“อภิสิทธิ์” ร่ายยาวกลางสภาฯ โต้ไม่ฉวยโอกาสการเมืองเล่นงานรบ.
พฤศจิกายน 12, 2011 by Anuthida_c
Filed under breakingnews, news report, การเมือง
“อภิสิทธิ์” ร่ายยาวกลางสภาฯ โต้ไม่ฉวยโอกาสการเมืองเล่นงานรัฐบาล แจงไม่เจาะจงให้ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินแก้วิกฤตน้ำท่วม ยันรัฐบาลเก่าไม่ได้กักน้ำล้นเขื่อน เซ็งถูกครหาปล่อยจระเข้กัดคน ขณะที่“ยิ่งลักษณ์”ขู่พร้อมลงโทษงาบถุงยังชีพ
เมื่เวลา 10.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายว่า นายกฯพูดหลายครั้งว่า สถานการณ์เช่นนี้อยากเห็นการเมืองสร้างสรรค์ ยืนยันว่า ตลอดเวลาที่ในการทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนประชาชน เข้าใจว่า ไม่มีใครอยากให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ อยากบอกนายกฯว่า ไม่เคยมียุคใดที่ฝ่ายค้านร่วมมือแก้ปัญหาเท่ากับยุคนี้ ตนหลีกเลี่ยงการวิจารณ์ บั่นทอนการทำงานรัฐบาล แต่กลับมีโฆษกพรรคเพื่อไทยตำหนิว่า การลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนของตนเป็นการสร้างภาพ แต่ไม่ทำให้ย่อท้อ ขอให้นายกฯไม่ต้องกังวลปัญหาการเมืองจากฝ่ายค้าน หากอยากฉวยโอกาสทางการเมืองก็ไม่ยาก แต่ไม่เคยฉวยโอกาส ยืนยันว่า ผู้ว่าฯกทม.ไม่คิดเล่นการเมืองเช่นกัน
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องกฎหมายพิเศษนั้น ไม่ได้เจาะจงว่า ต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งที่ในสมัยรัฐบาลทักษิณปี 2548 เคยบอกว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ได้ใช้ปราบคน แต่รวมถึงใช้ดูแลภัยธรรมชาติด้วย ส่วนการตั้งคณะกรรมการ 2 คณะของรัฐบาล ถือว่าดีแล้ว แต่วันนี้นายกฯต้องมีสมาธิจัดการปัญหาเฉพาะหน้า อย่าเพิ่งไปวาดฝันเรื่องการบริหารจัดการในอนาคต โดยต้องเร่งกู้ถ.พระราม 2 ถ.บรมราชชนนี ขณะที่ฝั่งตะวันออก บางชัน ลาดกระบัง หลายกระทรวงต้องเข้าไปดูแล รวมถึงฝั่งคลองบางซื่อ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้ากทม.ชั้นใน ตนกังวลว่า บางครั้งคิดเรื่องการเมืองมากเกินไป โดยฝ่ายที่ไม่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ก็โจมตีรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนก็พยายามปัดประเด็นเหล่านี้ออกไปถือว่า อันตราย การที่บอกว่า ปัญหาเกิดจากปริมาณน้ำฝนมาก จนทำอะไรไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้จะเรียกความเชื่อมั่นจากคนไทย และประชาคมโลกได้อย่างไร
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน ซึ่งมีการหยิบเป็นประเด็นการเมืองว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์จงใจกักน้ำในเขื่อน ทำให้เกิดน้ำท่วม ตนเสียใจที่ศปภ.กล่าวหาพวกตน อยากชี้แจงว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนช่วงก่อนยุบสภา อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าเกณฑ์กักเก็บต่ำสุด เพราะช่วงนั้นแล้งมาก ถ้าดูจังหวะจริงๆที่จะระบายน้ำได้คือ เดือน ส.ค.ถึง ก.ย. 54 จากนั้นก็มีพายุเข้ามาหลายลูก ทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรมว.เกษตรฯยอมรับว่า ต้องชะลอการปล่อยน้ำ เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรเก็บเกี่ยว แล้วปล่อยให้น้ำเข้าทุ่งภายหลัง จะผิดหรือถูกก็ประเมินกันเอง ไม่เข้าใจว่า ทำไมเอาเรื่องนี้มาเล่นการเมืองว่า เป็นความผิดของรัฐบาลที่แล้ว ดังนั้นในวันข้างหน้าต้องทบทวนระบบนี้ เพราะมีปัญหาเรื่องข้อมูลที่กฟผ.กับกรมชลประทานใช้ไม่ตรงกัน
