2 ค่ายบดินเดชา อ.เมือง จ.ยโสธร ซึ่งได้เข้าปฎิบัติหน้าที่ พัน ร.11 อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีษะเกษ
ทั้งนี้ มีนาย อำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครพร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมกัน เป็นประธานในพิธีสวดอภิธรรมศพ ร.อ.วุธชรินทร์ ชาติคำดี ท่ามกลางบรรยากาศความเศร้าโศกของญาติมิตร หลังจากที่เสียชีวิตจากการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาที่บริเวณช่องโดนอาว ใกล้กับภูมะเขือทิศตะวันตกของเขาพระวิหาร
ร.อ.วุธชรินทร์ เป็นลูกคนที่ 6 สุดท้อง และเป็นกำลังสำคัญในการเลี้ยงดูคนในครอบครัวมาโดยตลอด
สำหรับแม่ของ ร.อ.วุธชรินทร์ เสียชีวิตนาน 3 ปีแล้ว ร.อ. วุธชรินทร์ มีพี่น้อง 6 คน เป็นคนที่ 5 แม่เสียชีวิตไปได้ 3 ปี มีพ่อชื่อ นายอุดม ชาติคำดี มีอาชีพทำนา พี่น้องทำงานโรงงานอยู่ที่กรุงเทพฯ หมด ร.อ. วุธชรินทร์ มีอาชีพรับราชการคนเดียว พ่ออาศัยอยู่กับหลานชาย และหลานสาว
สำหรับกำหนดการประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ ร.อ.วุธชรินทร์ ชาติคำดี จะจัดขึ้นในวันนี้(9 ก.พ.54)

ขอบคุณข้อมุลจากผุ้จัดการออนไลน์

ประชาธิปไตยซ่อนรูปใต้ท็อปบูต”ทหาร”

กุมภาพันธ์ 9, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews, Hot Issue Today

และแล้ววิกฤติประเทศไทยไทยกำลังก้าวย่างเข้าหลุมดำแห่งวิกฤติการเมืองอีกครั้ง ภายใต้รัฐบาล”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรี ที่กำลังถูกกดดันจากเพื่อนเก่าอย่าง”เสื้อเหลือง”หรือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยข้อหาหนักหน่วงว่าทำให้ไทยต้องสูญเสียดินแดนให้กับกัมพูชา ซึ่งวิกฤติครั้งนี้ทำให้มองกันว่าท้ายสุดอาจนำมาซึ่งชะตากรรมเฉกเช่นอดีตนายกรัฐมนตรีอย่าง”พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”จนเกิดคำถามว่าวิกฤติการเมืองที่ผ่านมาเกิดจากตัว”พ.ต.ท.ทักษิณ”ชินวัตร หรือการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบัน ซึ่ง“ดร.เกษม เพ็ญภินันท์” คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุของวิกฤติที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทยได้อย่างน่าสนใจ

วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นมีปัจจัยอะไรเป็นหลัก

วิกฤตการเมืองไทยวิกฤตที่สำคัญที่สุด คือ วิกฤตของประชาธิปไตย ปัญหาที่ผมกำลังบอกคือว่า มันยังเป็นปัญหาในระบอบประชาธิปไตย ผมคิดว่าชนวนที่ถ้าพูดอย่างตรงๆ ปัญหาการเมืองในปัจจุบันเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์รัฐประหารรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 และปัญหาที่ต่อมาชัดเจน คือ ความชอบธรรมของรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้มาตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยแม้ว่า จะได้รับการรับรองจากรัฐสภาว่า สามารถที่จะมาเป็นรัฐบาลได้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่สืบเนื่องมาจากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯปิดสนามบินที่ยังไม่มีความชัดเจนในแง่กระบวนการจัดการจนถึงการสลายล้อมปราบคนเสื้อแดง อีกทั้งวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้จัดการอะไร และทางออกในการแก้ปัญหาก็ไม่ได้เสนออย่างเป็นรูปธรรมนอกจากหยิบยกนโยบายหรือแนวทางที่อดีตรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณเคยทำมาเพียงแต่ลูบหน้าปะจมูกใหม่เพื่อให้มันดูเป็นของตัวเองยังไม่รวมถึงปัญหาในแง่ของการเปลี่ยนผ่านหรือการปรับตัวของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถือเป็นปัญหาที่ใหญ่ นี่คือสิ่งที่ซ่อนกันอยู่ในภาวการณ์ปัจจุบัน

