“อนุสรณ์” ท้าปชป.ประกาศชัดไม่เอาป.ตรีหมื่นห้า-ค่าแรง 30 0บาทดวลเดือดเลือกตั้ง
เมษายน 14, 2012 by pafrank
Filed under breakingnews, การเมือง
เมื่อวันที่14เม.ย.นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สงกรานต์ปีนี้พี่น้องประชาชนชาวไทยคงจะมีความสุขมากขึ้น เมื่อล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าพบว่ามีเงินรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ได้รับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ในขณะที่พี่น้องข้าราชการที่จบปริญญาตรีก็มีรายได้เดือนละ 15,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 แปลกใจก็แต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้าน ที่ออกมาโจมตีนโยบายประชานิยมของรัฐบาลได้ตลอดเวลา ดังนั้นต่อไปนี้นายอภิสิทธิ์ กล้าประกาศหรือไม่ว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายรายได้ปริญญาตรีเดือนละ 15,000 บาท ไม่เห็นด้วยกับนโยบายค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท และขอให้ประกาศเป็นนโยบายในการหาเสียง ต่อจากนี้ไปของพรรคประชาธิปัตย์ทุกระดับ เพราะประชาชนจะได้เข้าใจง่ายๆ ชี้ชัดๆเลยว่า นโยบายดีๆแบบนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่เอา ไม่เห็นด้วย และขอยืนตรงกันข้าม
ค
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า จะอะไรกันนักกันหนากับการค้านนโยบายค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท นายอภิสิทธิ์อาจไม่รู้สึกว่าเงิน 300 บาทสำหรับครอบครัวผู้ใช้แรงงานนั้นมีค่าขนาดไหน เพราะนายอภิสิทธิ์เกิดมาก็มีความพร้อมทุกสิ่งที่พ่อแม่หาไว้ให้ แต่ผู้ใช้แรงงานเหล่านั้น เขาไม่ได้โชคดีเหมือนนายอภิสิทธิ์ ดังนั้น แทนที่นายอภิสิทธิ์จะออกมากล่าวโจมตีนโยบาย มากวนน้ำให้ขุ่น ควรช่วยเสนอแนะแนวทางพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย การผลิตแรงงานคุณภาพสูงให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานสากล หรือการเตรียมการพัฒนาแรงงานไทยในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า อย่างไรก็ตามถึงแม้นายนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์จะไม่นิยมในสิ่งที่ประชาชนเขานิยม แต่ก็ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ผู้คนทั้งประเทศเขาได้ประโยชน์จากนโยบายที่อ้างว่าเป็นประชานิยม เพราะมันจะทำให้นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ เดินห่างไกลออกไปจากประชาชนมากขึ้นทุกทีๆ
ปชป.ขู่ฟ้องข้าราชการ-สส.ดอดพบรดน้ำดำหัวทักษิณที่ลาว
เมษายน 14, 2012 by pafrank
Filed under breakingnews, การเมือง
นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ ตามกฎหมายอาญามาตรา157
ทั้งนี้บุคคลที่เข้าข่ายจะถูกดำเนินคดี จะเป็นคนเริ่มไปแจ้งความฟ้องร้อง คือ นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิช นายสุชน ชาลีเครือ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายวิทวัส ศรีวิหค เอกอัครราชทูตไทยประจำ สปป.ลาว โดยบุคคลเหล่านี้ถือเป็นข้าราชการ และข้าราชการเมืองที่ส่วนหนึ่งอยู่ในฝ่ายบริหาร กำกับนโยบายของรัฐ แต่การไปพบปะพูดคุยคลานเข่ากราบไหว้ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษชายหนีคดีอาญาและนักโทษตามหมายจับ 5 คดีของศาลอาญาแผนกคดีการเมืองเป็นเวลานานแต่ไม่แจ้งเจ้าหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้องตามที่ควรเป็น
ส่วนพวกสส.ที่เข้าแถวคุกเข่าคลานเข้ารดน้ำ พ.ต.ท.ทักษิณ อาทิ นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู, นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม,ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ สุนทรชัย นายสมคิด บาลไธสง นางชมภู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย, นายเชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ ส.ส.บึงกาฬ เป็นต้น เหล่านี้เป็นฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งรับเงินเดือนหลวงหรือเงินเดือนจากภาษีของแผ่นดินแต่ไม่ใช่ข้าราชการการเมืองถือเป็นบุคคลไร้จิตสำนึก ไม่รู้จักว่าอะไรเหมาะแค่ไหนควร การเป็นตัวแทนประชาชนที่ดีควรต้องรู้กฎหมายเป็นตัวอย่างแก่ประชาชนไม่ใช่ไปพบเจอนักโทษออกทีวีประกาศตัวอย่างเอิกเกริกโดยไม่ให้ความร่วมมือกับทางการแล้วสร้างความสับสนให้ประชาชน อันนี้กำลังให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าดำเนินการทางใดได้อีกบ้าง
