Get Adobe Flash player

“มาร์ค” ร่อนจดหมายเปิดผนึก ฉบับ 3 จี้ถอดงานวิจัยพระปกเกล้า

“อภิสิทธิ์ ออกจดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 3 ชี้กระบวนการปรองดองอยู่บนเส้นด้าย เพราะอาจนำไปบิดเบือน ส่งถึง3 กลุ่ม “คณะผู้วิจัย-กรรมการสภา สถาบันพระปกเกล้า- สนธิ” ตอกย้ำคำถาม หากผลวิจัยถูกนำไปบิดเบือนอ้างใช้ฟอกผิดให้บางคน ผู้วิจัยและกก.สภาพระปกเกล้าจะถอนงานวิจัยหรือไม่ ส่วน “สนธิ”ถามจี้ใจถูกครอบงำจากใครหรือไม่ ทำงานกมธ.ผิดปกติ ตั้งธงเพื่อฟอกให้คนผิดหรือไม่ แถมปิดกั้นการประชุมเพื่อทบทวนผลสรุปทั้งที่อ้างเป็นงานวิชาการ พร้อมโวยรัฐอย่าโยน “งานปรองดอง”เป็นเรื่องของสภา ทั้งที่เป็นหน้าที่รัฐโดยตรง พ่วงดักทางอย่าอ้างเสียงข้างมากเพื่อตัดสินถูกหรือผิด ควรยึดหลักกฏหมาย

เมื่อเวลา 10.45น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำพรรคฝ่ายค้านฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการทำจดหมายเปิดผนึกเรื่องกระบวนการปรองดองว่า วันนี้ตนได้ทำจดหมายเปิดผนึกในเรื่องกระบวนการปรองดองเป็นฉบับที่ 3 ซึ่งเหตุผลที่ต้องทำเพราะ มองว่าขณะนี้กระบวนการปรองดองเดินมาถึงจุดที่อาจจะใช้คำว่า แขวนอยู่บนเส้นด้าย ตนคิดว่าเรามีข้อคิด มีรายงานการวิจัย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งสามารถที่เป็นจะจุดเริ่มต้นนำไปสู่จุดร่วมให้เกิดความปรองดองได้ ตนมั่นใจว่า นั่นคือสิ่งที่สังคมต้องการ ขณะเดียวกันกำลังมีกระบวนการในการหยิบเอางานเรื่องกระบวนการปรองดองไปบิดเบือนใช้ประโยชน์เพื่อคนบางกลุ่มเท่านั้น และจะใช้กระบวนการเสียงข้างมากในการทำเรื่องนี้ และจะนำไปสู่ความขัดแย้ง และจะทำให้การปรองดองนั้นเดินไม่ได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ทำให้ตนต้องเขียนจดหมายฉบับนี้เพราะได้เห็นร่างรายงานของคณะกรรมาธิการ ปรองดองซึ่งเอางานของผู้วิจัยมาสรุปเป็นข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ โดยมุ่งเน้นไปที่การนิรโทษกรรมทุกคดี และการล้มคดีการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) โดยไม่ให้มีการนำมาพิจารณาใหม่ ซึ่งข้อเสนอไปสู่รัฐบาลในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะผู้วิจัยยืนยันเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา คือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พูดถึงเรื่องนี้ในลักษณะที่รับลูกสั้นๆว่าจะให้เรื่องนี้ยุติที่สภา ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายกฯไม่ได้ติดตามว่าคณะผู้วิจัยเสนอให้ทำอะไร นั้นคือการเอาข้อเสนอของผู้วิจัยมาเริ่มกระบวนการในการพูดคุย ดังนั้นจดหมายของตนจะไปถึง 3 ฝ่าย

ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวต่อว่า ฝ่ายแรกคือ ทางคณะผู้วิจัยอ้างว่า คำพูดของนายชวลิต วิชยสุต เลขานุการ กรรมาธิการปรองดอง เพียงว่า จะถอนเรื่องตัวเลขของแบบสอบถามกรรมาธิการออกจากรายงาน ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ลงมติหรือใช้มติเสียงข้างมาก การแค่ถอนตัวเลขออกไป ก็ยังคงการที่จะไประบุในรายงานของคณะกรรมาธิการ แต่ที่ให้รัฐบาลทำในสิ่งที่คณะวิจัยไม่ได้บอกให้ทำ ดังนั้นคณะผู้วิจัยที่ได้ออกแถลงการณ์ว่า ถ้าหากมีการดำเนินการในลักษณะนี้จะมีการถอนรายงานการวิจัย ก็คงจะต้องตัดสินใจถอนรายงานการวิจัย เพราะว่ามีการส่งข้อความทางโทรศัพท์มายังคณะกรรมาธิการแล้วว่าจะไม่มีการประชุมอีก ดังนั้นตรงนี้เป็นข้อเสนอไปยังผู้วิจัยว่า จะต้องมีการถอนรายงานการวิจัยตามที่ได้ออกแถลงการณ์ไว้ ส่วนที่สองคือ คณะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นผู้อนุมัติให้มีการจัดทำรายงานการวิจัยชั้นนี้ เมื่อเห็นว่ารายงานนี้กำลังถูกหยิบยกไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ก็คงต้องมีการประชุมกำหนดท่าทีที่ชัดเจน มิฉะนั้นผลพวงที่ตามมากระทบต่อสถาบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตนก็เป็นกรรมการสถาบันฯคนหนึ่งก็เรียกร้องให้มีการประชุมเพื่อกำหนดท่าทีของเรื่องนี้โดยเร็ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่สามคือ ในส่วนของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ท่านนั่งอยู่ในการเสวนา และได้ยินชัดเจนว่า คณะผู้วิจัยบอกว่าอย่างไร แต่ขณะนี้ท่านไม่ยอมให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการปรองดองและปล่อยให้บุคคลอาจจะ 1 คนหรือไม่กี่คนไปเขียนรายงานของคณะกรรมาธิการได้ เพราะคณะกรรมาธิการในส่วนของพรรคที่รายงานให้ทราบ ตนก็ยังไม่รู้เลยว่าในที่สุดรายงานจะไปปรับแก้อย่างไร ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นการบิดเบือนงานผู้วิจัย และเท่ากับคณะกรรมาธิการกำลังสร้างการเริ่มต้นความขัดแย้งแบบใหม่ ตนก็เรียกร้องให้เรียกประชุมเพื่อทบทวนรายงานของกรรมาธิการด้วย อย่างไรก็ตามทั้งหมดเป็นข้อเสนอหรือข้อเรียกร้องสามส่วนหลักๆที่ตนได้ทำในวันนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้านั้น คิดว่าการประชุมจะช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าอย่างน้อยที่สุดกรรมการต้องรับทราบว่า เมื่อกรรมการได้อนุมัติให้มีการจัดทำรายงานการวิจัยที่มีเหตุผลรองรับชัดเจน และเมื่องานวิจัยชั้นนี้ผู้วิจัยสรุปมาอย่างหนึ่ง แต่กำลังถูกหยิบยกไปใช้ในอีกลักษณะหนึ่งและจะเกิดผลกระทบอย่างน้อยกรรมการก็รับทราบ และคณะกรรมการจะมีท่าทีอย่างไร ก็แล้วแต่คณะกรรมการ แต่ตนคิดว่าจำเป็นต้องรับทราบ ต้องแสดงจุดยืนของสถาบันให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นสถาบันก็จะได้รับผลกระทบเรื่องชื่อเสียงไปด้วยเมื่อถามว่า ถ้ารอไปจนถึงช่วงที่จะมีการประชุมตามปกติจะทันกับสถานการณ์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็บอกว่าน่าจะทำเป็นเรื่องด่วน ขณะนี้ตนไม่สามารถจะตอบได้ว่า กรรมาธิการจะมีการเปลี่ยนแปลงจุดยืนที่จะไม่ประชุมหรือไม่ และไม่ทราบว่า ถ้าเขาไม่ประชุมอีก เขาส่งรายงานเข้าสภาเขาจะทำเมื่อไหร่ เพราะขณะนี้กลายเป็นว่า กระบวนการที่อาจจะรู้กันเฉพาะท่านประธานและเลขาฯกรรมาธิการ ส่วนกรรมาธิการท่านอื่นขณะนี้ยังไม่ทราบเลยว่า รายงานจะไปแก้อย่างไร เมื่อไหร่ แก้แล้วจะส่งไปสภาเมื่อไหร่อย่างไร เมื่อถามว่า ตั้งข้อสงสัยหรือไม่ว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันก็ผิดปกติ เพราะว่าตนเคยทำงานกรรมาธิการ เรื่องใหญ่ๆสำคัญอย่างนี้ และสภาก็ขยายเวลาไปถึงกลางเดือนหน้า ทำไมถึงจะต้องปิดกั้นไม่ให้มีการประชุมเพื่อไม่ให้เห็นรายงานกัน อย่างไรก็ตามหากคณะผู้วิจัยถอนก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ทันที และตนก็ยังมีข้อเสนอในจดหมายด้วยว่าหากมีการถอนไปแล้วน่าจะไปดำเนินการอะไรเพิ่มเติม เพราะก็มีประเด็นที่สืบเนื่องมาจากการเสวนาเมื่อวันที่ 21 มี.ค.