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มีข้อเสนอแนะคือ 1.เรื่องการระบายน้ำ เป็นแบบต่างคนต่างทำ คนทำงานไม่มีความเข้าใจภาพรวมเรื่องการเชื่อมโยงกับจุดอื่นๆ ดังนั้นต้องเร่งทำระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่เขื่อนใหญ่จนถึงอุโมงค์ยักษ์ ให้มีการรวมศูนย์อยู่ที่เดียว 2.การบริหารจัดการน้ำลงทะเลผ่านแม่น้ำสายหลัก 3 สาย ต้องให้สมดุลกัน 3.การแก้ไขระบบบริหารจัดการน้ำที่เดิมออกแบบไว้เฉพาะแก้ปัญหาน้ำหลาก จึงควรปรับระบบรองรับปัญหาน้ำทุ่งด้วย 4.ระบบการสื่อสารไปยังประชาชนมีปัญหา ทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่น หน่วยงานรัฐควรสื่อสารไปยังประชาชนให้แม่นยำที่สุด
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หลังจากนี้เชื่อว่า คณะกรรมการ 2 ชุดที่รัฐบาลจะเสนอโครงการลงทุนต่างๆจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นภาระงบประมาณอีกหลายปี ดังนั้นต้องบริหารจัดการเรื่องคนให้ดีที่สุด เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ใช้ประตูระบายน้ำบริหารน้ำ แต่ใช้มวลชนบริหารแทน ซึ่งแก้ปัญหาไม่ได้ จึงต้องอธิบายให้มวลชนเข้าใจ ใครเสียหายต้องชดเชยเยียวยาให้เป็นพิเศษ เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะสร้างคันกั้นน้ำแล้วพอถึงเวลาก็มีนักการเมืองยกมวลชนมาทำลาย ส่วนเรื่องจระเข้าก็ไม่รู้เป็นอย่างไร ตนอยู่เฉยๆก็ถูกกล่าวหาว่า ทำให้น้ำท่วมเพื่อปล่อยจระเข้ามากัดคน ยืนยัน ไม่ได้เล่นการเมือง
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องถุงยังชีพฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ เรื่องนี้ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการมาสอบ แค่เปิดถุงยังชีพมาดูว่า สินค้ามีมูลค่าตามที่ตั้งไว้หรือไม่ เรื่องถุงยังชีพมีการเลื่อกปฏิบัติ บางพื้นที่ได้ บางพื้นที่ไม่ได้ มีการแบ่งสีกันอยู่ ประเด็นนี้ต้องจบ ที่ผ่านมามีคนถามตนว่า นายกฯต้องลาออกหรือไม่ คิดว่า วันนี้ไม่ใช่จะมาคิดเรื่องนี้ แต่เราต้องแก้วิกฤต ร่วมกันเดินหน้าแก้ปัญหา โดยนายกฯต้องทบทวนว่า การเมืองไม่ควรไปยุ่งกับการบริหารน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจโดยการก้าวข้ามความเห็นนักกวิชาการ ข้าราชการ หรือการหวังผลทางการเมืองจากความเดือดร้อนปชช. จะต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป ไม่เช่นนั้นนายกฯต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ขอให้สบายใจไม่มีใครอยากฉวยโอกาส ใครจะมากระแหนะกระแนน หรือว่า ตนรอส้มหล่น ไม่มีแน่ ขอให้พวกท่านอย่างสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเอง วันนี้กองทัพก็สนองตอบต่อรัฐบาล อย่าสร้างเงื่อนไขให้เกิดความวุ่นวายหลังน้ำลด ฝ่ายค้านมีหน้าที่ต้องตรวจสอบ ใครหาประโยชน์ก็ต้องจัดการตามหน้าที่
จากนั้นเวลา 11.20 น. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานในที่ประชุม ได้ปิดการอภิปราย โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณว่า ข้อสังเกตของสมาชิก สิ่งใดที่เป็นประโยชน์และทำได้ ก็จะทำทันที แต่อาจไม่ทำวันนี้เพราะต้องนำไปส่งต่อให้คณะกรรมการ 2 ชุด เพื่อวางแผนและเสนอแนวทางกลับมายังครม. ยืนยันว่า รัฐบาลดูแลชีวิตและทรัพย์สินประชาชนเต็มที่ เรามีข้อจำกัดด้านทรัพยากร ดังนั้นอาจมีความบกพร่องเกิดขึ้นบ้าง ต้องขอบคุณผู้นำฝ่ายค้านที่ลงพื้นที่เยี่ยมประชาชน เป็นสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น ส่วนเรื่องความโปร่งใสในการบริหารจัดการ จะนำรายละเอียดไปตรวจสอบ หากพบความผิดก็ต้องลงโทษ ส่วนการที่รัฐบาลใช้พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยถือว่าเหมาะสม