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าใครจะกล้าท้าทายกฎหมายไทยก็ท้าทายไป ถ้าคิดว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่จับไม่ทำอะไรตอนนี้ก็ปล่อยให้เพ้อเจ้อกันไป เพราะคดีอาญาอายุความมันนานกว่าอายุรัฐบาลชุดนี้อยู่แล้วและเชื่อว่าจะนานกว่าอายุไขของพ.ต.ท.ทักษิณ อีกด้วย จึงขอประกาศให้ผู้ไม่รู้หรือพวกละเลยการปฎิบัติหน้าที่ไม่ให้ลืมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักโทษหนีคดีไม่ใช่นักโทษประกันตัวออกมาเหมือนกับพวกแกนนำเสื้อแดง มีหมายจับดังนี้คือ
1.หมายจับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.1/2550 หมายเลขแดงที่ อม.1/2550 (คดีที่ดินรัชดาภิเษก)
2.หมายจับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.1/2551 (คดีหวยบนดิน)
3.หมายจับศาลฎีกาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.3/2551(คดีเอ็กซิมแบงก์)
4.หมายจับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.9/2551 (คดีแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต) และ 5.หมายจับคดีอาญาของศาลอาญา หมายจับเลขที่ 10862/2553 (คดีก่อการร้าย)
“หมายจับคดีเหล่านี้ยังอยู่ในสถานะประกาศจับ ความผิดตามหมายจับนั้นชัดเจนและอยู่ชั้นศาลทั้งหมด ถ้าไม่ละเอียดพอก็ขอให้ทีวีช่องสารพัดแดงเชิญมัลลิกาไปออกทีวีแดงได้เลยจะสาธยายให้ฟังละเอียดทุกคดี นักการเมืองที่มาแล้วพอหมดอำนาจก็ไป เขาจะเพ้อเจ้อไม่รู้ไม่สนก็จนใจ แต่เจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายไล่ตั้งแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ ถ้าไม่คำนึงที่จะรักษากฎหมายก็ลาออกไปเสียเถิดอย่าอยู่กินตำแหน่งกินเงินเดือนภาษีแผ่นดินเลย” นางสาวมัลลิกา กล่าว
รองโฆษกรัฐเย้ยปชป.ออกแบบประเทศล้มเหลว
เมษายน 1, 2012 by pafrank
Filed under breakingnews, การเมือง
เมื่อวันที่ 1 เม.ย. นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาดรักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ประกาศ15 ยุทธศาสตร์ ตั้งธงเป็นรัฐบาล ว่า
ดีที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามมียุทธศาสตร์เพราะหลังแพ้เลือกตั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่สนับสนุนก็เป็นฝ่ายค้านที่ตีรวนรัฐบาลมาตลอด ขัดขวางทุกเรื่อง ค้านทุกเรื่องแม้แต่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีจะมาร่วมงานฟังดนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลก็ค้าน หนึ่งใน 1ยุทธศาสตร์ของประชาธิปัตย์คือต้องเป็นรัฐบาลให้ได้แสดงให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าการจะเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องล้มรัฐบาลปัจจุบันให้ได้ซึ่งเราจะเห็นจากการป่วนสภา วอล์คเอาท์ ล้อมกรอบประธานกรรมาธิการปรองดองและด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง ซึ่งเสื่อมเสียเกียรติยศของสภา และพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคแรก ที่ทำแบบนี้ ดังนั้นตนขอเสนอยุทธศาสตร์ที่16 ให้พรรคประชาธิปัตย์ คือขอให้สำรวจตนเองอย่างจริงจังว่าที่ประชาชนเขาเมินพรรคคุณเพราะอะไรสำรวจตั้งแต่ตัวหัวหน้าพรรคที่บอกว่าตัวเองเป็นนักประชาธิปไตยแต่เป็นผู้นำบอยคอตการเลือตั้งในปี 2548 นายอภิสิทธิ์มีส่วนอย่างมากในการก่อให้เกิดวิกฤตการเมืองในปีนั้นพรรคประชาธิปัตย์ปกป้องรัฐธรรมนูญปี 50ที่มาจากการรัฐประหารอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะตัวเองได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์นำพรรคสู่การเลือกตั้งแต่แพ้เลือกตั้ง แล้วก็ลาออกตบตาประชาชน และรับเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคต่อถ้าในต่างประเทศเขาไม่รับตำแหน่งอีกแล้ว ต้องให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทน
ถามว่าสปิริตทางการเมืองมีบ้างหรือไมนายอนุสรณ์ กล่าวว่า กรณีพรรคประชาธิปัตย์จัดงานออกแบบประเทศไทยฟังแล้วก็สะท้อนใจว่า เวลาท่านเป็นรัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว สินค้าแพงคนตบตีกันเข้าคิวแย่งซื้อน้ำมันปาล์ม ขายไข่ชั่งกิโล ยาบ้าเต็มเมืองทุจริตฟูเฟื่อง ชาติเสียหายปีละร่วมสองแสนล้านจากตัวเลขของสภาหอการค้าด้านต่างประเทศก็ทะเลาะกับชาวบ้านเขาไปทั่ว เป็นรัฐบาลก็ล้มเหลวจนประชาชนเขาไม่เลือก เป็นฝ่ายค้านก็ตีรวนทุกรูปแบบอย่างนี้ท่านยังจะมาออกแบบประเทศไทยอีกหรืออุปมาอุปมัยเหมือนสถาปนิกที่ตึกที่ตนออกแบบอยู่เองยังทรุดมีคนตายคงไม่มีคนจ้างมาออกแบบตึกให้อย่างแน่นอน