ผู้สื่อข่าวถามว่า การผลักดันในเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะเดินทางกลับ ล่าสุดก็บอกว่าจะกลับมาอย่างเท่ๆ หากมีการนิรโทษกรรมและล้มคดีคตส. จะทำให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาอย่างเท่ๆหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้ามีการล้มคดีทุกอย่างก็กลับมาได้โดยไม่ต้องรับผิด แต่เท่ไม่เท่ตนไม่ทราบ เพราะตนคิดว่า คนที่ถูกศาลตัดสินว่า ทำผิดและยังมีคดีที่ค้างคาอีกมากถูกล่าวหาว่ากระทำผิด กลับมาแล้วไม่มีการพิสูจน์ว่าตนเองกระทำผิดหรือไม่ จะเท่ได้อย่างไร ก็ไม่เข้าใจ แต่คิดว่าตรงนี้เป็นจุดที่ทำไมฝ่ายต่างๆไม่มองดูให้เห็นว่ามีความพยายามเอาคำว่าปรองดองมาบังหน้า แปลความหมาย เป็นเพียงแก้ปัญหาให้กับผู้ต้องคดีที่มีความผิดเท่านั้น และไม่ได้เป็นการตอบโจทย์ของสังคม คณะผู้วิจัยถ้ายืนยันจริงใจว่าสิ่งที่ตนเสนอเป็นระบบต้องได้รับการดำเนินการก็ต้องหยุดยั้งกระบวนการนี้ ไม่เช่นนั้นสังคมจะนำไปสู่ความขัดแย้งและสูญเสียโอกาสสำคัญในการที่จะปรองดอง ตนเห็นสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณพูดสิ่งที่เป็นกระบวนการยุติธรรมยิ่งตอกย้ำว่ากระบวนการยุติธรรมที่บางฝ่ายต้องการขณะนี้เป็นกระบวนการยุติธรรมที่แทรกแซงได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่มีความเป็นกลาง

เมื่อถามย้ำว่า คิดว่าสร้างผลกระทบอะไรบ้าง ที่พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่ากำลังเคลียร์กับผู้พิพากษาอยู่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การไปพูดว่ากำลังเคลียร์ผู้พิพากษา กำลังคุยกับศาลอยู่ เรายอมรับกระบวนการอย่างนี้หรือไม่ และสุดท้ายกลายเป็นสิ่งที่ต่อว่ากับกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาก็เป็นเพียงเพราะว่า เขาตัดสินไม่ถูกใจตนเอง ไม่สามารถไปแทรกแซงได้ คงจะจำกรณีเรื่องอื้อฉาวถุงขนม 2 ล้านบาท ความพยายามที่จะแทรกแซงต่างๆ แล้วก็กลายเป็นว่ากลุ่มคนไหนก็ตามที่คิดไม่ตรงเป็นปัญหา แสดงว่ากระบวนการยุติธรรมในความหมายคุณทักษิณและพวกคือต้องให้คนที่มาตัดสินเรื่องบตัวเองเป็นพวกของตัวเอง เมื่อถามว่า จะทำให้ความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมลดลงไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เวลานี้ ถ้าเราปล่อยเดินหน้าไปก็เป็นความขัดแย้งด้วย และก็กำลังเป็นการทำลายสิ่งที่จะดำรงความถูกต้องในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฎิเสธความรุนแรง เรื่องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระ เมื่อถามว่า ศาลยุติธรรมควรมีปฎิกิริยาในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้คนเห็นความยุติธรรมอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถไปก้าวล่วงถึงฝ่ายตุลาการได้ แต่ตนก็เห็นว่า ฝ่ายตุลาการน่าจะทำความเข้าใจกับสังคมในเรื่องการทำงานในระบบตุลาการ อย่าให้ประชาชนมีความเข้าใจในทางที่ผิดเกี่ยวกับการทำงาน