แนวโน้มการเมืองต่อไปจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือไม่

แนวโน้มการเมืองมั่นใจว่า นายกฯอภิสิทธิ์จะไม่ตัดสินใจยุบสภา โดยเฉพาะการที่นายกฯอภิสิทธิ์พูดอยู่ตลอดเวลาจะให้ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งล่าสุดบอกว่า เดือนเม.ย.เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะให้มีการเลือกตั้ง ผมคิดว่า เป็นคำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือ และคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ถ้าไม่มีอุบัติเหตุหรืออะไรที่สุดวิสัยคิดว่า รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ครบเทอมด้วยเงื่อนไขที่ผมบอกมาตั้งแต่ต้น คือ กลุ่มพลังต่างๆซึ่งไม่ได้หมายถึงภาคประชาชนยังคงให้การสนับสนุนอยู่ราวกับว่า มันไม่มีทางเลือกอื่นที่เลือกได้ คือ ถ้ามีทางเลือกอื่นที่เลือกได้ผมคิดว่าพลังเหล่านี้คงไม่ต้องการรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่บังเอิญมันไม่มีตัวเลือกให้เลือกเท่านั้นเอง

การเมืองไทยคงอยู่สภาพแบบนี้จนถึงเมื่อรัฐบาลอยู่ครบเทอม มีคำถามตามมาว่าแล้วตกลงประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งจริงหรือเปล่า คำถามของสังคมนี้เมื่อรัฐบาลชุดนี้หมดวาระ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า จะเลือกตั้งเมื่อไร แต่ผมคิดว่า คำถาม คือ จะมีการเลือกตั้งหรือไม่ อย่าลืมว่าสิ่งที่นายกฯอภิสิทธิ์ทำอยู่ในขณะนี้มันคู่ขนานกับคณะกรรมการ 3 ชุดนี้ที่ตั้งขึ้นมา และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ได้นั้น สิ่งที่จะต้องมองก็คือ คณะกรรมการทั้ง 3 ชุดนี้เสนอทางออกของปัญหาทางการเมืองให้รัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะชุดของศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์จะเป็นเงื่อนไขโดยตรงในแง่ของแก้ปัญหาและแนวทางที่จะวางกติกาเพื่อการเลือกตั้ง ถ้าหากคณะกรรมการชุดนี้ยังไม่ได้เสนอทางออกหรือมีทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับโอกาสที่จะมีการเลือกตั้งตามที่ต้องการเมื่อรัฐบาลหมดวาระคงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นสิ่งที่ถามว่า จะมีการเลือกตั้งหรือไม่ เป็นโจทย์ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตอบไม่ได้ เมื่อรัฐบาลตอบไม่ได้ และกำลังตัวช่วยต่างๆไม่ได้ช่วยคลี่คลายปัญหา ผมก็ยังไม่เห็นอนาคตว่า จะเลือกตั้งได้ เพราะคงไม่สามารถสร้างความปรองดองได้