9 กมธ.ปรองดอง ปชป.ลาออก “นิพิฎฐ์” แฉ ลักไก่ออก พรก.นิรโทษกรรม
มีนาคม 27, 2012 by Anuthida_c
Filed under breakingnews, การเมือง
9 กมธ.ปรองดอง ซีก ปชป.ลาออก แฉ “สนธิ”หลบหน้า ไม่รับหนังสือลาออก เลี่ยงตอบสื่อ ต้องดักรอยื่นหน้าห้องรับรองกาแฟชั้น 2 สภา เจ้าตัวยัน ไม่ทบทวน ยืนกรานคำเดียว ทุกอย่าง จบแล้วเสร็จสิ้น หมดหน้าที่แล้ว “นิพิฎฐ์” ชี้แค่เริ่มต้นก็ไม่ปรองดองไม่รับฟังคำท้วงติงทั้งที่ผลสรุปรายงาน ไม่สมบูรณ์ หวีงเสียงส.ว.ไม่อนุญาตใหฟ้นำเข้าพิจารณาในสมัยประชุมนี้ ฟันธง กมธ.ปรองดองซีกรัฐบาลลักไก่เอาเข้ารวบรัดเพื่อจะอ้างเหตุความมั่นคงแห่งรัฐเพื่อ รองรับการออก พรก.นิรโทษกรรมช่วยนายใหญ่ ไม่ให้ทุกฝ่ายตั้งตัวติด ดักทางไม่ว่าจะออกเป็นพรก.หรือพรบ.นิรโทษกรรมก็ขัด รธน. ม. 309 เพราะมีผลสมบูรณ์ไปแล้ว
เมื่อเวลา 10.30 น. บริเวณหน้าห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารรัฐสภา นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน (กมธ.ปรองดอง) ซีกพรรคประชาธิปัตย์พร้อคณะรวม 9 คน ได้ยื่นหนังสือต่อพล.อ.สนธิเพื่อขอลาออกจากคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว โดยนายนิพิฎฐ์ กล่าวว่า กรรมาธิการซีกพรรคประชาธิปัตย์เคยยื่นหนังสือเพื่อขอให้ประธานเรียกประชุมเพื่อปรับปรุงแก้ไขรายงานของกมธ.ซึ่งประธานได้แจ้งว่า การพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว และไม่มีการทบทวน พวกตนทั้ง 9 เห็นว่ารายงานของกมธ.ยังมีความผิดพลาดหลายเรื่องและถ้าปล่อยให้รายงานออกไปในลักษณะดังกล่าวจะทำให้เกิดความเสียหายได้ จึงเห็นว่า ไม่สามารถที่จะทำงานร่วมกับกมธ.ชุดนี้ได้อีกต่อไป จึงขอยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นคณะกรรมาธิการชุดนี้
ด้านพล.อ.สนธิ กล่าวว่า การลาออกของ กมธ.ปรองดองซีกพรรคประชาธิปัตย์ไม่กระทบต่อการทำงานของกมธ.ชุดนี้ และจากที่มีการพูดคุยในห้องประชุม กมธ.ชุดนี้ ทุกอย่างจบและเสร็จสิ้นหน้าที่แล้ว จากนั้น เราจะเสนอทุกอย่างไปตามขั้นตอน ซึ่งขณะนี้เหลือเพียงการพิจารณาของรัฐสภาเพื่อรับเข้าสู่วาระการพิจารณาและคิดว่า ทุกอย่างสมบูรณ์หมดแล้ว โดยอายุของกมธ.ชุดนี้ก็จะหมดสิ้นวาระในกลางเดือนเม.ย.ตามที่ได้ขอขยายเวลาออกไปอีก 30 วัน เมือ่ถามย้ำว่าการลาออกของ กมธ.ปรองดองซีกพรรคประชาธิปัตย์จะเกิดบรรยากาศของความไม่ปรองดองหรือไม่ พล.อ.สนธิ ปฏิเสธิที่จะตอบคำถาม และเดินหนีกลุ่มผู้สื่อข่าว เมื่อถามย้ำเหตุผลของการไม่เรียกประชุมเพื่อทบทวน ทั้งที่มีการท้วงติองขอให้ทบทวนรายงานให้สมบูรณ์ พล.อ.สนธิ ตอบอย่างมีอารมณ์ว่า ที่ผ่านมาเราได้พูดในที่ประชุมว่า ทุกอย่างเสร็จสิ้นหมดแล้ว พร้อมเดินหนี้กลุ่มผู้สื่อข่าวเข้าห้องประชุมรัฐสภาทันที
นายนิพิฎฐ์ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังยื่นหนังสือลาออกว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมา กมธ.ซีกพรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามติดต่อกับพล.อ.สนธิ หลายครั้ง ว่าจะเปิดโอกาสให้ไปยื่นหนังสือลาออกที่ห้องไหนได้ เพราะประกาศเจตนาไปแล้ว โดยได้ให้เจ้าหน้าที่สภาจัดเตรียมห้องรับรองชั้น 1 ของอาคารรัฐสภา ซึ่งพล.อ.สนธิตอบตกลง แต่ต่อมาท่านก็แจ้งว่า ท่านจะไม่ลงมาที่ห้องรับรองชั้น 1 แล้ว ขอให้มาใช้ห้องกาแฟของซีกรัฐบาลชั้น 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายค้านและสื่อมวลชนเข้าไปไม่ได้ คณะกมธ.ปรองดองพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ไป จึงนัดให้มาที่ห้องรับรองชั้น 2 ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดให้สมาชิอกรัฐสภาเข้ามาได้ แต่เป็นพื้นที่ซึ่งห้ามสื่อมวลชนและคนนอกเข้าเพราะเป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับสมาชิกรัฐสภา ซึ่งพล.อ.สนธิคงคิดว่า สื่อมวลชนเข้ามาทำข่าวไม่ได้ เจตนาคือพล.อ.สนธิต้องการที่จะไม่ให้คำตอบอะไรและไม่อยากให้สื่อมวลชนตามมาถามสาเหตุต่างๆได้ จึงต้เองใช้วิธีมาดักรอที่บริเวณทางเข้าห้องรับรองชั้น 2 ตรงข้ามห้องประชุมรัฐสภา