เมื่อถามว่า ที่นายกฯระบุว่า เรื่องการปรองดองไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายบริหารแล้ว แต่เป็นหน้าที่ของสภาอย่างเดียว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันไม่ใช่อยู่แล้ว การแก้ไขปัญหาไม่ใช่เรื่องการออกกฎหมายอย่างเดียว ถึงแม้จะมีการออกกฎหมายสุดท้ายต้องมีการทำงานของฝ่ายบริหาร ตนคิดว่าเป็นความพยายามที่จะโยนความรับผิดชอบออกไปให้พ้นตัวมากกว่า และคำว่าสภาในความหมายของนายกฯฟังดูจะให้เป็นเรื่องของเสียงข้างมาก ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผู้วิจัยเสนอ ตนว่านายกฯต้องอ่านรายงานและฟังที่ผู้วิจัยชี้แจง ก่อนที่ไปรวบรัดตัดตอนว่าเป็นเรื่องของสภาและจบที่นั้น ซึ่งมันสวนทางกับข้อเสนอของเขา เมื่อถามว่า ท่าทีของนายกฯเป็นแบบนี้เท่ากับการทำงานของ คอป.จะไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คอป.ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะนำเข้ามาประกอบในการพิจารณา ข้อเสนอของตนในวันนี้ที่จริงคณะผู้วิจัยก็ต้องประสานกับคอป.มากกว่านี้ และคอป.ก็กำลังมีการสรุปรายงานถึงรัฐบาลอีกครั้ง ความจริงอายุเขาก็จะหมดไปในอีก 4 เดือนข้างหน้า ก็น่าจะต้องรอ เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลบอกให้คอป.ทำงานตามอำนาจหน้าที่ แต่ถ้าไปรวบรัดตัดตอนและไม่ฟังเขาก็ไม่รู้จะให้เขาทำงานทำไม ทั้งนี้ท่าทีที่ชัดก็ควรทำตามเจตนารมณ์ของผู้วิจัยพระปกเกล้าบอกเป็นจุดเริ่มต้น และควรจะมาปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายว่าจะเดินหน้าเอาข้อเสนอต่างๆหาจุดร่วมอย่างไร ตนเชื่อว่าทำได้ก็อยากจะทำ

เมื่อถามว่า นายคณิต ณ นคร ตั้งข้องสังเกตว่า รายงาน 2 ฉบับก่อนหน้านี้ ที่ส่งไปหารัฐบาลยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลว่าจะเดินหน้าอย่างไร นอกจากการหยิบเอาบางส่วนไปใช้ประโยชน์เรื่องการเยียวยา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นี่คือปัญหาว่า จุดยืนของรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย คือ ใครทำงานเรื่องปรองดองใคร ข้อเสนอก็ต้องตอบโจทย์ให้ทุกฝ่ายในสังคมถึงจะปรองดอง แต่กลายเป็นข้อเสนอไหนไม่ถูกใจกลับโยนทิ้ง ข้อเสนอไหนที่เอาไปใช้ประโยชน์กับตนเองได้ก็ใช้ อย่างนี้ไม่ใช่ปรองดอง เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยออกคำสั่งที่ยกเลิกคำพิพากษาได้บ้างหรือไม่ และการทำในลักษณะนี้จะทำลายระบบยุติธรรมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต่อไปนี้ก็เท่ากับว่าถ้าใครไม่พอใจคำตัดสินของฝ่ายตุลาการ แต่มีอิทธิฤทธิ์ในทางการเมืองจะด้วยวิธีใดก็ตามจะมาล้มล้างได้ สุดท้ายก็คือความถูกผิดไม่ต้องดำรงอยู่ กลายเป็นว่าใครมีอำนาจก็สามารถเขียนได้กำหนดได้ว่าใครถูกใครผิด ซึ่งมันไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยเสียงข้างมากเอาไว้ใช้ในการกำหนดทิศทางการบริหารงานของประเทศ แต่ไม่ใช่เสียงข้างมากมาตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด

มาร์คแนะทำจิตใจให้ผ่องใส เนื่องวันมาฆะบูชา

มีนาคม 7, 2012 by piggy  
Filed under breakingnews, การเมือง

“อภิสิทธิ์” แนะทำจิตใจให้ผ่องใส เนื่องวันมาฆะบูชา ระบุถ้ายึดหลักจริยธรรมปัญหาบ้านเมืองก็จะลดลง ปัดขัดขารัฐบาล นะบุการทำงานของฝ่ายค้านตามหน้าที่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ได้ให้สัมภาษณ์โทรศัพท์ผ่านรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ในวันมาฆบูชาว่า ตนหวังว่าพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนจะได้ทำจิตใจให้สบาย แล้วจะได้มีความรู้สึกคลายจากหลายสิ่งหลายอย่างในบ้านเมือง

“หวังว่าพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนจะได้ทำจิตใจให้สบาย แล้วก็จะได้มีความรู้สึกคลายจากหลายสิ่งหลายอย่างในบ้านเมืองซึ่งขณะนี้ไปที่ไหนก็มีคนบ่นกับผมว่ามีความเครียดอะไรอยู่พอสมควร ความจริงหลักคำสอนทั้งพุทธศาสนาแล้วก็รวมทั้งศาสนาอื่น ๆ แล้วก็หลักจริยธรรมถ้าเกิดทุกคนยึดถือกันนั้น ผมว่าบ้านเมืองก็ปัญหาลดลงไปเยอะครับ ทำจิตใจให้ผ่องใส เราจะได้มีความพร้อมในการเผชิญกับชีวิตของเราต่อไปได้”

ในเรื่องการทำหน้าที่ฝ่ายค้านว่า ไม่ว่าจะทำหน้าที่ใด ๆ หากทำอย่างจริงจังก็ควรจะเหนื่อย แต่ตนถือว่าหากได้ทำด้วยจิตใจที่สบาย และสนุกกับมัน ก็จะเป็นสิ่งที่ตนอยากทำ แต่หากว่าทำแล้วรู้สึกเป็นทุกข์ว่าต้องทำ ตนก็จะไม่ทำ

ส่วนเรื่องกระบวนการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเสียงข้างมากในสภาฯ นั้น พรรคฝ่ายค้านมักจะถูกต่อว่าต่อขานว่าทำงานขัดแข้งขัดขานั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ประเทศทุกประเทศมีรัฐบาล แต่มีเฉพาะประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้นที่มีฝ่ายค้าน ดังนั้นแต่ละฝ่ายก็มีบทบาทหน้าที่ของตนเอง ถ้าหากมีความเข้าใจเรื่องนี้ตรงกัน และเข้าใจว่าการตรวจสอบจะทำให้การใช้อำนาจต่าง ๆ ของรัฐมีความรอบคอบมากขึ้น ทุกอย่างก็จะไม่เป็นปัญหา