คิดว่าจะมีการปฎิวัติหรือไม่

รัฐบาลกลัวการเลือกตั้ง คือ ถ้าเขาหลุดอำนาจจากส่วนนี้ไปเมื่อไร การเป็นคู่กรณีที่แท้จริงเกี่ยวกับคดี 91 ศพจะเกิดขึ้น และถ้ามองโลกให้เลวร้ายที่สุด ถ้าเกิดพรรคเพื่อไทยสามารถกลับมาเป็นรัฐบาลได้จะส่งผลให้การขุดคุ้ยข้อเท็จจริงและการเรียกร้องหาคนที่สั่งฆ่าประชาชนจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา และผมคิดว่า ณ จุดนั้น ความพยายามในการหาตัวผู้กระทำความผิดและช่องทางในการเอาผิดมันเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กำลังกลัวถึงยังไม่กล้ายุบสภาให้มีการเลือกตั้ง ส่วนจะมีปฏิวัติหรือไม่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็มีอยู่ แต่ความเสี่ยงและความคุ้มของการทำรัฐประหารในช่วงเวลานี้ ผมคิดว่า ไม่ และไม่คิดว่า ทหารหรือกองทัพจะมีความกล้าหาญในการกระทำเช่นนั้น เพราะบทบาทที่ชัดเจนกรณีเหตุการณ์ 19 ก.ย.2549 เชื่อว่าทหารส่วนหนึ่งและชนชั้นในสังคมไทยได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า การรัฐประหารไม่ได้ส่งผลดีไม่ว่าจะกลุ่มของตัวเองหรือสังคม แต่ผมคิดว่า ทหารใช้จะยื่นมือผ่านกลไกอันชอบธรรมของรัฐและระบบราชการหรือการเมืองต่างหากที่จะทำให้เขาสามารถที่จะเข้ามาจัดการบริหารควบคุมหรือเปลี่ยนทิศทางการเมืองได้

ขณะนี้มองว่ารัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลของทหารโดยทหารเป็นผู้กำกับ

ขณะนี้มีการตั้งคำถามกันว่าระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่ล้มเหลวหรือเป็นรัฐทหารเต็มรูปแบบ คิดว่า มันจะกลายเป็นรัฐทหารซ่อนรูปหรือการใช้อำนาจในระบอบอื่นซ่อนรูปในโครงสร้างประชาธิปไตย ซึ่งยากที่จะแก้ไขได้ เพราะคุณอาศัยกรอบหรือกลไกประชาธิปไตยมาใช้เป็นช่องทางเพื่อสร้างความชอบธรรมของตนเอง ผมถึงบอกว่านี่คือสิ่งที่น่ากลัวกว่า ถ้ามันจะเกิดขึ้น และทำให้สถานการณ์ต่างๆในประเทศไทยเลวร้ายลง เพราะปัญหาแทนที่จะคลี่คลายมันก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น

“สุเทพ”ว้ากพธม.โกรธเขมรแต่พาลรัฐ – รวบการุณไม่เกี่ยวสุมหัวพธม.

กุมภาพันธ์ 3, 2011 by nataya_p  
Filed under การเมือง

“สุเทพ”โต้วุ่นตร.รวบ “การุณ”ไม่เกี่ยวร่วมวงกับพธม.ไล่ตะเพิดรัฐบาล เชื่อ”กษิต”ถกเจซีเขมรสื่อสารถึงฮุนเซนหาทางช่วย”วีระ-ราตรี”กลับบ้าน เตือนพธม.ยกระดับชุมนุมไม่เป็นประโยชน์ ทำงงโกรธเขมรแต่กลับมาไล่ขีดเส้นตายรัฐบาล

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.15 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศเดินทางไปร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-กัมพูชา ครั้งที่7 หรือ เจซี ระหว่างวันที่3-4 ก.พ. ที่จ.เสียมราฐ ประเทศ กัมพูชา ว่า ทางนายกษิตเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างอย่างดีเยี่ยมตั้งแต่แรก และมั่นใจว่านายกษิตจะสามารถสื่อสารให้ผู้นำกัมพูชาได้เข้าใจ ความเป็นจริงว่าประเทศไทยต้องการอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีสันติไม่ได้ต้องการสู้รบให้เกิดปัญหาและในการแก้ไขปัญหาต้องใช้ความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย ส่วนคดีของนายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พรพิพัฒนาไพบูรณ์ นั้นต้องแยกออกจากการเจรจาเพราะถือว่าอยู่ในกระบวนการของศาล เมื่อสิ้นสุดกระบวนการศาลแล้ว เจ้าตัวและญาติสามารถยื่นขอพระราชทานอภัยโทษได้ ในขณะที่รัฐบาลคงจะดำเนินการควบคู่กันไป ซึ่งต้องรอดูผลคดีให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยเสียก่อน เพราะยังไม่ทราบว่าเจ้าตัวจะสู้คดีถึงที่สุดแค่ไหน