เพราะเป็นกฎหมายสูงสุด ในการให้อำนาจสั่งการหน่วยงานต่างๆช่วยเหลือประชาชน ส่วนพ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นการห้ามบุคคลเข้าออกเคหะสถาน เพื่อป้องกันการชุมนุมมั่วสุม ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว กระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาล เปรียบเหมือนการรักษาโรค ต้องให้ยาให้ถูกกับโรคด้วย ยืนยันว่า จะตั้งใจ อดทน ไม่ท้อถอยต่อการแก้ปัญหา ฟื้นฟูประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ขอกำลังใจ ความสามัคคีของสมาชิก ประชาชน น้อมนำความสุขของคนในชาติน้อมเกล้า น้อมกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเนื่องในวโรกาส 84 พรรษา จากนั้นนายสมศักดิ์ได้สั่งปิดการประชุมเวลา 11.40 น.
พท.เผยงัดพ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นทางเลือกสุดท้ายแก้น้ำท่วม
ตุลาคม 23, 2011 by nataya_p
Filed under breakingnews, การเมือง
พท.ฉะปชป.เสพติดอำนาจ ดันทุรังให้รัฐบาลใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินแก้วิกฤตน้ำท่วม เผยพ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะปฏิบัติ หวั่นลิดรอนสิทธิประชาชน เชื่อพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแก้ปัญหาได้ดีกว่า อัดปชป.เลิกดิสเครดิตทางการเมือง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์พยายามให้รัฐบาลออกพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตน้ำท่วมว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์ดันทุรังให้รัฐบาลใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินแสดงให้เห็นถึงการเสพติดพ.ร.ก.ดังกล่าว ที่เลิกไม่ได้ ซึ่งการออกพ.ร.ก.ฉุกเฉินจำกัดสิทธิประชาชน กระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ แต่รัฐบาลนี้เป็นประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดังนั้นการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะเป็นวิธีสุดท้าย เพราะเชื่อว่า การใช้พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 31 เป็นทางออกที่ดีกว่าพ.รก.ฉุกเฉิน แม้จะออกพ.รก.ฉุกเฉินก็ไม่แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะทหารมีกำลังแค่ 3 แสนคน แต่มีประชาชนเดือดร้อนทั่วประเทศ ถึงอย่างไรทหารก็เอาไม่อยู่ เพราะขณะนี้เป็นภัยธรรมชาติที่ต้องอาศัยการร่วมแรง ร่วมใจของทุกฝ่าย จึงต้องใช้อำนาจตามพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะเป็นประโยชน์มากกว่า ซึ่งการไม่ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ได้กลัวว่า จะให้อำนาจทหารมากเกินไป เพราะวันนี้ทหารก็ทำงานเต็มที่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้พ.ร.ก. ทหารก็ทำหน้าที่ได้ อีกทั้งการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ไม่ใช่การเปิดช่องทางให้ทหารปฏิวัติ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ยืนยันว่า ไม่มีการปฏิวัติ ถือเป็นสัญญาประชาคม ทหารคงไม่กล้าทำ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์อย่าหลงใหลพ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่เลิก พรรคประชาธิปัตย์ควรเอาเวลาไปเยี่ยมประชาชนในกทม. และปริมณฑลดีกว่า อย่ามัวแต่จ้องดิสเครดิต เล่นเกมการเมือง และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ควรไปเรียนรู้เรื่องหลักการประชาธิปไตยเสียใหม่
รมว.กห. หนุน พ.ร.ก.ฉุกเฉินบางพื้นที่
ตุลาคม 21, 2011 by jariya_n