“รัฐบาลต้องยอมรับเสียก่อน และตัวเองต้องตระหนักถึงหน้าที่ของการให้ความเข้าใจกับประชาชนด้วย ตอนหลังสื่อที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือแสดงตัวเป็นฝักเป็นฝ่ายก็เยอะ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นหลักง่าย ๆ ที่ผมคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาในสถานการณ์อย่างนี้ก็คือว่า ทำอย่างไรให้คนของเรานั้นคิดถึงประเด็น หรือคิดเรื่องที่มีการพิจารณามากกว่าคิดถึงคน พอเราตั้งเรื่องคนปั๊บ ไอ้นี่พวกเรา ไอ้นั่นไม่ใช่พวกเรา เอาละครับ ไม่ทันดูเลยว่าเนื้อหาสาระคืออะไร พวกเราถูกก่อน พวกเขาต้องผิด อะไรทำนองนี้ คือถ้าเป็นอย่างนี้ ผมว่ามันยาก แต่ว่าถ้าหากว่าทุกคนพยายามที่จะดูว่า เรื่องนี้เนื้อหาสาระมันเป็นอย่างไร แล้วก็ดูซิว่าแต่ละคนเขามาคิดอะไร หลังจากที่เราดูเรื่องก่อนแล้ว ผมว่ามันก็จะดีกว่า”


รองโฆษกรบ. จี้ “มาร์ค” ขอโทษช่างภาพยุ่นตาย

มีนาคม 7, 2012 by pafrank  
Filed under breakingnews, การเมือง

รองโฆษกรัฐบาลแถลง วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

นายอนุสรณ์  เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาราชการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังร่วมคณะเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-9 มี.ค.ว่า เป็นการเดินทางมาเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่นในทุกระดับ ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ในโอกาสพิเศษครบรอบ 125 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น มีการจัดงานส่งเสริมการลงทุน(BOI) รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยของรัฐบาลไทย ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าจะประสบผลสำเร็จในการเยือนครั้งนี้เป็นอย่างดี

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า แต่ขอตั้งข้อสังเกตเพื่ออธิบายความกับพี่น้องประชาชนว่า ในสถานการณ์ที่ประเทศชาติเรา ต้องการเร่งสร้างความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนทุกประเทศ กลับมีพรรคการเมืองบางพรรคที่เล่นการเมืองแบบน่าตั้งคำถาม ออกมาคุยเสมือนหนึ่งว่าส่งผู้นำพรรคมาปูทางให้รัฐบาลไทยที่ญี่ปุ่น ซึ่งพณฯท่านนายกฯเงา ท่านคงว่างจริง เลยเอาเท้าราน้ำได้ทุกเม็ด แพ้โหวต พรก.ในสภา ก็ยื่นศาลตีความอวดอ้างว่าเป็นพรรคที่เชื่อมั่นระบบรัฐสภา พอแพ้มติแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา ก็ออกมาปลุกม๊อบ ล้มมติสภา ผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคไปแอบอยู่ที่ไหนกันหมด ปล่อยให้ออกมาค้านตะพึด ตะพือ

มาญี่ปุ่นตัดหน้า ก็มาเปิดประเด็นให้สื่อที่นี่คอยถาม ทีตอนท่านนายกฯเงามา กลับไปไม่เห็นแถลงผลการมาเยือน แต่ตั้งเงื่อนไขอย่างนั้นอย่างนี้เอากับรัฐบาล เช่น การแถลงไม่ควรเป็นลักษณะแถลงฝ่ายเดียว ต้องมีการตอบคำถามด้วย จึงขอตั้งคำถามว่าเรื่องอะไรหรือ ที่อยากให้รัฐบาลไทยตอบไม่ได้ เป็นอะไรมากหรือเปล่า ไม่ต้องเป็นห่วงรัฐบาลนี้ตอบได้ทุกเรื่อง เพราะเราเอาความจริง นำความจริงใจมาตอบ

เป็นห่วงก็แต่ พณฯท่านนายกฯเงา ดูแล้ววิบากกรรม จากการถูกสงสัยว่าทำให้คนเสียชีวิตจำนวนมาก ก็คงจวนจะมาถึงตัวท่านในเร็ว ๆ นี้ เสียดายที่ท่านมาแล้วพลาดกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งไปคือ ท่านน่าจะไปคุกเข่าขอโทษ ญาติของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ที่โดนยิงเสียชีวิตบริเวณแยกคอกวัวเสียหน่อย คงพอจะทำให้ญาติพี่น้องเขาคลายความโกรธ ซึ่งเรื่องนี้หากมีโอกาสรัฐบาลก็จะแจ้งทางญี่ปุ่นว่า เราได้อนุมัติเงินเยียวยา7.75ล้านให้กับครอบครัวของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ในหลักการเรียบร้อย น่าอนาถใจที่วันนี้ รัฐบาลเรามาไกลถึงโตเกียว แต่อีกพรรคยังวนเวียนอยู่ที่โฟร์ซีซั่นอยู่เลย นายอนุสรณ์กล่าว

“เหลิม” ชี้แก้รธน.ไม่มีผลล้างคดีแม้ว ลั่นศาลปค.-รธน.ต้องมีระบบตรวจสอบ

มีนาคม 5, 2012 by piggy  
Filed under breakingnews, news report, การเมือง

“เฉลิม” โต้  ”มาร์ค” แกล้งโง่ร้องผิดที่โบ้ยสสร.ถกปรับบทบาทศาล-องค์กรอิสระ ยันรัฐบาลไม่แตะหมวดกษัตริย์ ไม่แก้ม. 112  ไล่ส่งศาลปกครอง -ศาลรธน. อยากทำหน้าที่ต้องมีระบบตรวจสอบยึดศาลยุติธรรมเป็นแม่แบบแก้ข้อหาแก้รธน.ล้างผิด ”แม้ว” ชี้แก้รธน.กี่ร้อยฉบับก็ล้มเลิกคำพิพากษาคดีไม่ได้เว้นแต่อภัยโทษหรือนิรโทษกรรม

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.30 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลการสำรวจความเห็นประชาชนเป็นห่วงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความแตกแยก ซึ่งมีบางคนเสนอให้มีการทำประชามติทั้งก่อนและหลังยกร่างรัฐธรรมนูญยอมเสียเงินเพื่อความสบายใจ ว่า  ตนเคยพูดมาก่อนแล้วในพรรค แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่และครม.มีมติออกมาตนก็ต้องปฏิบัติตาม ตนเกิดกรุงเทพฯ และอยู่กับสายข่าวมาตลอด ตนรู้ว่าถ้าจะเริ่มขยับอะไรแล้วปัญหาจะเกิด แต่ตนไม่ใช่คนมีอำนาจตัดสินใจ ตนถือโอกาสนี้ตอบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านที่เรียกร้องให้แสดงจุดยืนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