เมื่อถามว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวนายการุณ ใสงาม ทีมทนายความเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ในข้อหาบุกรุกสนามบินสุวรรณภูมิจะยิ่งทำให้การชุมนุมของกลุ่มพธม. รุนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนยังไมได้รับรายงานเรื่องนี้ แต่คิดว่าการจับกุมเป็นไปตามหมายจับที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเนเรื่องที่เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการ ที่ผ่านมาผู้ต้องหาคดียึดสนามบินส่วนใหญ่เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว มีอยู่ประมาณ 7 รายที่ไม่ยอมมอบตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องออกหมายจับเมื่อพบตัวก็ต้องดำเนินการจับกุม กลุ่มผู้ชุมนุมจะต้องแยกแยะให้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร คนที่ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมต้องมีเหตุผล เมื่อถามว่ การจับกุมนายการุณครั้งนี้เป็นเพราะไปร่วการเคลือ่นไหวกับกลุ่มพธม.ใช่หรอืไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน โยงผิดเรื่องแล้ว เมื่อถามอีกว่า มีนักวิชาการระบุว่าคดีนี้เป็นคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่พิพาท ศาลกัมพูชาไม่มีสิทธิที่จะตัดสินพิพากษาใด ๆ เกี่ยวกับคดีนี้ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่สามารถวิจารณ์เรื่องนี้ได้ เมื่อถามว่ารัฐบาลไทยจะหยิบยกประเด็นนี้ไปต่อสู้คดีได้หรอืไม่ นายุสเทพ กล่าวว่ ตนไม่ทราบและไม่เคยได้ฟังประเด็นนี้มาก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มพธม.ประกาศยกระดับการชุมนุมและขีดเส้นตายให้รัฐบาลดำเนินการนำตัวคนไทยกลับมาโดยไม่มีมลทินภายใน 3 วัน นายสุเทพ กล่าวว่า มันก็เป็นเรื่องแปลกต้องถามว่าผุ้ชขุมนุมเขาโกรธใครโกรธกัมทพูชาที่ไม่ยอมปล่อยคนไทย แล้วมาขับไล่รัฐบาลไทย หรือว่ามาชุมนุมเพราะว่าไม่พอใจที่รัฐบาลไม่ช่วยเหลือมันก็ไม่ใช่ เพราะรัฐบาลก็ดำเนินการมาตามลำดับขั้นตอน ทุกคนทุกฝ่ายก็ทราบกันดีอยู่แล้ว การประกาศยกระดับการชุมนุมนั้นตนไม่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับใคร ในทางตรงกันข้ามหากมาปรึกษาหารือกันว่าจะช่วยกันอย่งไรให้เหตุการณ์คลี่คลาย คนไทยทั้งสองคนได้กลับบ้านน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าการที่กลุ่มพธม.แระกาศยกระดับการชุมนุมไม่มีความหมายอะไรกับรัฐบาลใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าพูดว่าไม่มีความหมายเลย เดี๋ยวเขาก็ทำให้มีความหมายมากขึ้น อย่างไรก็ตามขณะนี้ช่องทางการเจรจายังไม่มีอะไรคืบหน้า ยังเป็นช่องทางที่เหนื่อยอยู่

เมื่อถามว่ มเอวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาลและผลักดันผุ้ชมุนนโดยการใช้แก๊สน้ำตาเป็นการส่งสัญญาณอะไรไปถึงกลุ่มผู้ชุมนุมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่าไม่ได้ส่งสัญญาณอะไร เป็นหน้าที่ของผบช.น.ในฐานะเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ซึ่งมีหน้าที่รักษาทำเนียบรัฐบาลไม่ให้ใครเข้ามาบุกรุกจึงต้องให้เจ้าหน้าที่มีความพร้อมในการดูแลรักษาความสงบอยู่เสมอ ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่นั้นตนได้ย้ำกับทางผบช.น.ว่าแม้ว่าจะมีภาระที่กำลังเจ้าหน้าที่จะต้องมาดูแลรักษาทำเนียบฯ รัฐสภา กระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต แต่งานหลักจะต้องทำต่อไป ไม่ให้เสียหาย ซึ่งตนก็เห็นใจเพราะกำลังเจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด ทั้งนี้การปรับกำลังเจ้าหน้าที่ขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์วันต่อวัน และรัฐบาลก็พยายามเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม

พธม.จวก”นายกฯ” ชอบสร้างข้อมูลเท็จ ยันปักหลักชุมนุมจนกว่าจะได้ชัยชนะ

กุมภาพันธ์ 1, 2011 by nataya_p  
Filed under การเมือง

 

วันที่(1 ก.พ.54) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เมื่อเวลา 10.00 น.ที่หน้าประตูกระทรวงศึกษาธิการ แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯร่วมแถลงข่าวโดยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีออกมายืนยันว่าการดำเนินของรัฐบาลได้ทำตามข้อมูลที่เป็นจริง โดยต้องให้เอ็มโอยู 43 แก้ไขปัญหาชายแดนไทย- กัมพูชาเท่านั้น และไม่ยอมรับข้อมูลของพันธมิตรฯ ว่า ประชาชนได้ฟังย่อมรู้ดีว่าข้อมูลของใครแท้จริง และข้อมูลของพันธมิตรฯ ได้มีการพิสูจน์ตามลำดับว่าเป็นเรื่องจริง เช่น ที่ทางพันธมิตรออกมายืนยันว่าไทยเสียดินแดนบางส่วนให้กัมพูชามานานแล้ว คือ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่รัฐบาลยันมาตลอดไม่เสีย จนถึงขณะนี้ได้มีชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อนเข้าที่ทำกินไม่ได้ ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่แท้ที่มีเอกสารสิทธิ แต่นายกรัฐมนตรี กลับฟังข้อมูลจากชาวบ้านที่ไม่มีแม้แต่ทะเบียนบ้านในพื้นที่ดังกล่าว เพราะไม่เกิดที่จังหวัดสระแก้วเป็นคนจากที่อื่นย้ายไปอยู่ที่หลัง ไม่เข้าใจว่านายอภิสิทธิ์ ทำไมถึงอยากยกพื้นที่ประเทศไทยให้กัมพูชา

เมื่อถามว่านายอภิสิทธิ์ ระบุว่าพันธมิตรฯโจมตีรัฐบาลว่าขายชาติ ซึ่งพันธมิตรฯก็อาจจะโดนข้อหาขายชาติด้วยเพราะการให้ยกเลิกเอ็มโอยู ถอนตัวจากมรดกโลก เท่ากับยกพื้นที่ให้กัมพูชาไปง่ายโดยไม่มีเครื่องมือต่อรองใดๆ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ไม่ใช่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีกำลังพยายามทำให้ประชาชนสับสน ที่เอาชาวบ้านมานั่งพูดโกหก เพราะนายกฯโกหกทุกวัน จึงต้องหาข้อมูลที่โกหกมายืนยันให้กับนายกรัฐมนตรีเพื่อให้คนไทยเชื่อสิ่งที่นายกรัฐมนตรีไทยโกหกมาตลอด การรักษาอธิปไตยของประเทศทำได้ทันที หากยกเลิกตามข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ 3 ข้อ จะได้ดินแดนที่เสียไปกลับคืนมาและไม่เสียดินแดนให้กัมพูชาอีกต่อไป ต้องถามว่าใครขายชาติกันแน่ ที่เป็นรัฐบาลแล้วไม่ยอมทำอะไรเลย ทำให้พันธมิตรฯต้องปักหลักชุมนุมต่อไปเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาทำหน้าที่ปกป้องประเทศและดินแดนไทยอย่ามัวแต่โกหก พล.ต.จำลอง กล่าวว่านายกรัฐมตรี ไม่ต้องมาเจรจาให้เสียเวลาอันมีอยู่น้อยนิดไปลองทำตามข้อเรียกร้องทั้งสามข้อว่าจะเสียเปรียบกัมพูชาหรือไม่ และไม่ต้องมาถามว่าใครจะรับผิดชอบหากยกเลิกไปแล้วเกิดความเสียเปรียบเพราะทุกวันนี้นายอภิสิทธิ์ ก็ไม่เคยมีความรับผิดชอบอะไรซักอย่าง ไม่อย่างนั้นคนไทยทั้ง 7 คนได้รับอิสระภาพกลับประเทศไทยอย่างไม่มีมลทินก็ตาม ยืนยันไม่ว่าศาลกัมพูชาจะตัดสินพิพากษาออกมาอย่างไร พันธมิตรฯก็จะปักหลักชุมนุมเพื่อให้ได้ตามข้อเรียกร้อง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชามาทั้งหมด เป็นเครื่องพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า เอ็มโอยู 43 หรือคณะกรรมการเจบีซี ไม่ได้ช่วยทำให้ประเทศไทยได้เปรียบกัมพูชา กลับทำให้กัมพูชาลุกลานดินแดนไทยได้เรื่อยๆโดยผ่านเอ็มโอยู 43 เพราะไม่ว่าประเทศใดก็เข้าใจทั้งหมดว่าการทำสัญญาเอ็มโอยู 43 เท่ากับไทยยอมรับแผนที่ 1ต่อ 2 แสนไปแล้ว ดังนั้นอย่านำไปอ้างต่อคณะกรรมการมรดกโลกอีกเลย เพราะการที่คณะกรรมการมรดกโลก จะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ไม่เคยมีการนำเอาเอ็มโอยู 43 ไปพิจารณาด้วยเลย มีแต่รัฐบาลไทยหัวใจเขมร ยังยกย่องเอ็มโอยูอยู่ว่าเป็นเครื่องมือปกป้องดินแดนไทยได้ ขณะที่ทางการกัมพูชาแถลงออกมาว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของกัมพูชา แต่รัฐบาลและทหารไทยทำได้แต่เพียงปักป้ายยืนยันว่าเป็นพื้นที่พิพากอ้างสิทธิสองประเทศ แถมยังนำป้ายไปปักนอกเขตพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเสียอีก เท่ากับว่ารัฐบาลยอมยกพื้นที่ให้กัมพูชาไปแล้วครึ่งหนึ่งและยังมาอ้างจะมีขั้นตอนเจรจาแต่กัมพูชาเจรจาไปลุกล้ำพื้นที่ไทยไปเรื่อยๆ โดยใช้ข้อสงวนจากเอ็มโอยูว่าห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมใดๆ และห้ามใช้กองกำลังทหารต่อขั้นตอนการเจรจา ซึ่งทำกัมพุชาได้เปรียบทำทุกอย่างตามข้อสงวนโดยไม่ต้องรื้อวัดและชุมชนออกไป

พล.ต.จำลอง กล่าวยืนยันว่าในเรื่องธงชาติที่ติดเสาธงวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระจะต้องเอาลงทันทีและรื้อวัดชุมชนออกไปให้หมด เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องดำเนินการทันที อย่ามามัวเอาชาวบ้านตัวปลอมมาจตอบโต้พันธมิตรฯหรือมาเจรจามันเสียเวลาเปล่าประโยนช์ไปมากแล้ว เอาเวลาไปเอาพื้นที่คืนจากเขมร

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าพันธมิตรฯพยายามยั่วยุให้เกิดสงครามและชาวบ้านที่นั้นเป็นผู้รับเคราะห์ พร้อมกับบอกว่าอยากให้คนเสนอความคิดไปยืนรบที่ชายแดนจะกล้าหรือไม่ พล.ต.จำลอง กล่าว โต้ว่านายสุเทพ เป็นรองนายกฯฝ่ายความง่อนแง่น ไม่ใช่ฝ่ายความมั่นคง จึงเป็นคนขี้กลัวกัมพูชามาก จะพูดอะไรก็กลัวกัมพูชาจะโกรธ ต้องทำเงียบๆ กลัวคนไทยโดนลงโทษแรง ตนขอบอกคนอย่างนายสุเทพ ต้องขี้กลัวไว้ก่อนเพราะแผลเยอะ อย่างตนไม่เคยกลัวไปอาสาไปรับที่ลาว สอบไปรบที่เวียดนามมา หากจะให้ไปยืนชายแดนไทยตนพร้อมไปทุกเมื่อ รองนายกฯอย่าให้ผู้ว่าสระแก้ว เกณฑ์ชาวบ้านที่ไม่ได้รับความเดือดร้อนมามาต่อต้านพวกพันธมิตรฯอีก

ส่วนกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม ออกมาระบุว่าธงกัมพูชาผืนเล็กนิดเดียวที่ติดบนเสาวัดแก้วฯ แกนนำพันธมิตรฯ ได้นำธงชาติสองผืนขนาดใหญ่และขนาดเล็กมาอธิบายพร้อมแจงว่าไม่ว่าธงชาติจะผืนเล็กหรือผืนใหญ่อย่างธงชาติไทยถ้ามีสัดส่วนที่ถูกต้องกว้าง 3 ยาว 5 ก็ถือเป็นธงชาติทั้งนั้น ไม่ทราบว่า พล.อ.ประวิตร เรียนหนังสือมาหรือเปล่าจึงไม่รู้ว่าเป็นธงชาติ ซึ่งเป็นเรื่องน่าสงสารที่กองทัพไทยมีรัฐมนตรีกลาโหมแบบนี้ พอมีเรื่องกับกัมพูชาก็ของบประมาณซื้ออาวุธ 1.3 แสนล้าน ลองนับดูจะกองมหึมาแค่ไหน แต่ซื้อมาไม่ทำอะไร เอาแค่แสดงแสนยานุภาพให้เด็กดูในวันเด็ก และอวดผู้ใหญ่ในวันสวนสนาม จะซื้อมาอีกทำไมทั้งที่กองทัพมาอาวุธอยู่แล้วเหลือเฟือ และประเทศไทยใหญ่โตกว่ากัมพูชาที่เล็กกิจิดริดกลับถูกกัมพูชาตอกหน้าทั้งปักป้ายแถลงการณ์ย่ำยี่ข่มขู่ทุกวัน แต่รัฐบาลไม่เคยทำอะไร ได้แค่เอาป้ายออกก็มาจากพันธมิตรฯมาชุมนุม ดังนั้นพันธมิตรฯจะอยู่อย่างนี้ต่อไป ซึ่งจะยกระดับการชุมนุมกดดันหรือเคลือ่นไหวไปไหนจะดูตามสถานการณ์ หลายคนบอกว่าเวลาเขมรไม่พอใจไทยก็จะเผาสถานทูตไทย ซึ่งเราคงไม่ทำอย่างนั้น อย่ามาชี้โพรงให้กระรอก ซึ่งไม่ยืนยันว่าจะเคลื่อนไหวไปไหน เราไปได้ทั้งนั้น

พล.ต.จำลอง กล่าวต่อว่าตนทราบข้อมูลจากวงในว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรกับกัมพูชาแต่จะมาทำกับพันธมิตรฯ เพื่อให้การชุมนุมไม่ประสบผลสำเร็จและต้องการเรื่องข้อเรียกร้องสามข้อเงียบไป โดยใช้วิชามาร 3 ข้อเพื่อกลั่นแกล้งการชุมนุมทุกวิธีโดยให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาเจรจาเปิดช่องทางจราจรเพื่อให้รถวิ่งผ่านในพื้นที่ชุมนุมออกไปให้ได้ และจ้างคนภายนอกมาปั่นป่วนก่อความวุ่นวายเพื่อให้เกิดทะเลาะวิวาทกับผู้ชุมนุมจนต้องเรียกตำรวจมาระงับ้เหตุก็จะทำลายความน่าเชื่อถือของการชุมนุมลงได้ รวมทั้งสุดท้ายสั่งสลายการชุมนุมพันธมิตรฯ ซึ่งขอบอกว่าอย่าทำ หากทำวันนี้พรุ่งนี้ก็มาใหม่ ไม่มีทางเลิกแน่นอน เพราะเรียกร้องมาสองปีแล้วไม่ใช่เพียงหนึ่งสัปดาห์เพราะถ้าไม่ยกเลืก 3 ข้อเราต้องเสียดินแดนอีกมาก

ด้านนายประพันธ์ คูณมี โฆษกการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่าการออกแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่ตอบโต้กัมพูชา เป็นเรื่งอที่ดีแต่ล้มเหลวทางการทูตอย่างสิ้นเชิงเพราะในข้อที่ 4 ที่ประกาศชัดเจนว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นพื้นที่ของไทยและวัดแก้วสิกฯ ต้องรื้อออกไป แต่ไม่มีการกำหนดกรอบวันเวลาที่ชัดเจนว่าเมื่อไหร่ที่ต้องรื้อถอนออกไปต้องนี้ทำให้การแถลงการณ์ดังกล่าวไม่มีผลผูกมัดต่อทางการกัมพูชาเลย รวมทั้งแถลงการณ์ข้อสุดท้ายยังระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างการเจรจาในกรอบของคณะกรรมการปักปันเขตแดนหรือเจบีซี ยิ่งชัดเจนว่ารัฐบาลไทยยอมให้วัดแก้วฯและการลุกล้ำของเขมรยังมีอยู่ต่อไป เพราะต้องรอการเจรจาของคณะกรรมการเจบีซี ซึ่งไม่รู้ว่าจะกำหนดการเจราได้เมื่อไรแน่ ทำให้เห็นว่าการทูตไทยอ่อนเชิงมากต่อกัมพูชาและไทยยังพยายามที่รักษาความสัมพันธ์สองประเทศไว้แต่เขมรไม่เคยคำนึงถึงเลย ทั้งนายกรัฐมนตรีไทย ยังออกมาช่วยกัมพูชาตลอดยอมเอาชาวบ้านมาจัดฉากยกพื้นที่ไทยให้กัมพูชา และการที่นายอภิสิทธิ์ บอกว่าเป็นไม่ได้ที่จะโกหกเพราะอยู่ในฐานะต้องรับผิดชอบ ก็เห็นอยู่ว่านายอภสิทธิ์ ไม่เคยรับผิดชอบอะไรมีเพียงออกมาทำทุกอย่างเพื่อกันตัวไว้ไม่ให้มีความผิดจึงตั้งหน้าตั้งตาโกหกรายวันเพื่อให้พ้นผิดเท่านั้น

“กษิต” ทวิตแจง3ข้อพันธมิตร-ยันใช้กำลังแก้ปัญหาไม่ได้

มกราคม 28, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews, การเมือง

รมว.ต่างประเทศ ทวิตเตอร์ชี้แจง3ข้อเรียกของกลุ่มพันธมิตรฯ ย้ำไทยไม่สามารถใช้กำลังกับกัมพูชา เพราะแก้ปัญหาไม่ได้

วันที่(28 ม.ค.54) นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทวิตข้อความผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ โดยชี้แจงข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า กรณีปัญหาไทย-กัมพูชา ระหว่างเดินทางไปร่วมประชุมเวิลด์อิโคโนมิคฟอรั่ม กับ นายกรัฐมนตรี ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ว่า หากประเทศไทยต้องถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลก ก็ขอตั้งคำถามกลับการที่กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานท้องถิ่น นำโบราณสถาน และความงามทางธรรมชาติ เช่น สุโขทัย พระนครศรีอยุธยา ไปขึ้นทะเบียน เพื่อช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม แสดงว่าไทยต้องการถอน สุโขทัย อยุธยา ออกไปจากมรดกโลกหรือไม่

ส่วนการยกเลิก MOU 2543 จะทำให้ไม่มีกรอบการเจรจาหรือ JBC ต้องยกกำลังไปประชิดชายแดน แล้วเมื่อรบกันใครชนะ ประเทศจะได้อะไร มันแก้ปัญหาไม่ได้ และที่สำคัญไทยมีพันธะสัญญาต่อสหประชาชาติ ต่ออาเซียน จึงต้องทำตัวเป็นประชาชนที่ดีของโลก ขณะที่การให้ผลักดันชาวกัมพูชาออกจากประเทศไทย ณ วันนี้ประเทศไทยขาดแรงงานระดับล่าง ถ้าไล่คนเหล่านี้ไปเพื่อเอาความมัน ก็จะไม่มีมนุษยธรรม ไม่มีความเอื้ออาทรต่อเพื่อมนุษย์ที่ยากจน

ทั้งนี้ ขอยืนยันอีกครั้งว่า ไทย-กัมพูชา ต้องอยู่ด้วยกัน ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย อย่าเอาเรื่องความสัมพันธ์ของประเทศ มาเป็นเครื่องมือในทางการเมืองภายใน

หน้าต่อไป