Filed under breakingnews, เกาะติดสถานะการณ์น้ำท่วมทั่วไทย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้ ถ้าประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินบางพื้นที่ จะทำให้ดูแลสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการประกาศพระราชกำหนดฉุกเฉิน ว่าหากประกาศในบางพื้นที่ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ง่ายขึ้น พร้อมยืนยันว่า ประชาชนกับกองทัพไม่มีปัญหากัน แต่
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ระดับน้ำที่อาจสูงขึ้น พร้อมกล่าวชื่นชมประชาชนในพื้นที่ ที่ประสบอุทกภัยว่า มีความอดทนและให้ความร่วมมือในการซ่อมแซมคันกั้นน้ำเป็นอย่างดี โดยเฉพาะพื้นที่เขตหลักหก
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังกล่าวอีกว่า ตน และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ยกเลิกการไปประชุมที่ต่างประเทศ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้สำคัญกว่า
ที่มา INN
“นายกฯ” ยันทุกฝ่ายร่วมมือเต็มที่- พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังไร้ประโยชน์ (มีคลิป)
ตุลาคม 21, 2011 by nataya_p
Filed under breakingnews, news report, การเมือง, เกาะติดสถานะการณ์น้ำท่วมทั่วไทย
นายกฯลั่นให้กทม.ทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่ ยันทุกฝ่ายร่วมมือดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินไร้ประโยชน์
เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 21 ต.ค.ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.ออกมาเรียกร้องให้ศูนย์ปฎิยัติการช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัย(ศปภ.)ดูแลประชนที่ได้รับผลกระทบจากการที่น้ำทะลักเข้าคลองประปา เขตหลักสี่ และดอนเมือง โดยอ้างว่ากทม.ไม่ได้รับผิดชอบดูแลพื้นที่น้ำในคลองประปาว่า วันนี้ตนไม่ต้องการที่จะพูดคำว่าเราต้องการความเป็นเอกภาพ เพราะวันนี้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่ต่างจังหวัด หรือกทม.ต้องมีภาระรับผิดชอบร่วมกัน และขอให้กทม.ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ขอความกรุณาอย่ามองว่าส่วนไหนเป็นหน้าที่ของศปภ.หรือรัฐบาลเลย เพราะที่จริงแล้วรัฐบาลดูภาพรวม และดูแลพี่น้องประชาชนหลายจังหวัด ถ้าทางกทม.จะช่วยเหลือได้ในส่วนของพื้นที่นี้จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทางรัฐบาลพร้อมสนับสนุน แต่ถ้ากทม.คิดว่าดูแลไม่ไหว เราก็จะเข้าไปดูแล ในความรับผิดชอบพี่น้องประชาชนนั้นไม่ว่าจะอยู่จังหวัดใด ถือว่าเป็นหน้าที่ที่เรารับผิดชอบร่วมกัน และวันนี้ต้องขอแรงในการรวมพลังช่วยกันทุกส่วนเพื่อต่อสู้กับอุทกภัย เพราะครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่หนักมาก เราต้องการความร่วมมือร่วมใจความเป็นเอกภาพที่จะมองภาพรวม ถ้าต่างคนต่างมองในมุมของตนเองจะทำให้ประเทศเดินไม่ได้ วันนี้ตนได้เรียกประชุมทุกหน่วยงานที่จะต้องมาทบทวนกันอีกครั้งว่าจุดใดบ้าง ที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอีกส่วนต้องวางแผนในการดูแลประชาชน เพราะวันนี้เรื่องชีวิตคนเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนได้สั่งการให้แบ่งสายโดยประกาศออกไมค์ให้พี่น้องประชาชนอพยพเพราะเราคงรับ ออกมาทีละครอบครัวคงไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงเวลาที่นายกฯจะพิจารณาประกาศใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการฉุกเฉิน เพื่อจะได้มีอำนาจสั่งการได้เต็มที่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็จะไปพิจารณาดู แต่จริงๆแล้วต้องเรียนว่าการสั่งการวันนี้ เชื่อว่าทุกหน่วยงานมีใจช่วยเหลือ ประเทศไทยวันนี้เราไม่อยากเห็นภาวะเช่นนี้ เพราะจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีปัญหาอยู่แล้ว ขอให้ประชาชนทุกคนร่วมใจกันเถอะทำงานที่จะกู้ภาวะวิกฤตนี้ ถ้ายิ่งประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ยิ่งทำให้ความั่นใจของต่างชาติก็จะบอกว่า ประเทศไทยดูแลกันเองไม่ได้