1.รัฐบาลแสดงจุดยืนแน่นอนห้ามแตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์  2.พรรคเพื่อไทยแสดงจุดยืนแน่นอนชัดเจนห้ามแตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์ในการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและตนเอง รวมทั้งท่านนายกฯ ก็พูดมาประมาณ 10 ครั้ง และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็พูด ส่วนพรรคเพื่อไทยก็แถลงแล้วแถลงอีกการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.
112 คนทั้งประเทศเข้าใจแต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าใจ พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจช้ามาก และตนก็ไม่คิดว่าอย่างนายอภิสิทธิ์จะไม่เข้าใจ ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่จะยกร่างต้องเป็นเรื่องของส.ส.ร.ที่ได้รับเลือกตั้ง
ถ้าเราไปกดดันส.ส.ร.ว่าต้องทำอย่างนั้นหรือไม่ทำอย่างโน้น มันก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย ไหนชื่อพรรค  ”Democrat Party” ต้องให้เกียรติส.ส.ร. ซึ่งใครจะได้รับเลือกก็ยังไม่รู้และเมื่อได้รับเลือกมาแล้วเขาจะคิดแก้ไขอย่างไรก็ไม่มีใครทราบ ผมแสดงจุดยืนได้อย่างดียวไม่ให้แตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์และไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาม. 112 ผมจะไม่พูดเรื่องนี้อีกแล้วกับพรรคประชาธิปัตย์” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์เปิดใจเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้สถานการณ์เบาลงหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า จริงๆ แล้วตนก็คุยกับท่านบ่อย ท่านเป็นห่วงประเทศชาติไม่ได้ห่วงตัวเอง และท่านก็บอกตนว่าท่านเฉยๆ จะกลับประเทศไทยเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่เป็นไร แต่ท่านห่วงประเทศชาติ อยากให้ประเทศชาติพัฒนาและมีความปรองดอง ไม่อยากให้ทะเลาะเบาะแว้ง
โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความห่วงใยที่ท่านมีต่อคนยากคนจนก็เลือกตั้งทีไรถึงชนะทุกที

เมื่อถามว่าเป็นเจตนาของฝ่ายตรงข้ามพยายามหรือไม่ที่พยายามจะให้ไม่สามารถปรองดองกันได้จึงหยิบเรื่องความขัดแย้งขึ้นมา รองนายกฯ กล่าวว่า เท่าที่ดูพวกดาวรุ่งใหม่ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์แถลงแต่ละวันไม่เห็นมีสาระเลย และบทบาทในสภาแสดงแบบรุนแรงเหมือนสงครามอ่าวเปอร์เซียแต่ไม่สำเร็จหรอก พวกตนไม่ตกหลุ่มไม่เล่นด้วยและเรียนเชิญเลย นายกฯมอบหมายให้ตนดูแลทั้งด้านการข่าวและการดูแลการชุมนุมเชิญมาทุกกลุ่มมาชุมนุมเลย ไม่มีการไปขัดขวางเด็ดขาดตนสั่งตำรวจให้อยู่ห่างรัศมีประมาณ 200ม. อย่าไปยุ่งกับเขาเดี๋ยวหาว่าคุกคามทางกายภาพ

เมื่อถามว่า หลายกลุ่มมีข้อเรียกร้องมาถึงรัฐบาลว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องไม่ไปตัดทอนอำนาจขององค์กรอิสระและไม่เป็นการแก้ไขเพื่อฟอกผิดให้พ.ต.ท.ทักษิณ  ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่าไม่หรอก คนเรียกร้องมาเรียกร้องผิดที่  รัฐบาลไม่ได้แก้ไขยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่รัฐบาลแก้ไขม. 291 จำนวน17 ประเด็นเพื่อให้มีส.สร. แล้วมาเรียกร้องกับรัฐบาลทำไม ไอ้พวกเรียกร้องควรจะเรียกร้องเมื่อมีส.ส.ร.แล้ว แต่นี่มาผิดงานทำให้สับสนวุ่นวาย

เมื่อถามว่าต้องให้สมาชิกพรรคช่วยกันชี้แจงต่อประชาชนให้มากขึ้นหรือไม่ รองนายกฯกล่าวว่า  ตนไปทุกที่ก็ชี้แจงเสียงปรบมือก็ลั่นห้องและฝากไปยังพรรคประชาธิปัตย์เลิกเสียทีเถอะที่ให้รัฐบาลยืนยันจะไม่แก้ตรงนั้นตรงนี้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล รัฐบาลยืนยันห้ามแตะหมวดพระมหากษัตริย์และไม่ยอมโดยเด็ดขาดที่จะแก้ม. 112 เข้าใจหรือยัง ถ้าเข้าใจแล้วต้องหยุดพูด

เมื่อถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่ยอมยืนยันว่าจะไม่แก้ไขหมวดเกี่ยวกับศาล รองนายกฯ กล่าวว่า เพราะเราไม่รู้ว่าส.ส.ร.เขาจะว่าอย่างไร ซึ่งถ้าจะให้ส่งสัญญาณไปทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมันมากไป ตนเคยพูดในฐานะรมว.ยุติธรรมไว้เมื่อปี 38 เมื่อก่อนตนไม่เห็นด้วยเลยกับระบบศาลคู่เพราะไม่มีการตรวจสอบ เวลาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองจะพิจารณาเขาจะเลือกผู้พิพากษามาจากองค์ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา พอมีอีกคดีเขาก็จะเลือกใหม่  และในจำนวน 9 ท่าน หากจำเลยเข้าใจว่าอาจจะไม่เป็นธรรมหรือมีเหตุอันควรเชื่อ ก็ร้องเปลี่ยนตัวได้ หรือมีพฤติกรรมไม่ดีก็ร้องต่อ คณะกรรมการ ก.ต. ได้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เช่นเดียวกันมีก.ต.คุ้มครองแต่ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีระบบการตรวจสอบ  ถ้ามีศาลคู่มันต้องมีระบบตรวจสอบ จะคงไว้ต่อไปตนก็ไม่ขัดข้องแต่ต้องมีระบบการตรวจสอบ ตนคิดเรื่องนี้มา 17ปีแล้ว ไม่ใช่มาสอดคล้องกับข้อเสนอของนายวัฒนา เมืองสุข ที่เพิ่งคิดเมื่อเดือนที่แล้ว