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเปรียบเทียบหรือไม่ว่า รายงานของกมธ.ปรองดองที่สรุปวันสุดท้ายกับวันนี้ที่มีการนำเข้าที่ประชุมร่วมรัฐสภา ต่างกันอย่างไร นายนิพิฎฐ์ กล่าวว่า ต่างกันในเรื่องความเห็น 3 ทาง ของคตส. ที่ไม่มีความเห็นของผู้ที่ท้วงติงว่า ควรเลือกแนวทางไหน อย่างไร เช่น คำพิพากษาของศาลฎีกา ปี2536 ที่เขานำมาอ้างว่า ยกเลิก คตส.ในยุคนี้ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดพลาด เนื่องจากที่มาของคตส.มีกฏหมายรองรับ เข้าใจว่า เจตนาที่เขาไม่เรียกประชุม เพราะต้องการสร้างข้อมูลที่ผิดๆไว้ในรายงานเพื่อให้ปรากฏต่อสาธารณะแล้วนำไปขยายเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด การประชุมรัฐสภาวันนี้ เราหวังเสียงของส.ว.ให้เห็นว่า แนวทางปรองดองนี้ คนข้างนอกสภาเริ่มมองเห็นแล้วว่า มันเริ่มต้นด้วยการไม่มีความปรองดองเป็นความขัดแย้งของส.ส.ในสภาที่เห็นต่างกันอยู่และไม่มีการแก้ไข และจะเป็นการเริ่มต้นปัญหาที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง จึงหวังและขอให้ส.ว.ไม่อนุญาตให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ในสมัยประชุมสภานี้
เมื่อถามต่อ ปัจจัยอะไรที่ทำให้กมธ.ปรองดองซีกรัฐบาลต้องเร่งรัดทำรวดเร็วขนาดนี้ นายนิพิฎฐ์ ตอบว่า คิดว่าหลังจากผ่านที่ประชุมรัฐสภาแล้ว ในสัปดาห์หน้าจะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา หลังจากนั้นก็จะมีการออกพระราชกำหนด (พรก.)เพื่อนิรโทษกรรม คาดว่าเขาจะออกเป็นพรก.แล้ว ไม่ทำเป็นพรบ.แล้ว เพราะเหตุที่พล.อ.สนธิเร่งวนำรายงานนี้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาวันนี้เพราะจะอ้างเหตุความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งเราไม่เคยเจอมาก่อน เพราะเมื่อเอาเรื่องนี้เข้ามาก็สามารถอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมของการออก พรก.ได้ทันที เมื่อถามว่าจะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายนิพิฎฐ์ ตอบว่า ต้องดูที่ศาลว่าท่านจะคิดอย่างไร แต่แนวทางของเขาที่มาอย่างนี้ เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งรัฐแน่
นายนิพิฎฐ์ กล่าวต่อว่า ในฐานะทีมกฏหมายของพรรค มองว่า หากมีการออกมาเป็น พรก.นิรโทษกรรมจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญสาเหตุที่เขาต้องการออกเป็น พรก.นิรโทษกรรมก็เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันที ทำให้มีผลรวดเร็วเพื่อให้ทุกฝ่ายตั้งตัวไม่ทันในเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หากการจะออกมาเป็น พรก.หรือ พรบ.นิรโทษกรรม แต่มาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญยังคงอยู่ เพราะยังไม่ได้แก้ไขในขณะนี้ จะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร นายนิพิฎฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า มาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ 50 มีผลโดยสมบูรณ์ไปแล้ว ดังนั้นแม้จะมีการไปสั่งแก้ไข หรือยกเลิก ม.309 มันก็ไม่มีผลอะไร
ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกมธ.ปรองดองซีกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การลาออกของพรรคประชาธิปัตย์ไมได้เป็นอุปสรรคของการปรองดอง ยืนยันว่าพรรคให้การสนับสนุนแนวทางปรองดอง เห็นได้จากมีการตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมกับกมธ.มาโดยตลอด อย่างไรก็ตามสิ่งที่กมธ.พยายามทำอยู่นี้ เหมือนจะพยายามทำให้มีการเร่งรัด รวบรัด ตัดตอน อย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันในเนื้อหาที่เสนอต่อสภา ก็มีการตัดตอนเนื้อหาข้อความบางส่วนในรายงานจากสถาบันพระปกเกล้า เพราะชัดเจนว่าในรายงานนั้นคณะวิจัยต้องการให้กมธ.ทำงานโดยไม่ใช้เสียงข้างมาก และต้องการให้มีการสร้างบรรยากาศแห่งการปรองดองร่วมกันก่อน เพื่อหาจุดร่วมที่เห็นพ้องต้องกัน แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับในส่วนนี้ ดังนั้นตนคิดว่ากมธ.ต้องทบทวนให้ดี เพราะการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ย่อมไม่ได้มาจากเสียงข้างมากอย่างแน่นอน
“อภิรักษ์” ขย่มรัฐจี้แก้ของแพง ชี้ขึ้นราคาพลังงานต้นทุนการผลิตยิ่งทวี
มีนาคม 14, 2012 by blackkat
Filed under breakingnews, news report, เศรษฐกิจ
“อภิรักษ์” รมว.พาณิชย์เงา ปชป. ออกโรงบี้รัฐเร่งแก้ไขของแพงทั้งแผ้นดิน ชี้รัฐขึ้นราคาพลังงานต้นทุนการผลิตยิ่งทวีภาวะของแพง โชว์ผลสำรวจราคาของแพง 10 จ.ตอกน้ำรัฐเอาไม่อยู่แม้กระทั่ง42 สินค้าหมวดควบคุม ทั้งอาหาร อุปโภค บริโภค และภาคเกษตร สอนมวย ไม่คุมต้นทุนการผลิตภาคขนส่งและพลังงาน แต่กลับไปไล่จี้คุมราคาหน้าฟาร์ม
เมื่อเวลา 11.30 น. ที่พรรรคปรชาธิปัตย์ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรมว.พาณิชย์ เงา พรรคประชาธิปัตย์ แถลงหลังการประชม ครม.เงาของพรรคว่า จากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่สินค้าอุปโภคบบริฏโภคถีบตัวสูงขึ้นสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน สะท้อนตั้งแต่การปรับโครงสร้างด้านพลังงานในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นที่ลิตรละ 32.33 บาท ขณะที่เบนซิน 91 ตกลิตรละ 41.50 บาท ก๊าซเอ็นจีวี 9.50 ต่อกิโลกรัม ทำให้ต้นทุนภาคขนส่งขึ้นทั้งระบบ พรรคได้ออกสำรวจสินค้าอุปโภคบริโภคใน 10 จังหวัดทั่วประเทศ คือ กรุงเทพฯ ระยอง เพชรบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานีและสงขลา พบว่าสินค้าหมวดบริโภคที่สูงขึ้นคือ ไข่ไก่ ผักคะน้า มะนาวและหมูเนื้อแดง ที่แม้กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายคุมราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาทแต่ข้อเท็จจริงพบว่า หมูเนื้อแดงขายอยู่ 120-130 บาท หรือราคาแนะนำข้าวราดแกงที่กระทรวงควบคุมอยู่ที่จานละ 20-25 บาทต่อจาน แต่ความเป็นจริงกลับขายถึง 30-35 บาท ยังไม่รวมราคาไข่ดาวที่ตกใบละ 7-10 บาท ซึ่งไม่เป็นไปตามราคาที่กระทรวงควบคุม
นายอภิรักษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีสินค้าควบคุม 42 รายการของกระทรวงพิชย์ที่พบว่ายังมีราคาขายให้กับประชาชนสูงกว่าที่กระทวงกำหนดราคาให้เช่น 1.สินค้าในหมวดอาหาร ข้าวสาร ไข่ไก่ เนื้อหมู นมข้นหวาน นมผง นมสด 2.หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค ผงซักฟอก ผ้าอนามัย กระดาษชำระ 3.หมวดปัจจัยการเกษตร เช่น ปุ๋ยชนิดต่างๆที่ราคาเพิ่มสูงขึ้น ตนจึงขอให้รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์เร่งรัดควบคุมราคาสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภคให้อยู่ในราคารควบคุมของที่กระทรวงประกาศ เพื่อเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชน นอกจากนี้ฝากไปถึงรัฐบาลให้เร่งออกมาตรการรองรับการปรับขึ้นค่ารแรง 300 บาทต่อวันที่จะประกาศใช้งันที่ 1เม.ย.55 ที่จะทำให้ค่าแรงขั้นต่ำในกทม. ปริมณฑลและจ.ภูเก็ตอยุ่ที่ 300 บาท ขณะที่จังหวัดอื่นๆๆทั่วประเทศก็จะมีการปปรับค่าแรงขึ้น 40% เป็นอย่างน้อย จากการเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการทุกภาคส่วนจะทำให้ต้นทุนสินค้าปรับสูงเพิ่มขึ้นอีก ส่งผลกระทบให้พี่น้องเกษตรกรได้รับผลกระทบมากที่สุดมากถึง 50% ที่จะกระทบด้านค่าแรงในการผลิต และจะให้ข้าวสารบรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัมจะมีการปรับราคาสูงขึ้น 10-15% กระทรวงต้องมีมาตรการรองรับที่ชัดเจนในเรื่องเหล่านี้
“ไม่อยากเห็นกระทรวงพาณิชย์ไปควบคุมราคาที่ต้นทางของการผลิตคือ จากพี่น้องเกษตรกร ผู้เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่หน้าฟาร์ม เพราะเป็นการบิดเบือนกลไกราคาตลาด แต่ขอให้รัฐบาลเข้าไปควบคุมต้นทุนในปัจจัยการผลิตเช่น ช่วยลดค่าอาหารในการเลี้ยงไก่ไข่หรือเลี้ยงหมู การตึงราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการขนส่ง ควบคุมกลไกของพ่อค้าคนกลาง ค่าแรงงาน ค่าการขนส่ง ค่าปุ๋ย ซึ่งจะเป็นการแก้ไขตรงจุดมากกว่า และให้เร่งออกมาตรการรองรับการรองลับสิรค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งจากจีนและกัมพูชาเข้ามาสวมสิทธิ์ทั้ง มันสำปะหลัง ข้าว กระเทียมและหอมให้เข้มงวดจริงจัง รวมทั้งให้รัฐบาลเร่งหาตลาดในการรองรับผลผลิตการเกษตร ผลไม้จากภาคตะวันออกคือ ทุเรียน เงาะและมังคุดที่จะออกมาในฤดูร้อนนี้จำนวนมากและจะทำให้ราคาตกต่ำ” นายอภิรักษ์ กล่าว
นายอภิรักษ์กล่าวต่อว่า ในวันอาทิตย์ที่ 18 มี.ค.เวลา 09.00-12.00น.ทางพรคประชาธิปัตย์จะจัดเสวนาในเรื่อง “ฝ่าวิกฤติ ข้าวของแพง” โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และในฐานผู้นำฝ่ายค้านฯ ซึ่งจะมีมาตรการที่จะเสนอปัญหาค่าครองชีพ พร้อมตัวแทนของพ่อค้าแม่ค้า ภาคธุรกิจ สมาคมผู้ค้าปลีกและนักวิชาการมาร่วมให้ข้อมูลสะท้อนปัญหาและแนวทางการแก้ไข จึงขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพสูงและปัญหาปากท้องของประชาชนมากกว่าการเน้นแก้ไขปัญหารการเมืองที่ได้ทำอยู่ในขณะนี้