ซึ่งจริงๆวันนี้เาต้องนำสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นความสามัคคีปรองที่เราจะทำงาน ร่วมกัน อย่างในส่วนของเหล่าทัพเราได้รับความร่วมมือจากทุกเหล่าทัพอย่างดี ก็ไม่แน่ใจว่าการที่จะประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นจะช่วยให้ดีขึ้นหรือไม่ถ้าใจ ของคนเราไม่ได้รวมกัน ที่สำคัญวันนี้การประกาศพ.ร.ก.นั้นคือการบังคับใช้หน่วยงานราชการแต่วันนี้ ศปภ.ได้รับความร่วมมืออย่ามากจากพี่น้องประชาชน จากหน่วยงานเอกชน ทุกหน่วยงานที่มาช่วยกัน รวมทั้งสื่อมวลชนก็ช่วยกันอย่างเต็มที่เลยไม่แน่ใจว่าประกาศพ.ร.ก.จะได้ ประโยชน์อะไร เพราะมันคือการทำงานร่วมกัน
เมื่อถามว่า แต่ทางกทม.ไม่ให้ความร่วมมือเราจะเดินหน้าทำงานต่อไปได้อย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงต้องหารือกทม.อย่างชัดเจนก็หวังว่าเราจะไม่มาเล่นการเมืองกันตรงนี้ หวังว่าเราจะทำงานเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน แล้วอย่ามองว่าการเป็นคนละพรรคหรือคนละเขตนั้นจะทำงานร่วมกันไม่ได้ ตนยินดีเข้าไปทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานและยินดีรับฟังทุกหน่วยงานเพื่อคนไทย ทุกคน เมื่อถามต่อว่า ถ้ากทม.บอกว่าไม่พร้อมรัฐบาลจะยินดีเข้าไปดูแลหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ดิฉันขอไม่พูดดีกว่า เพราะถ้าการพูดของเราออกไปยิ่งทำให้เกิดควมเข้าใจผิดซึ่งกันและกัน ดิฉันอยากจะมองในเจตนาดีว่าท่านผู้ว่าฯกทม.เองอยากให้มีกลไกช่วยกันขอให้ ท่านทำหน้าที่ของท่านอย่างเต็มที และขอร้องทุกท่านทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อประชาชนวันนี้ให้เรา ก้าวผ่านวิกฤตให้ได้” เมื่อถามย้ำว่า ถ้าพื้นที่ไหนกทม.ไม่พร้อมศปภ.พร้อมจะเข้าไปดูหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า พร้อม เราพร้อมเข้าไปช่วย อย่างเมื่อคืนวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมาเราก็เข้าไปดูพื้นที่สายไหมเพราะเราเป็นห่วง ก็เข้าไปดูเพื่อให้แน่ใจว่ากทม.ต้องการความช่วยเหลือจากเราหรือไม่ ล่าสุดที่ได้ไปดูสามารถดูแลตัวเอง และก็มีการฝากทางกทม.แล้วในเรื่องการระบายน้ำให้เต็มที่ ตนคอยที่จะความร่วมมือ และยินดีเสมอส่วนไหนที่ศปภ.หรือรัฐบาล ทุกหน่วยงานจะเข้าไปดูได้ก็ยินดีช่วยกันเต็มที่อยากให้รวมกันเป็นหนึ่งจริงๆ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์คลองประปาตนจะเข้าไปประชุมสถานการณ์ ตนได้สั่งการทมที่ดูเรื่องน้ำให้ประชุมประเมินสถานการณ์อกีครั้ง ส่วนใหญ่พื้นที่เขดอนเมืองยังสูงแต่เราอยากดูเรื่องเส้นทางคมนาคมที่เป็น ปัญหาจัดสรรพื้นที่ให้ประชาชนจอดรถและต้องขอพื้นที่การจราจรเพราะถ้าจอดปิด การจราจรจะเดินทางกันไม่ได้ก็ยิ่งจะทำให้ผู้คนตระหนกตกใจ และไม่สา มารถจะเข้าไปดูแลช่วยเหลือกันได้ รวมถึงการดูแลพื้นที่สำคัญ เช่น บริเวณพระราชวัง หรือพื้นที่สำคัญๆต้องมีผู้ที่คอยดูแลปกป้องรักษาด้วย ขณะเดียวกันต้องมีอีกทีมที่ต้องดูแลการอพยพพี่น้องประชาชนให้มากขึ้น และหาพื้นที่ศูนย์อพยพเพิ่มเติม จะขอไปประเมินตรวจสอบให้รอบคอบก่อน