เมื่อถามว่า แสดงว่าเรื่องศาลและองค์กรอิสระต้องปรับบทบาทที่มีอยู่ รองนายกฯ กล่าวว่า  ตนไม่ใช่คำว่าอย่างนั้น แต่จะทำอย่างไรก็แล้วแต่ต้องมีระบบตรวจสอบเหมือนศาลยุติธรรม ถ้าอยากทำหน้าที่ต้องมีระบบตรวจสอบ ต้องยึดศาลยุติธรรมเป็นแม่แบบ จะมีศาลคู่อย่างไรก็ได้แต่ต้องมีระบบตรวจสอบได้เหมือนศาลยุติธรรม สังคมก็ไม่กังวลใจ วันนี้ศาลยุติธรรมมาตรฐานดีที่สุด แต่ตนไม่ได้ว่าศาลอื่นไม่มาตรฐาน แต่ระบบตรวจสอบไม่มีถ้าตรวจสอบไม่ได้อันตราย  อย่ามามองนักการเมืองว่าไปรังเกียจ กี่ร้อยปีที่ไม่มีศาลคู่ แล้วประเทศชาติอยู่มาได้อย่างไร ส่วนองค์กรอิสระมีการตรวจสอบถอดถอนได้อยู่แล้ว ซึ่งวาระดำรงตำแหน่ง4ปีเท่าผู้แทนราษฎรถือว่ากำลังดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้ระบุว่าจะไม่เปิดช่องให้มีการล้มล้างคำพิพากษาคดีความต่างๆ ของอดีตนายกฯ ทำไมรัฐบาลไม่กล้าเขียนไปให้ชัด รองนายกฯ กล่าวว่า “แค่คิดก็ผิดแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญอีกร้อยฉบับก็ล้มเลิกไม่ได้ เขาไม่เข้าใจหรือเข้าใจแล้วแกล้งไม่เข้าใจ ให้แก้รัฐธรรมนูญอีกร้อยฉบับ คำพิพากษาที่มีอยู่แล้วมันล้มเลิกไม่ได้ เอาอะไรมาพูด คดีความที่ศาลตัดสินไปแล้วมันเปลี่ยนแปลงคำตัดสินไม่ได้ยกเว้นแต่จะมีการอภัยโทษหรือนิรโทษกรรม” รองนายกฯ กล่าว

“กลุ่มมันสำปะหลังจ.กาญฯ” บุกสภาฯ ยื่นหนังสือ “มาร์ค” บี้ รบ.แก้ปัญหาราคาตกต่ำ

 

“กลุ่มเกษตรกรมันสำปะหลังจ.กาญฯ” บุกสภาฯ ยื่นหนังสือ “มาร์ค” บี้ รบ.แก้ปัญหาราคามันตกต่ำ ขู่ นำมันไปตากที่สนามบินสุวรรณภูมิหากยังไม่สนใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น.ที่รัฐสภา กลุ่มตัวแทนเกษตรกรมันสำปะหลัง จ.กาญจนบุรี ประมาณ 10 คน นำโดยนายรังษี ไผ่สะอาด แกนนำ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านฯเพื่อให้ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำและจำนวนลานมันที่เข้าโครงการจำนำมันสำปะหลังของรัฐบาลไม่เพียงพอ เนื่องจากหลักเกณฑ์ของรัฐบาลมีมากเกินไปทำให้ลานมันเอกชนไม่สามารถเข้าร่วมโครงการรับจำนำได้ ทั้งที่จำนวนลานมันในจ.กาญจนบุรีมีจำนวน 13 ลาน แต่กลับไปกระจุกตัวอยู่ในอ.เลาขวัญทั้ง 13 ลานจำนำมันตามโครงการของรัฐ ไม่กระจายไปตามอำเภอต่างๆ และขณะนี้ราคารับซื้อมันก็มีเพียง 1.50 ต่อกิโลกรัม ยังหาคนซื้อไม่ได้ ราคาที่รัฐบาลตั้งไว้ ไม่มีคนรับซื้อเป็นเพียงการโฆษณาเท่านั้น

 

ดังนั้นจึงจำเป็นเดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ช่วยเร่งรัดประสานให้รัฐบาลจัดหาลานมันเพิ่มและช่วยดูแลปัญหาราคามันตกต่ำ เพราะที่ผ่านมาเคยเรียกร้องต่อกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีการรับปากทุกอย่างแต่ก็ไม่ได้ทำตามที่รับปากไว้ เมื่อไปร้องเรียนต่อผู้ว่าฯและ ส.ส.กาญจนบุรีของพรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรครัฐบาลก็ไม่มีความคืบหน้า จึงต้องมาร้องเรียนกับฝ่ายค้านเพื่อให้ช่วยเหลือ ซึ่งหากรัฐบาลยังไม่ให้ความสนใจในการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ชาวเกษตรกรมันสำปะหลังจ.กาญจนบุรี จะนำมันไปตากแห้งที่ลานของสนามบินสุวรรณภูมิ ยืนยันว่าจะไม่ปิดถนนประท้วง พร้อมทั้งได้หาบกอผลผลิตมันสำปะหลังมาให้รัฐบาลด้วย

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ได้รับปากพร้อมที่จะติดตามเรื่องนี้โดยให้นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รมช.พาณิชย์เงาติดตามเรื่องและมอบหมายให้นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทรและนางศรีสมร ฤกษ์รัศมีเศรษฐ์ ส.ส.กาญจนบุรีของพรรคประชาธิปัตย์ ติดตามในปัญหาของเกษตรกรในจ.กาญจนบุรี โดยรับหนังสือร้องเรียนเพื่อมอบต่อให้นายกฯต่อไป

 

 

“มาร์ค” จี้ “ปู” ประกาศให้ชัดไม่แตะหมวดพระมหากษัตริย์

กุมภาพันธ์ 24, 2012 by jariya_n  
Filed under breakingnews, news report, การเมือง

“มาร์ค” จี้  “นายกฯปู” ประกาศให้ชัดกรณี กั้ รธน. ขอให้รับปากจะไม่แตะแก้ไข หมวดพระมหากษัตริย์ เพื่อช่วยลดปมความขัดแย้งในสังคมไทย   กรีด “เฉลิม” ควรไปเรียนกฏหมายเพิ่ม  ย้ำคำสัมภาษณ์ “เหวง” มัดตัวเอง แก้ไขเพื่อช่วยนายใหญ่กลับบ้านไร้มลทิน

ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภา กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 2 ว่า  ทางฝ่ายค้านก็คงทำหน้าที่ของเรา วันนี้คงต้องอภิปรายต่อเนื่อง ให้เห็นข้อเท็จจริงของการคัดค้านในภาพรวมคือ ความไม่เหมาะสมในการเสนอรัฐธรรมนูญ ทำให้เป็นปมของความขัดแย้ง และความเสี่ยงต่อการได้รัฐธรรมนูญที่จะกระทบต่อการได้รัฐธรรมนูญซึ่งจะมีผลกระทบต่อประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนหลายประเด็นตรงนั้นพรรคฝ่ายค้านก็จะต้องทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง และจากนั้นก็จะต้องแปรญัตติ โดยเฉพาะคือ  เราจะพยายามแปรญัตติจำกัดขอบเขตของสิ่งที่ส.ส.ร. จะไปดำเนินการในประเด็นที่เราเห็นว่า เป็นประเด็นละเอียดอ่อน ก็จะดำเนินการในลักษณะนี้ก่อน โดยประเด็นที่จะแปรญัตติ คือ จะไม่ให้มีการแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์     “ เราเองก็ไม่อยากให้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญลุกลาม หรือไม่พอใจ  และเป็นโอกาสของรัฐบาล ในชั้นนี้  ความจริงในวาระที่ 1 นายกรัฐมนตรี  จะขึ้นมายืนยัน ยกตัวอย่างเช่นว่า ยอมรับการแปรญัตติว่า ไม่ให้มีการแก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ ก็จะช่วยได้ระดับหนึ่งอย่างนี้เป็นต้น”

เมื่อถามว่าในตัวร่างที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯออกมากล่าวว่า เพียงพอแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่ และร.ต.อ.เฉลิม ก็คงต้องไปเรียนกฎหมายเพิ่ม เพราะสิ่งที่ปรากฏในร่างก็ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้ว ความหมายคือว่า ถ้าใครจะมา ร่างรัฐธรรมแล้วบอกไม่มีพระมหากษัตริย์ คงไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า แก้ไขบทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์ ไม่ได้ ที่ผ่านมาก็มีสมาชิกของพรรคได้อภิปรายชัดเจน เช่น ไปแก้มาตรา 8  เรื่องการละเมิดพระมหากษัตริย์ ก็แก้ได้  ไม่ได้ถูกห้ามโดยร่างที่ปรากฏในปัจจุบัน  ในอดีตเรื่องเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาเลย  ถ้าไม่มีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องแบบนี้ ซึ่งจะเป็นปมขัดแย้ง  แต่วันนี้เมื่อมีก็ต้องป้องกัน     เมื่อถามว่า หลังจากที่มีการอภิปรายแล้วดูเหมือนหลายพรรคต่างก็มีธงในใจของตัวเองเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยุบพรรคหรือการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น นายอภิสิทธ์ กล่าวว่า ก็พบว่ามีความขัดแย้ง กันเองในขณะนี้เพราะทางพรรคที่เสนอบอกว่าเป็นเรื่องส.ส.ร. แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มแสดงจุดยืนชัดเจนท่าทีชัดเจนที่จะมีการผลักดันสุดท้ายก็ต้องไปดุว่า โรงสร้างส.ส.ร.จะเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นมากน้อยแค่ไหน หรือในที่สุดจะถูกครอบงำโดยทางฝ่ายการเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่มองกันว่า สุดท้ายแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความต้องการของฝ่ายการเมืองมากกว่า  นายอภิสิทธิ์ กล่าว คำตอบของนพ.เหวง โตจิราการ ส.ส. ระบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แกนนำนปช.ก็ชัดเจนว่า เมื่อแก้รัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะกลับมา กลายเป็นเอาเรื่องกฎหมายสูงสุดของประเทศมาทำเพื่อรองรับเป้าหมายของคนๆหนึ่ง และที่มีการกล่าวว่าส.ส.ของพรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่งเปรียบเทียบว่า เลือกนายกฯไม่ได้เลือก กษัตริย์โดยตรงนั้นตนมองว่าจะมีการเลือกตั้งผู้บริหารอะไรอย่าไรต้องดูในระบบในภาพรวม อยากให้หลีกเหลี่ยงการพุดจำที่จะทำให้เกิดการกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน

“มาร์ค” แนะ “ยิ่งลักษณ์” ควรตอบภารกิจลับ ว.5 ในสภาเหมาะกว่าไปแจงผ่านเฟสบุ๊ค

กุมภาพันธ์ 24, 2012 by jariya_n  
Filed under breakingnews, news report

มาร์ค  แนะ ยิ่งลักษณ์ ควรมาตอบ ภารกิจลับ ว.5 ในสภาเหมาะกว่าไปแจงผ่านเฟสบุ๊ค  ย้อนถามใครกันแน่ รังแกสุภาพสตรี ยกกรณี รังสิมาถูกแกนนำแดงปราศัรย

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านในสภา ฯกล่าวถึง การชี้แจงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีปฏิบัติภารกิจ ว.5  ผ่านทางสื่อออนไลน์ในเฟสบุ๊ค โดยไม่ยอมมาใช้เวทีทางสภาในการชี้แจงว่า  เรื่องนี้กระทู้ที่น.ส.รังสิมา  รอดรัศมี  ส.ส.สมุทรสงคราม  พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยยื่นกระทู้ถามไปก็ยังอยู่  และเป็นเรื่องที่นายกฯต้องมาตอบคำถาม   2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีหลายคำตอบและมีความขัดแย้งกันเอง  และเป็นเรื่องน่าเสียดายว่า เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้ตั้งแต่ต้น   แล้วเหตุใดจึงปล่อยค้างไว้ให้เรื่องลุกลามบานปลายออกไปเช่นนี้  แต่ว่าเรื่องนี้อย่างไรก็ตาม  คิดว่ากระบวนการตรวจสอบมันก็มีช่องทางที่จะเดินกันต่อไป  ดูคนจัดรายการในบูล สกาย ทีวี ก็ถูกแจ้งความไปเรียบร้อย ก็ต้องไปรับผิดชอบ ไปพิสูจน์ตัวเองตามระบบ ขณะเดียวกัน ก็มีการยื่นประเด็นเรื่องของจริยธรรมของนายกรัฐมนตรีไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน  และรู้สึกว่าเมื่อวานนี้ ( 23 ก.พ.)ก็มีอีกกลุ่มไปยื่นกับผู้ตรวจการก็ต้องตรวจสอบกันต่อไป

” ผมเพียงแต่จะพูดอย่างเดียวว่า ใครที่บอกว่า ฝ่ายค้านหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไปรังแกสุภาพสตรีหรือไม่นั้น  ผมว่าอยากให้เปรียบเทียบกับสิ่งที่ฝ่ายค้านดำเนินการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบ  สิ่งที่ผมคิดว่า ถ้าเป็นในต่างประเทศก็จะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญกับการที่มีการโจมตีคนตรวจสอบอย่างเช่น  คุณรังสิมา แล้วไปดูเถอะครับว่า  อย่างไหนที่เรียกว่า รังแกผู้หญิง  อย่างไหนที่เรียกว่า หยาบคายไม่เหมาะสม  ผมเข้าใจว่า คุณรังสิมาก็คงต้องใช้สิทธิทางกฎหมายเหมือนกัน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ครม.มอบ “กฤษฎีกา” ดูความจำเป็นออกกฎหมายฟอกเงิน

กุมภาพันธ์ 22, 2012 by jariya_n  
Filed under breakingnews, news report, มติ ครม.