“ณัฐวุฒิ” เย้ย “ปชป.-พธม.” เปิดแผงลอยคอยเก้อ แก้รธน.ไม่นำไปสู่ปฎิวัติ
มีนาคม 11, 2012 by pafrank
Filed under breakingnews, การเมือง
ปชป. จวก รัฐไม่เอาไหนค่าครองชีพภาคครัวเรือนสูง “แพงทั้งแผ่นดิน”
มีนาคม 7, 2012 by pafrank
Filed under breakingnews, การเมือง
ปชป.ได้ที ขย่มรัฐบ้อท่า เอาไม่อยู่ ภาวะเศรษฐกิจพุ่งค่าครองชีพภาคครัวเรือนสูง ย้ำ “แพงทั้งแผ่นดิน” เพราะรัฐบาลละทิ้งประชาชน จนดัชนีความทุกข์เพิ่มสูง “ชวนนท์”เหน็บ” บุญทรง”เปิดร้านขายข้าวเองจะได้รู้หัวอกพ่อค้า แม่ค้า ที่ต้องแบกรับต้นทุน แต่ถูกรัฐคุมราคาขาย
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาล์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาค่าครองชีพสินค้าราคาแพงว่า การบริหารแผ่นดินของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ชุดนี้ผานมา 6 เดือนประเทศอยู่ในภาวะ “แพงทั้งแผ่นดินทั่วประเทศ” และเป็นรัฐบาลชุดแรกที่ถูกฟ้องร้องศาลปกครองจากประชาชนมากที่สุดเป็นประว้ติการณ์ถึง 4คดีคือ 1.เรื่องของการบริหารจัดการน้ำ 2.นโยบายบัตรเครดิตพลังงาน 3.กำลังจะถูกประชาชนฟ้องร้องอีกจากการสร้างเขื่อนรอบนิคมอุตสาหกรรมและ4.กรณีตลาดนัดสวนจตุจักรที่ถูกยึดโดยกระทรวงคมนาคม ซึ่งบรรดาพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัดจตุจักรก็อาจเตรียมไปฟ้องศาลปกครองเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่า การที่ประชาชนหมดทางพึ่งหมดทางไปจนต้องใช้ศาลปกครองมาเป็นที่พึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่ที่พึ่งของประชาชนอีกต่อไป รัฐบาลมีหน้าที่เพียงตอบสนองนายทุนและผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง
นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลละทิ้งปัญหาของประชาชนคนไทยทั้งประเทศและตนยืนยันได้ว่า ดัชนีความทุกข์ของประชาชนจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนวันของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ และตนก็เชื่อว่าดัชนีความุขของผู้ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลความสุขก็จะเพิ่มมากขึ้น การชดเชยเยียวยา การดูแลผู้ที่สนับสนุนให้ล้มล้างรัฐบาลชุดที่แล้วก็จะเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ฉะนั้นตนขอเตือนประชาชนว่า ความทุกข์ของเราจะยังเพิ่มต่อไปเช่น การรอคอยปัญหาค่าครองชีพเพราะนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลัง พูดเองว่า ไม่สามารถควบคุมได้เพราะประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดพูดง่ายๆประชาชนต้องไปตายเอาดาบหน้ากันเอง และรวมไปถึงการที่นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน ที่ออกมาระบุว่า จะลอยตัวราคาแก๊สหุงต้มภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม เราเตรียมรับราคาข้าวแกงจานละ1ร้อยบาทได้
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงกรณี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ สั่งกรรมสรรพากรตรวจสอบร้านอาหารฟู๊ดคอร์ดที่ขายเกินราคาที่กำหนดว่า ตนคิดว่าหากนายบุญทรงลำบากมากให้ท่านไปเปิดร้านขายข้าวเองดีว่า พ่อค้าแม่ค้าเขาขายตามราคาที่กำหนด 25-30 บาทไม่ได้เพราะต้นทุนแพง น้ำมันท่านก็ขึ้น ราคาสินค้านทุกอย่างแพงขึ้น ท่านจะรังแกเขาไปถึงไหน นี่หรือรัฐบาลที่ทำเพื่อประชาชน รัฐบาลที่สัญญาจะไปดูแลพี่น้องเกษตรกร เป็นรัฐบาลของไพร่ แต่วันนี้ไพร่นั่งรถเบนซ์กันหมด ท่านใช้ใจอะไรไปสั่งกรมสรรพากรตรวจสอบร้านข้าวแกงที่ขายราคา 35 บาท ตนอยากฝากถึงประชาชนว่า เราอยู่ในยุคมืดถูกการคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งนี้ ระหว่างการแถลงข่าวนายชวนนท์ยังได้นำตารางเปรียบเทียบราคาสินค้าเกษตรระหว่างช่วงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯรวมและน.ส.ย่ิงลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ โโยในช่วงที่นายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกฯราคามันสำปะหลังมีราคา 3.30 บาทต่อกก.กระเทียม 16 บาทต่อกก. หอมแดง 38 บาทต่อกก. ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรในยุครัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ มันสำปะหลังราคา 1.50 บาทต่อกก.กระเทียม 6 บาทต่อกก.และหอมแดง 8-12 บาทต่อกก.