ต่อข้อถามว่า วันนี้นายกฯประเมินว่าน้ำจะเข้ากทม.มากขนาดไหน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องขอดูเรื่องการทำงานระบายน้ำ จากที่ได้อธิบายไปเมื่อวันที่ 20 ต.ค.ไปแล้วว่าน้ำในส่วนของคลองเปรมประชากรนั้นมามาก และพื้นที่ตรงนั้นเป็นแอ่ง ดังนั้นเราจะพยายามให้น้ำเบี่ยงออกเพื่อให้คลองรังสิตประยูรศักดิ์ระบายน้ำ ได้ เท่าที่ทราบระดับน้ำสูงไม่ทราบว่าเครื่องระบายน้ำจะทำงานได้เต็มที่หรือไม่ ซึ่งทางกรมชลประทานประเมินอยู่ อยากให้พี่น้องประชาชนกทม.ทุกส่วนเตรียมเคลื่อนย้ายสิ่งของให้สูงขึ้น เป็นการเตรียมตัวพร้อมไว้ก่อน เราพยายามจะประเมินสถานการณ์ให้เร็ว และแจ้งให้ทราบ วันนี้เราหาทางเร่งระบายน้ำ เมื่อถามว่า นายกฯจะแน่ใจได้อย่างไรว่า กทม.จะเปิดประตูน้ำตามที่ร้องขอไปแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เตี๋ยวจะมีการคุยกับทางกทม.อีกครั้งในภาพรวมว่ากทม.จะรับปริมาณน้ำได้เท่า ไหร่
“ประยุทธ์”วอนปชช.เชื่อมั่นรบ.แก้วิกฤติน้ำท่วม ชี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่สำคัญเท่าความร่วมมือปชช.
ตุลาคม 15, 2011 by pafrank
Filed under breakingnews
“ประยุทธ์”ตรวจน้ำท่วมนิคมฯนวนคร วอนปชช.เชื่อมั่นรบ.แก้วิกฤติน้ำท่วม โยนรบ.ตัดสินใจใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชี้พ.ร.ก.ไม่สำคัญเท่าความร่วมมือปชช. แนะหยุดทะเลาะ-หยุดโทษกันไปมา รับคนกรุงฯใกล้ลำน้ำกระทบน้ำท่วมแน่ เผยน้ำยังสาหัสท่วมนิคมฯ ยันทบ.เร่งกู้ 4 นิคมฯจมน้ำ ชู “แก้มลิง”ช่วยโรงงานสมุทรสาครไม่ท่วม เตรียมขุดลอกคูคลองเพิ่มป้องน้ำท่วม
เมื่อเวลา 10.00 น.ที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วยพล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เสนาธิการทหารบก และพล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 เดินทางลงตรวจสภาพสภานการณ์น้ำท่วม โดยมีพล.ต.พิสิทธิ์ สิทธิสาร ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) สรุปสถานการณ์น้ำท่วมให้ผบ.ทบ.รับฟัง จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ว่า ทางศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.)สั่งการยังมายังกองทัพบกให้ช่วยดูแลนิคมอุตสาหรรมต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งใน 3 นิคม ที่ผ่านมาทั้งนิคมโรจนะ ไฮเทค และนิคมสหรัฐ ที่บางปะอิน กองทัพพยายามกู้อยู่ แต่เป็นที่น่าหนักใจเพราะกระแสน้ำมามากเหลือเกิน ไม่ใช่เป็นความบกพร่องหรือล้มเหลวของใคร เป็นแต่เพียงว่า ปริมาณน้ำสาหัส ส่วนนิคมฯนวนคร เป็นแห่งที่ 4 ซึ่งเป็นทางน้ำจากทางเหนือลงมาทางใต้ แต่เท่าที่สำรวจดูสบายใจนิดหนึ่งเพราะมีการเตรียมการที่ดีมาก และมีความเข้มแข็งในการดูแล หากสามารถต้านทานกระแสน้ำครั้งนี้ได้ อาจเป็นแบบอย่างเรื่องการทำกำแพงกั้นน้ำในอนาคต
“รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนิคมฯอย่างมาก ไม่เฉพาะเรื่องการลงทุนอย่างเดียว แต่ประชาชนที่ทำงานอยู่ในนิคมฯเป็นแสนๆคน ต้องหยุดงาน หากหยุดงานนาน 6-7เดือนจะมีผลกระทบต่อครอบครัว เราจึงพยายามป้องกันน้ำ เพื่อให้นิคมฯสามารถดำเนินงานต่อไปได้ ประชาชนต้องเข้าใจว่า จะต้องป้องกันไม่ให้น้ำทะลักเข้ามาภายในโรงงาน เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรอบของโรงงาน โดยให้ทางพล.1รอ.เป็นผู้รับผิดชอบ และกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.) กองทัพภาคที่ 1 หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ (นปอ.)