ครม.มอบ “กฤษฎีกา” ดูความจำเป็นออกกฎหมายฟอกเงินหลัง FATF เตือนไทยถูกแบล็กลิสต์ พร้อมให้ “กิติรัตน์” ดูผลกระทบ  ซัดรัฐบาล “มาร์ค” ทำไทยถูกลดอันดับ

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี นางฐิติมา  ฉายแสง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้หยิบยกกรณีที่ สำนักงานคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน ( FATF ) ประกาศให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่ขบวนการก่อการร้าย โดยบอกว่าเรื่องนี้เป็นการดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณาของปปง.ในประเด็นที่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย

นางฐิติมา กล่าวด้วยว่า ความจริงแล้วพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีผลบังคับใช้แล้วซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาอีก 2 ครั้ง รวมถึงมีการออกกฎกระทรวงเพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ที่น่าสังเกตคือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ทางFATF ได้เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ยกระดับการดูแลอย่างเข้มงวด ซึ่งรมว.ยุติธรรมในขณะนั้นได้ทำเรื่องเสนอครม.อนุมัติแนวปฏิบัติการเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 53 ซึ่งรวมถึงการดำเนินการยกร่างกฎหมายใหม่คือ1.พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. และ2.พรบ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายพ.ศ. ดังนั้นต้องถามรัฐบาลที่ผ่านมาว่า ในช่วงเวลานั้นทำอะไรอยู่ เหตุใดจึงไม่เร่งชี้แจงแก้ไขหลักกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้เข้าสภา ทั้งที่เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่กลับปล่อยให้ทางFATF  มาลดอันดับความน่าเชื่อถือ

นางฐิติมา กล่าวอีกว่า ครม.ได้มีมติมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อพิจารณาในข้อกฎหมายว่ามีความจำเป็นเพียงใดที่จะต้องมีกฎหมายใหม่ เนื่องจากขณะนี้มีกฎหมายใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการก่อการร้ายอยู่หลายฉบับ และหากจะเป็นต้องมีกฎหมาย จะต้องพิจารณาทั้งการให้ความเชื่อมั่นกับต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องมีการคุ้มครองให้มีความเป็นธรรม แก่บุคคลที่จะถูกบังคับโดยกฎหมายที่จะกำหนดขึ้นใหม่ และได้มอบหมายให้นายกิติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลัง ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในเรื่องนี้

มาร์คเตือนรัฐบาลแจงให้ชัดแก้รธน.-ม.112

กุมภาพันธ์ 12, 2012 by pafrank  
Filed under breakingnews, การเมือง

“อภิสิทธิ์”ชี้รัฐบาลจุดชนวนความขัดแย้งในบ้านเมือง ทั้งเรื่องแก้ไขรธน.-ม.112 ต้องชี้แจงให้ชัดเจน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า สาเหตุของความขัดแย้งในบ้านเมืองขณะนี้ เกิดขึ้นจากการสร้างปมปัญหาของรัฐบาล แม้จะมีความพยายามในการสร้างภาพความปรองดอง ด้วยการเชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษร่วมงานรักประเทศไทย เดินหน้าประเทศไทย

แต่อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์เห็นว่า ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่ถือว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร ขณะที่เชื่อว่า ชนวนความขัดแย้งอยู่ที่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ และการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งรัฐบาลจะต้องชี้แจงทั้ง 2 เรื่องนี้ให้ชัดเจน

รองโฆษกรัฐซัด “มาร์ค” หลักลอยไม่รู้ร้อนรู้หนาวขวางแก้รธน.

กุมภาพันธ์ 9, 2012 by jariya_n  
Filed under breakingnews, news report, การเมือง

รองโฆษกรัฐซัด”มาร์ค”โลเลเดี๋ยวหนุนเดี๋ยวต้านแก้รธน. จวกไม่รู้ร้อนรู้หนาว รธน. 40 ไม่เป็นปชต.
เมื่อ วันที่ 9 ก.พ.  นายอนุสรณ์   เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า วิปฝ่ายค้าน และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไม่ร่วมสังฆกรรมและ ไม่เห็นด้วยที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ว่า ก่อนหน้านี้นายอภสิทิธิ์ยังมีท่าที เห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไข แต่ล่าสุดมาบอกว่าไม่เห็นด้วย นี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉายา “หล่อหลักลอย”ในปีก่อน ยังตามมาหลอกหลอนคนไทย เพราะลักษณะไม้หลักปักเลน เฉพาะเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ บิดไปบิดมาหลายครั้ง จนน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น ” อภิบิด” เพราะ วันก่อนหนุนวันนี้ขัดขวางเคยเกิดขึ้น หลายครั้ง                                            พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยรู้ร้อนรู้หนาว สัมผัสไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้สถาบันการเมืองอ่อนแอ วันนี้ต้องยอมรับโดยดุษฎีว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะในอดีตนายอภิสิทธิ์เคยตั้งนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้เสนอแก้ 6 ประเด็น แต่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่นำพา แก้แค่ 2 ประเด็น
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ที่เด่นชัดไปกว่านั้น จากกงล้อประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยแสดงบทบาทนำ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย แม้แต่ รัฐธรรมนูญปี40 คนถือธงนำแก้ไข ยังตกเป็นของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย   แสดงให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่ไม่สามารถเป็นความหวังของประชาชนฝ่ายการเมืองก้าวหน้า ที่รอสร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศชาติได้เลย เพราะพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ ติดหล่มกับดักความคิดเก่าๆ ของตัวเอง จนไม่สามารถปีนขึ้นมาอยู่ในโลกการเมืองปัจจุบัน และสักวันหนึ่ง ฝ่ายการเมืองก้าวหน้า ก็จะพากันฝังกลบและก้าวข้ามพ้นความคิดเก่าๆแบบนี้ไปในที่สุด

หน้าก่อนหน้าหน้าต่อไป


ผลสลากกินแบ่งฯงวด 16 พ.ค.55