ปชป.จี้นายกฯเร่งแก้ปัญหาปากท้องปชช.
มีนาคม 3, 2012 by piggy
Filed under breakingnews, การเมือง
“โฆษกปชป.” จี้ “นายกฯ” เร่งแก้ปัญหาปากท้องปชช. ชี้ ค่าครองชีพสูงขึ้นกว่าปีก่อน
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรีบในการแก้ไขปัญหาปากท้องค่าครองชีพภาคครัวเรือนของประชาชนที่ถีบตัวสูงขึ้นมากว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าครองชีพในเดือนเดียวกันของปีที่แล้วพบว่า ค่าครองชีพของปี2555 สูงกว่าปีก่อนหลายเปอร์ซ็นต์ ทั้งนี้ การที่รัฐบาลบอกว่าจะควบคุมราคาสินค้าอุปโภค บริโภค แต่กลับปล่อยขึ้นราคาน้ำมันดีเซล แก็สเอ็นจีวีและแอลพีจี ซึ่งเป็นต้นทุนของการจนส่งสินค้าทุกชนิด เป็นการสะท้อนว่า รัฐบาลบริหารนโยบายด้านพลังงานแบบสะเปะสะปะ เกิดปัญหา อีกทั้ง มีการคาดการณ์กันว่า ราคาน้ำมันดีเซลในช่วงปลายปีจะพุ่งสูงถึง 36-37 บาท และเอ็นจีวีอาจถึง 15 บาทต่อลิตรหรือมากกว่านั้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลกลับไปตรึงราคาดีเซลให้ต่ำกว่า 30 บาทเหมือนยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และก๊าซเอ็นจีวี แอลพีจีควรควบคุมให้อยู่ในระดับอัตราที่เหมาะสม ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถควบคุมราคาสินค้าที่ต้นทุนคือ ราคาเชื้อเพลิงได้ ก็จะสามารถควบคุมราคาสินค้าที่ปลายทางได้ การสร้างภาพสินค้าราคาธงฟ้าอย่างสัปดาห์ก่อนที่ตลาดมีนบุรีวันนี้ขอให้นายกฯไปดูว่ามีร้านค้าไหนติดธงฟ้าและขายข้าวราดแกงในราคาที่รัฐบาลกำหนดให้บ้าง ไม่มีแล้ว เพราะรัฐฐาลไปกำหนดราคาที่ปลายทางแทนที่จะควบคุมต้นทุนที่ต้นทางประชาชนจึงรับเคราะห์เช่นนี้
กมธ.แก้รธน.ซีก ปชป.โดดรับลูกเห็นด้วยแก้ ม.237
มีนาคม 3, 2012 by piggy
Filed under breakingnews, การเมือง

กมธ.แก้รธน.ซีก ปชป. โดดรับลูกเห็นด้วยแก้ ม.237 กรณีโทษยุบพรรคแนะเปลี่ยนโทษตัดสิทธิกก.บห.พรรคยกชุด 5 ปี
นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการสามัญพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ….. กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.237 ที่เกี่ยวกับโทษยุบพรรคการเมืองว่า มาตราดังกล่าวเคยมีคณะกรรมมาธิการ 2 ชุดคือ ชุดนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี และชุดนายสมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ ศึกษาและมีข้อเสนอให้แก้ในมาตราดังกล่าวไว้แล้ว ซึ่งในขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ขัดข้อง พร้อมที่จะรับข้อเสนอมาปฏิบัติเพียงแต่ช่วงเวลาในขณะนั้น พรรคถูกยื่นยุบต่อศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าหากนำเสนอให้มีการแก้ไขมาตราดังกล่าวในช่วงเวลานั้น ก็จะถูกวิจารณ์ว่าเป็นการฉวยโอกาส เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว จึงปล่อยให้คดีและการต่อสู้ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ได้เสร้สิ้นไปตามกระบวนการยุติธรรมก่อน ซึ่งขณะนี้ไม่มีพรรคการเมืองใด อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการยุบพรรค ถ้าจะยกมาตรา 237 ขึ้นมาแก้ไข ก็ถือว่าเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นายเทพไท กล่าวต่อว่า มาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจยุบพรรคการเมืองได้ จากการะทำความผิดคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งถือว่า ไม่ยุติธรรมสำหรับพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรคเป็นจำนวนมาก ที่ต่างเป็นเจ้าของพรรค เพราะพรรคการเมืองเป็นองค์กรของมวลชน ไม่ใช่ของเจ้าของพรรคหรือใครคนใด คนหนึ่ง หากมีความผิดก็ไม่สมควรที่จะยุบพรรค น่าจะมีตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบต่อการกระทำความผิดนั้นๆมากกว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นกรรมการบริหารพรรค ไม่ควรถูกยุบพรรค แต่คณะกรรมการบริหารพรรคควรต้องรับผิดชอบทั้งชุดคือ ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ถ้าจะให้รับผิดชอบคนใดคนหนึ่ง การกระทำความผิดของคณะกรรมการบริหารพรรคก็ไม่ต่างไปจากสมาชิกพรรคทั่วๆไป ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องปละปัดความรับผิดชอบเพราะกรรมการบริหารพรรคต้องมีความรับผิดชอบเหนือกว่าสมทาชิกพรรคทั่วไป เพราะการตัดสินใจหรือการะทำใดๆของคณะกรรมาการบริหารพรรคล้วนมีผลได้เสียและผูกพันธ์โดยตรงกับพรรคและผลประโยชน์ต่อพรรคในการเข้าสู่อำนาจรัฐ จึงต้องรับผิดชอบร่วมกันยกชุด
“ปชป.” ติวเข้มลูกพรรค “กรณ์” แนะ ใช้เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางสื่อสารกับ ปชช.
กุมภาพันธ์ 28, 2012 by piggy
Filed under breakingnews, การเมือง

“ปชป.” ขนขุนพลรองหน. ติวเข้มลูกพรรค “กรณ์” แนะ ใช้เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางสื่อสารกับ ปชช. ขายตรงสมาชิกพรรค ให้รับข่าว “ทีนิวส์” หลังมี “บลูสกาย” ยอมรับเก้าอี้ส.ส.ในกทม.ยังสูสีคู่แข่ง เตรียมปรับแผนยึดแนวสร้างมวลชนเหมือนภาคใต้
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมซากุระแกรนด์วิว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาศักยภาพสาขาพรรค 14 จังหวัดภาคใต้ โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าภาคกทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการสื่อสารของสมาชิกพรรคกับผู้บริหารของพรรคว่า ปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารที่สำคัญคือ มีสื่อในบลูสกายแชนแนลทีวี ทีวีดี ซึ่งเป็นทีวีดาวเทียม รวมถึงทีนิวส์ ซึ่งเป็นสื่อที่เป็นพันธมิตรกับพรรคสามารถติดตามได้ว่าผู้บริหารของพรรคดำเนินงานอย่าไร นอกจากนี้ ยังมีสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุ๊คที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทำความเข้าใจกับกลุ่มคนที่เข้ามาแชร์ติดตามเป็นเพื่อน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เอื้อต่องานการเมือง ทำให้รู้แนวคิดของพรรคและคู่แข่งขัน จึงอยากให้สมาชิกพรรคได้ติดตามข่าวสารในช่องทางดังกล่าว หรือการรับข่าวสารเอสเอ็มเอสของทีนิวส์ ที่ได้จัดทีมติดตามการทำข่าวของผู้บริหารพรรค ซึ่งหากสมัครเป็นสมาชิกรับข่าวสารเดือนละ 39 บาท สมาชิกพรรคก็สามารถรับรู้ข่าวสารความเป็นไปของผู้บริหารพรรคและเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสื่อสาร รวมทั้งหากจะติดตามดูรายการสายล่อฟ้าก็จะทราบประเด็นสถานการณ์ ข่าวร้อน ที่จะใช้เป็นข้อมูลในการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เพื่อใช้ในการต่อสู้ใต้เข็มขัดได้อีกช่องทางหนึ่ง
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวก็เห็นว่าบทสรุปของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่สรุปปิดการอภิปรายในวาระแรกชัดเจนที่ต้องตอกย้ำใน 3ข้อ เพื่อขอคำตอบอย่างชัดเจนจากรัฐบาลคือ 1.ยืนยันจะไม่แตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์ 2.ไม่แตะต้ององค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ เช่น ตุลาการ ระบบศาล 3.ต้องไม่แก้ไขเพื่อผลประโยชน์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และไม่ให้มีผลย้อนหลังในโทษต่างๆ ที่ศาลตัดสินแล้ว แต่ทำไมรัฐบาลนี้จึงไม่กล้าออกมายืนยันรับปากทั้ง 3 เรื่อง ดังนั้น พรรคจึงต้องต่อสู้อย่างหนักในอีกหลายเดือนนักจากนี้ สำหรับตนแม้จะเป็นรองหัวหน้าภาคกทม. ซึ่งสื่อยังเข้าใจผิดว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถยึดครองกทม.ได้ 23 ที่นั่งจากเก้าอี้ทั้งหมด 33 ที่นั่ง แต่เมื่อรวมตัวเลขของคะแนนทั้งหมดกลับพบว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนะคู่แข่งแค่ 6 หมื่นคะแนน เฉลี่ยแล้วแต่ละเขตชนะไม่กี่พันคะแนน ถือว่าสูสีกันมาก ตนจึงขอเรียนรู้การสร้างมวลชนและการจัดตั้งสมาชิกของสาขาพรรคในภาคใต้ด้วยว่าทำอย่างไรถึงทำให้คนภาคใต้ยึดมั่นและศรัทธาพรรคประชาธิปัตย์ได้เหนียวแน่นขนาดนี้










กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการศึกษา
กระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
สำนักนายกรัฐมนตรี
กระทรวงคมนาคม
กระทรวงพาณิชย์
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงกลาโหม

