มาร่วมด้วย ผมได้ให้แม่ทัพภาคที่ 1 นำบทเรียนจากนิคมฯ 2-3 แห่งที่เกิดขึ้นมาแนะนำกับยนิคมฯนวนคร โดยลึกๆยังเป็นห่วง เนื่องจากปริมาณน้ำในปัจจุบันไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่จากที่ได้ฟังรายงายของกรมอุตุนิยมวิทยา การระบายน้ำที่ออกจากเขื่อนต่างๆลดลง ซึ่งนิคมฯแห่งนี้จะอยู่ทางทิศใต้ ที่ลงมาจากบางปะอิน ดังนั้นจะต้องขุดลอกคูคลอง เพื่อให้น้ำไหลได้สะดวกมากยิ่งขึ้น”ผบ.ทบ.กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว่า เราจะทำอย่างไรให้ปริมาณน้ำหลายล้านลูกบาศก์เมตรที่ท่วมอยู่ในพื้นที่ภาคกลางลงสู่ทะเลได้โดยเร็ว ทั้งนี้รัฐบาลได้นำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ในเรื่องการระบายน้ำพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคตะวันตกให้ไหลลงทะเลให้เร็วขึ้น กองทัพบกมีส่วนร่วมกับกองทัพเรือ กระทรวงคมนาคม หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา(นทพ.) ในการขุดลอกทำคูลัด คลองลัด ประมาณ 3-4แห่งเพื่อผลักดันน้ำไหลลงทะเลให้เร็วมที่สุด พอที่จะรองรับปริมาณน้ำใหม่ ทั้งนี้ยอมรับว่า ไม่สามรถไปดูแลได้ทั่วถึง เพราะเป็นพื้นที่กว้าง ดังนั้นประชาชนต้องเชื่อฟัง โดยเฉพาะการอพยพประชาชนไปอยุ่ในที่ที่ปลอดภัย ถ้าทุกคนยังอยู่ที่บ้านคงไม่สามารถแก้อะไรได้
“ส่วนการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่เป็นเรื่องของรัฐบาล ทหารไม่มีความขัดแย้ง และไม่เคยเสนออะไร ทหารทำหน้าที่ในกรอบของทหาร และทำตามนโยบายที่ศปภ.สั่งการลงมา การจะมีพ.ร.ก.หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งสำคัญเราต้องร่วมมือกัน และไม่กล่าวให้ร้ายกัน แน่นอนว่า งานใหญ่ และคนเยอะ ความเดือดร้อนมาก ผลกระทบจึงเกิดขึ้นเยอะ อย่าโทษกันไปมาทุกคนจะต้องช่วยกัน ขณะนี้ต้องเชื่อมั่นรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ประเทศชาติต้องมีรัฐบาล ใครจะเป็นรัฐบาลก็คือรัฐบาล ถ้าไม่เชื่อมั่นรัฐบาล ระบบราชการจะต้องล้มเหลวหมด ประเด็นสำคัญ คือ ประชาชนที่เดือดร้อนมากๆก็ร้อนใจ แต่เราอย่าโกรธเคืองกัน ต้องเห็นใจกัน และเราจะไม่ตอบโต้หรือโต้เถียงใดๆทั้งสิ้น เราไม่อยากบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนในตอนนี้เพราะเดือดร้อน สิ่งสำคัญต้องสร้างความเข้าใจกันมากกกว่า ส่วนพื้นที่กทม. เราเตรียมการเป็นอย่างดี แต่ประชาชนที่อยู่บริเวณคันกั้นน้ำ และติดกับล้ำน้ำ ที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ซึ่งคนต่างจังหวัดและคนกรุงเทพต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน เอื้อเฟื้อต่อกัน พื้นที่ตรงไหนกันได้ก็ต้องกัน หากท่วมทั้งหมด แล้วมานั่งมองตากันปริบๆไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะไมรู้จะไปตรงไหน เป็นคนไทยต้องเห็นใจกัน”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนได้ใช้ 126 สถานีวิทยุของกองทัพบกประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบตลอด 24 ชม. และพยายามทำความเข้าใจ ส่วนในพื้นที่ 3 คลอง ได้สั่งทหารช่างลงไปปฏิบัติแล้ว วันแรกได้ประมาณ 10 % ระยะทางรวมกันแล้วไม่เกิน 10 กิโลเมตร ซึ่งกองทัพบกรับผิดชอบ 3 คลอง นทพ.รับไปอีก 1 คลองที่ต้องเร่งดำเนินการ ส่วนที่เหลืออยู่ 6 คลองต้องใช้แรงดันน้ำ ผลักดันน้ำไปสู่แม่น้ำท่าจีนด้วยเร็ว โดยพื้นที่ตะวันออกและตะวันตก คิดว่าภายใน 5 วันน่าจะเสร็จ นอกจากนี้กองทัพบก ยังมีการสำรวจพื้นที่ที่จะสามารถขุดลอกคูคลองได้เพิ่มเติมอีก โดยแต่ละคลองทางผู้ว่าฯบอกว่า ได้มีการขุดเตรียมการไว้หมดแล้ว ซึ่งเป็นแนวทางของพระองค์อยู่แล้ว พระองค์ทรงห่วงใยประชาชนมาโดยตลอดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ส่วนจ.สมุาครที่ไม่มีปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่โรงงานเพราะใช้แนวทางพระราชดำริ คือ โครงการแก้มลิง นิคมฯนวนครก็มีโครงการแก้มลิงมีพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ โดยสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 7 แสนคิว และสามารถผันน้ำออกไปได้ประมาณ 30% หากเกิดน้ำท่วมจะได้ปั้มน้ำออกไปได้
คุก “บก.ลายจุด” 6เดือน ฝ่าฝืน “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน”
กันยายน 14, 2011 by nataya_p
Filed under breakingnews, อาชญากรรม-ภาคกลาง
วันที่ 14 ก.ย. ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีดำ 1189/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีศาลแขวง เป็นโจทก์ฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ อายุ 33 ปี หรือ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่ม 19 กันยาต้านรัฐประหาร และกลุ่มพลเมืองภิวัตน์ เป็นจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2550 จากกรณีวันที่ 21 พ.ค. 53 จำเลยและผู้ชุมนุมประมาณ 1,000 คน ร่วมกันฝ่าฝืนชุมนุมบริเวณทางเท้าและพื้นผิวถนน ใช้โทรโข่งกล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาล พร้อมนำภาพถ่ายผู้เสียชีวิต ภาพทหารถืออาวุธสงคราม และภาพพระภิกษุถูกจับกุม เหตุเกิดบริเวณใต้ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ใกล้ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว
จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่า การสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 เป็นการกระทำโดยมิชอบของรัฐ ขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการ และอ้างว่าจำเลยเป็นอนุกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงกรณีการสลายการชุมนุม 10 เม.ย. 2553 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และยืนยันว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปในหน้าที่ของอนุกรรมการสิทธิฯ ในการสอบหาข้อเท็จจริง และนิทรรศการภาพไม่ใช่ภาพของจำเลย แต่ไม่ทราบว่าเป็นของใคร ในการปราศรัย มีผู้นำโทรโข่งมาให้ ซึ่งได้ปราศรัยแนวคิดทางการเมืองเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยและสันติวิธี
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินดังกล่าวของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ไม่ขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในหมวดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ส่วนการที่จำเลยขอให้มีการไต่สวนเรื่องความถูกต้องในกระบวนการที่รัฐใช้กำลังทหารในการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 นั้นไม่ได้นำมาประกอบการพิจารณาเนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงต่อคดีนี้ ข้อต่อสู้จำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่อกฎหมาย พิพากษาจำคุกจำเลย เป็นเวลา 6 เดือน ปรับ 6,000บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญามีกำหนด 2 ปี ขณะที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ได้ชำระค่าปรับ จำนวน 6,000 บาท และเตรียมยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันตามกฎหมาย



กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการศึกษา
กระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
สำนักนายกรัฐมนตรี
กระทรวงคมนาคม
กระทรวงพาณิชย์
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงกลาโหม












