Get Adobe Flash player

อปท. จี้ สตง.และ ป.ป.ช.เอาจ​ริงตรวจสอบ​ทรัพย์สินนั​กการเมืองและ​ข้าราชการระ​ดับสูง

พฤศจิกายน 20, 2011 by pafrank  
Filed under breakingnews

เมื่อเวลา 09.30 น.ของวันที่ 20 พฤศจิกายน 54 นายสิทธิชัย เจริญธนะจินดา นายกเทศมนตรีตำบลท่าเสา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า กรณีการปล้นบ้านของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งผู้ต้องหาที่ร่วมกันปล้นให้การว่า นอกจากเงิน 200 ล้านบาท ที่ปล้นมาได้ยังมีเงินซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านอีกกว่า 1,000 ล้านบาท เรื่องนี้ถือเป็นการพิสูจน์ว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะต้องดำเนินการตรวจสอบที่มาที่ไปว่า ข้อเท็จจริงเรื่องเงินอีก 1,000 ล้านมีอยู่ในบ้านจริงหรือไม่ หากเป็นเรื่องจริงก็ต้องสอบสวนต่อไปว่า เงินดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไรถึงได้มีจำนวนมหาศาลเช่นนี้หากเป็นเรื่องจริงตามที่คนร้ายให้การนั้น หากฐานะทางครอบครัวของปลัดกระทรวงคมนาคมไม่รวยมาก่อนก็อาจถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวได้มาโดยไม่ชอบ อาจมีเรื่องเกี่ยวข้องกับการทุจริตได้ หรือมีนักการเมืองคนใดฝากไว้หรือไม่ หรือว่าเงินจำนวนอีกกว่า 1,000 ล้านบาทได้มาไม่ถูกต้องถึงต้องเก็บไว้ที่บ้านเพื่อป้องกันการตรวจสอบจากหน่วยงาน เพราะหากนำไปฝากธนาคารหน่วยงานที่ตรวจสอบก็จะสามารถตรวจสอบได้ เรื่องนี้ ป.ป.ช.ต้องเอาจริงเอาจัง

“นอกจาก ป.ป.ช.แล้ว สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ไม่ควรนิ่งเฉยต่อเรื่องที่เกิดขึ้น จะต้องเข้าไปตรวจสอบที่มาของเงิน รวมถึงโครงการทุกโครงการที่เป็นของกระทรวงคมนาคมว่ามีการดำเนินการโปร่งใสหรือไม่ หากเป็นไปได้ทั้ง ป.ป.ช.และ สตง.ควรเข้าไปตรวจค้นบ้านของรัฐมนตรี นักการเมือง และข้าราชการระดับสูงทุกกระทรวง เพราะเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับปลัดกระทรวงคมนาคมเท่านั้น แต่รายอื่นน่าจะต้องมีพฤติกรรมดังกล่าว หาก ป.ป.ช.และ สตง.ทำได้ก็จะทำให้บ้านเมืองปลอดจากการทุจริต จะไม่มีนักการเมืองหน้านักบุญแต่ใจบาปอีกต่อไป” นายสิทธิชัย กล่าว

รองผู้ว่ากทม.โยนซีซีทีวีปลอมเป็นเรื่องการเมือง

กันยายน 27, 2011 by blackkat  
Filed under breakingnews, news report, การเมือง

ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษาและติดตามระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสารเพื่อความปลอดภัยของบ้านเมือง ในคณะคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา เพื่อพิจารณากรณีการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด(ซีซีทีวี)เปล่า ในพื้นที่กทม. โดยเชิญนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม. และเจ้าหน้าที่กทม.เข้าชี้แจง โดยมีนางนิลวรรณ เพชระบูรณิน ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการฯ และนายโสภณ ศรีมาเหล็ก ส.ว.น่าน ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ร่วมรับฟัง โดยนายธีระชนกล่าวว่า ยืนยันการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม.โปร่งใสตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ แต่มีความพยายามโยงเป็นเรื่องการเมือง เพราะใกล้ถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ซึ่งในประเด็นการเมือง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ได้กำชับให้ฝ่ายข้าราชการประจำ และกทม. งดการตอบโต้ เพียงแต่ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเท่านั้น ทั้งนี้ยอมรับว่ากทม.ติดตั้งกล้องดัมมี่จริง แต่ขณะนี้เหลือเพียง 500 ตัว เป็นเรื่องของข้อจำกัดงบประมาณ จึงต้องจัดซื้อกล้องดัมมี่ในราคาตัวละ 1,000 บาท มาติดตั้ง เพื่อป้องปรามอีกทั้งในการชุมนุมทางการเมืองช่วงที่ผ่านมามีการทำลายกล้องซีซีทีวีไปจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายกว่า 33 ล้านบาท

นายธีระชนกล่าวว่า ช่วงทำโครงการกล้องซีซีทีวี 10,000 ตัวนั้น ยืนยันว่าไม่มีการจัดซื้อกล้องหลอก หรือกล้องดัมมี่ แต่ที่ยังคงค้างอยู่เป็นของเก่าที่ติดตั้งไว้เพื่อป้องปราม โดยหลักสากลหน่วยงานไม่ควรเปิดเผยเรื่องกล้องดัมมี่ เพราะจะเกิดความเสียหาย แต่เมื่อเรื่องถูกยกมาเป็นประเด็นจำเป็นต้องเปิดเผย แต่การติดตั้งกล้องดัมมี่ใน กทม. ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น ในหลายประเทศก็ทำ รวมถึงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พบจากรายงานของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ของสภาฯว่ามีการติดตั้งกล้องดัมมี่มากถึง 7,000 ตัว เป็นกล้องจริงเพียง 327 ตัว ซึ่งกรณีนี้เกิดขึ้นในปี 2548 หลังที่ปรากฎเป็นประเด็นในเวปไซต์พันทิป ทางกทม.ได้เชิญกลุ่มที่โพสต์ข้อความมารับฟังข้อเท็จจริง และได้ติดตามบุคคลที่เป็นผู้ถ่ายรูปกล้องซีซีทีวีดัมมี่มาด้วย โดยติดตามจากกล้องซีซีทีวีที่ใช้งานได้จริงในพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้นจึงเป็นการพิสูจน์ได้ว่าในพื้นที่ที่ติดตั้งกล้องดัมมี่ ยังมีกล้องที่สามารถทำงานได้จริง เพื่อความโปร่งใส ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ได้ส่งเรื่องให้ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ประธานคณะกรรมการสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบในการบริหารราชการกรุงเทพฯ ได้ตรวจสอบ และพร้อมให้หน่วยงานภายนอกกทม. อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เข้าตรวจสอบสัญญา สำหรับประเด็นการตั้งข้อสังเกตจากบุคคลภายนอกซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายกับองค์กรของกทม.เป็นเรื่องที่ข้าราชการประจำมีสิทธิ์ที่จะปกป้องศักดิ์ศรีขององค์กร ด้วยการชี้แจง หรือหากกลายเป็นประเด็นโจมตีเพื่อหวังผลการเมือง เป็นสิทธิ์กทม.ดำเนินการใดๆ เพื่อรักษาชื่อเสียงขององค์กรด้ว

ทั้งนี้นายสุรศักดิ์ อำนวยวิทย์ ที่ปรึกษา กรรมาธิการฯ ได้สอบถามถึงความสำคัญของการติดตั้งกล้องดัมมี่ ที่ยังไม่มีกล้องจริงมาทดแทน ซึ่งนายธีระชนชี้แจงว่า การติดตั้งกล้องจริงแทนกล้องดัมมี่นั้น ผู้บริหารกทม.ได้มอบหมายให้ข้าราชการประจำ อาทิ ปลัดกทม. และผู้อำนวยการสำนักงานการจราจรและขนส่ง(สจส.) เป็นผู้ไปพิจารณาบนเงื่อนไขสัญญา และกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้น ยืนยันว่าในสมัยผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบันไม่มีการติดตั้งกล้องดัมมี่อีก และในโครงการระยะต่อไปที่จะติดตั้งกล้องซีซีทีวีในพื้นที่กทม. ครบ 20,000 ตัวนั้น กล้องจะเป็นกล้องจริงทั้งหมด

กทม.ยอมล้มโครงการ “สกายวอร์ก” เฟส 2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ส่งหนังสือฉบับที่ 3 ถึง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ให้ทบทวนโครงการสกายวอร์ก เนื่องจากขั้นตอนการดำเนินงานของกทม. ไม่โปร่งใส และไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของ สตง. โดยเฉพาะการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในการใช้บริการทางเดินยกระดับ หรือซูปเปอร์สกาย วอร์ก ระยะที่ 1 พื้นที่ถนนสุขุมวิท (ซอยนานา-แบริ่ง) พญาไท รามคำแหง และวงเวียนใหญ่ รวมระยะทาง 16 กิโลเมตร

นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า กทม.ไม่ได้เร่งรัดโครงการดังกล่าว เพราะสตง.และประชาชนยังมีข้อสงสัย จึงต้องทำให้เกิดความชัดเจนก่อนที่จะเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะ 3 เส้นทางที่ สตง.ท้วงติงมา ได้แก่ เส้นทางสุขุมวิท (ซอยนานา-แบริ่ง) เส้นทางพญาไท (สนามกีฬาแห่งชาติ-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) และเส้นทางรามคำแหง ทั้งนี้ กทม.จะไม่ดื้อดึงที่จะดำเนินโครงการต่อ แต่จะเดินหน้าทำประชาพิจารณ์ที่เปิดกว้างตามที่ สตง.ได้ร้องขอ โดยกทม.จะดำเนินการโดยไม่รีบร้อนแต่อย่างใด

นายธีระชน กล่าวต่อว่า ขณะที่โครงการซูเปอร์สกายวอล์กระยะที่ 2 บริเวณราชดำริ สีลม สาทร เพชรบุรี รามคำแหง เอกมัย ทองหล่อ พหลโยธิน กรุงธนบุรี และบางหว้า ระยะทางรวม 32 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ที่จะมีแผนจะก่อสร้างในปี 2555-2557 กทม.เห็นว่าควรจะต้องยกเลิกออกไป เนื่องจากต้องรอโครงการระยะที่ 1 ให้มีความชัดเจน ทั้งนี้ โครงการสกายวอล์กเฟส 2 ที่ต้องพับ เพราะส่วนหนึ่งสังคมยังมีข้อสงสัย แต่อยากบอกว่าขอสมน้ำหน้าคน กทม. หากโครงการเฟส 1 ไม่เกิด เนื่องจากจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์เอง

นายธีระชน กล่าวด้วยว่า ส่วนเส้นทางซูเปอร์สกายวอล์กสายอื่นๆ ที่ไม่กระทบกับงบประมาณ กทม. ยังคงสามารถเดินหน้าต่อไปได้ อาทิ เส้นราชประสงค์ และฝั่งธนบุรีช่วงวงเวียนใหญ่ ซึ่งในโครงการระยะที่ 1 ระยะทางรวม 16 กิโลเมตร งบประมาณกว่า 5,200 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ ได้ทำการประกวดราคาแล้ว โดยสามารถปรับลดงบประมาณเหลือ 3,000 กว่าล้านบาท แต่หากแม้ว่าประชาชนจะไม่พอใจสามารถคัดค้านได้ ถึงแม้ว่าจะผ่านขั้นตอนการประกวดราคาแล้วก็ตาม

สตง.ตอกหน้าหน่วยงานรัฐตุกติก บกพร่อง ทำเสียหายกว่า 4 หมื่นล้าน

มีนาคม 25, 2011 by Anuthida_c  
Filed under breakingnews, มติ ครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครม.วันที่ 28 มี.ค. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ขอให้นำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณพ.ศ.2552 ของสตง. เสนอครม. เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐนำไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยสตง.ได้รายงานผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ สรุปดังนี้ สตง.มีหน่วยรับตรวจในความรับผิดชอบตรววจสอบ รวมทั้งสิ้น 71,866 หน่วย ซึ่งตรวจสเสร็จและออกรายงานแล้ว รวม 5,551 หน่วย และได้ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่โดยได้ตรวจสอบเงินงบประมาณแผ่นดิน มูลค่างานตามสัญญาซื้อจ้าง จำนวน 339,612.60ล้านบาท ตรวจสอบเพื่อแสดคงามเห็นต่องบการเงิน รัฐวิสาหกิจ กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน หน่วยงานอิสระ/องค์การมหาชนและองค์กรอื่น มีมุลค่าสินทรัพย์ รวมทั้งสิ้น 15,103,964.39 ล้านบาท(ไม่รวมงบสอบทาน” ในภาพรวมประมาณการมูลค่าความเสียหาย/ค่าเสียโอกาสเป็นตัวเงิน ทั้งสิ้น 44,535.25 ล้านบาท (เงินงบประมาณที่เรียกคืนหรือรายได้ที่จัดเก็บเพิ่ม จำนวน 2,099.02 ล้านบาท และประมาณการมูลค่าความเสียหายที่รัฐสูญเสียงบประมาณโดยไม่ประหยัดหรือสูญเสียรายได้ 42,436.23 ล้านบาท)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้จากหน่วยรับตรวจที่ตรวจสอบแล้วมีข้อสังเกต 3,625 หน่วย ซึ่งสาเหตุของการเกิดความเสียหายมาจาากหน่วยรับตรวจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติครม. และแบบแผนปฏิบัติราชการ ระบบการควบคุมภายในไม่รัดกุม ขาดหลักการบริหารจัดการที่ดี ควาไม่ซื่อสัตย์สุจริตของผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานใช่อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ การมีส่วนได้ส่วนเสีย และทำการโดยเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น จึงมีข้อเสนอแนะจากผลการตรวจสอบ ทำให้หน่วยรับตรวจมีความระมัดระวังกสารปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและมีการดูแลป้องกันเงินและทรัพย์สินมากขึ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง ในปีงบฯ 2552 สตง.ได้รับประกาศประกวดราคา 25,530 ประกาศ และสัญญาจ้าง 59,057 สัญญา โดยได้ตรวจสอบเอกสารประกาสการประกวดราคาและสังเกตการณ์การประกาศประกวดราคา 3,202 ประกาศ ตรวจสอบเอกสารสัญญาการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง/ผู้ขายและช่วงระยะเวลาประกัน/การใช้ประโยชน์ จำนวน 7,995สัญญา จากหน่วยงานที่ตรวจสอบ 2,171 หน่วย มูลค่าตามสัญญา 339,612.61ล้านบาท ซึ่งพบว่าหน่วยงานภาครัฐดำเนนิการจัดซื้อจ้ดจ้างไม่เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง และมีบางส่วนจัดจ้างไม่โปร่งใส รวม 954 หน่วย 3,545เรื่อง มูลค่าตามสัญญา 14,108.68 ล้านบาท ส่วนการตรวจสอบการดำเนินงาน ในปีงบฯ 52 สตง.ได้ตรวจสอบการดำเนินงานรวม 33 โครงการ ครอบคลุม 191 หน่วยงาน พบว่ามีโครงการทำให้รัฐสูญเสียเงินงบประมาณหรือสูยเสียรายได้ ประมาณมูลค่าความเสียหาย/ค่าเสียโอกาสเป็นจำนวน 42,418.07 ล้านบาท เนื่องจากการดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ การจัดหาพัสดุยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ระบบGFMIS ยังขาดความสมบูรณ์

กก.สรรหาชี้ไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องคุณสมบัติส.ว.

กุมภาพันธ์ 21, 2011 by Anuthida_c  
Filed under breakingnews, การเมือง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการสรรหาส.ว. กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการสรรหา 7 คน ว่า ก่อนการประชุมคณะกรรมการสรรหาส.ว.ได้มีการหารือในประะเด็นกรณีนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะรักษาการแทนผู้ว่า สตง. จะสามารถใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานกรรมการการตรวจเงินแผ่นดินในในการเข้าทำหน้าที่กรรมการสรรหาได้หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมและตัวนายพิศิษฐ์ก็เห็นว่า หากเข้าทำหน้าที่กรรมการสรรหาฯอาจเกิดข้อโต้แย้งในเรื่องของการใช้อำนาจตามมาในภายหลัง จึงเห็นรวมกันว่านายพิศิษฐ์จะไม่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการสรรหา ซึ่งจะเป็นผลให้การสรรหาส.ว.ครั้งนี้มีกรรมการสรรหาส.ว.เพียง 6 คนเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 113 วรรคท้่าย ที่บัญญัติว่าในกรณีที่ไม่มีกรรมการใ้นตำแหน่งใด หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ากรรมการทีเหลืออยู่นั้นมีจำนวนไม่น้องกว่ากึ่งหนึ่งให้คณะกรรมการสรรหส.ว.ประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่ จากนั้นกรรมการสรรหาฯทั้ง 6 คนได้มีการประชุมและมีมติเห็นชอบให้นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นประธานกรรมการสรรหาส.ว.

นายสุทธิพล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประุชุมได้มีการพิจารณาประเด็น คุณสมบัติผู้ที่จะได้รับการสรรหาเป็นส.ว.ที่มีการหารือมาว่าจะต้องลาออกจากการเป็นส.ว.ปัจจุบันก่อนหรือไม่ โดยเห็นว่าเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา และไม่ได้มีการหารือว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นอำนาจในการพิจารณาขององค์กรใด อย่างไรก็ตามการสรรหาที่ผ่านมาหากมีการร้องเรียนจะเป็นใน 2 ลักษณะคือร้องเรียนว่ากระบวนการสรรหาไม่ชอบ ซึ่งก็มีระยะเวลาตามที่พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว.กำหนดไว้ และมีการร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติที่เป็นเหตุให้สิ้นสมาชิกภาพการเป็นส.ว. ซึ่งกกต.ก็จะดำเนินการตรวจสอบและเสนอเรื่องไปยังประธานวุฒิสภาตามมาตรา 91 หรือส.ว.จำนวนหนึ่งเข้าชื่อกัน เพื่อยื่นให้กับประธานวุฒิสภาเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ทั้งหมดเป็นกระบวนการหลังการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว

แต่ในขณะที่จะเริ่มการสรรหานั้นและคณะกรรมการสรรหาเห็นว่าประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจ ในส่วนของกกต.ที่เป็นฝ่ายธุรกาดำเนินการรับการลงทะเบียนพร้อมเสนอชื่อผู้เหมาะสมเป็นส.ว.หากมีองค์กรใดเสนอชื่อ ส.ว.ปัจจุบันที่ยังไม่ลาออก เข้ามาก็จะรับไว้และตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอน แต่ทั้งนี้ไม่อาจตอบได้ว่าการไม่ลาออกก่อนการเข้ารับการสรรหาเป็นส.ว.จะเป็นเหตุให้คณะกรรมการสรรหาแก้ปัญหาด้วยการไม่เลือกให้ผู้นั้นเป็นส.ว.หรือไม่

นายสุทธิพล ยังกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้รับทราบกรณีร่างพ.ร.บ.การจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬพ.ศ…. ผ่านความเห็นชอบของสภาแล้ว และยอมรับว่าอาจส่งผลกำหนดจำนวนส.ว.สรรหา แต่เห็นว่าขณะนี้พ.ร.บ.ดังกล่าว ยังไม่มีผลใช้บังคับจึงให้ดำเนินการตามกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันไปก่อน ซึ่งหากพ.ร.บ.จัดตั้งจัหวัดบึงกาฬ มีผลบังคับใช้เมื่อใดก็ต้องมีการปรับสัดส่วนของส.ว.สรรหาที่จากเดิมต้องสรรหา74 คนเหลือสรีรหาเพียง 73 คน เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีส.ว.ทั้งสิ้น 150 คน และให้แต่ละจังหวัดมีส.ว. 1 คน ดังนั้นเมื่อพ.ร.บ.บึงกาฬมีผลใช้บังคับก็ต้องมีส.ว.เลือกตั้ง 77 คน และส.ว.สรรหา 73 คน อย่างไรก็ตามการสรรหาส.ว.ในกรณีพ.ร.บ.บึงกาฬมีผลใช้บังคับจะลดสัดส่วนการสรรหาส.ว.จกาภาคใดก็เป็นดุลยพินิจของคณะกรรมกรสรรหา เพราะที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีการวางหลักเกณฑ์ว่าจะต้องเลือกจากภาคนั้นเท่านั้นเท่านี้ แต่จะใช้จำนวนขององค์กรที่เข้าเสนอชื่อในแต่ละภาค หากภาคใดเสนอชือเข้ามามากก็จะเลือกภาคนั้นมาก

“ตามกรอบระยะเวลาในวันที่ 16 มี.ค.ซึ่งจะเป็นการประชุมคณะกรรมการสรรหานัดถัดไปกกต.ก็จะต้องส่งมอบรายชื่อองค์กรที่เสนอชื่อผู้เข้ารับการสรรหาและประวัติให้กับคณะกรรมการสรรหาที่จะมีเวลาดำเนินการสรรหาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยจะต้องส่งรายชื่อผู้ที่จะได้รับการสรรหาเป็นส.ว.ไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาไม่เกินวันที่ 19 เ.ย. ซึ่งเราคิดว่าในช่วงเวลาที่กกต.เสนอชื่อให้คณะกรรมการสรรหาพ.ร.บ.จัดตั้งจังหวัดบังกาฬจะมีผลบังคับใช้แล้วตรงนั้นก็ดุลยพินิจของคณะกรรมการสรรหาที่จะพิจารณาในเรืื่องสัดส่วนของการสรรหา” นายสุทธิพล กล่าว

นายสุทธิพล กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหาเพื่อช่วยกลั่นกรองของคณะกรรมการสรรหาในแต่ละภาค โดยภาควิชาการ มีเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นประธานภาครัฐ เลขาธิการป.ป.ช.ภาคเอกชน มีเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ภาควิชาชีพ รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และภาคอื่นๆ เลขาธิการกกต.เป็นประธาน

“พิศิษฐ์” ชวดร่วมเป็นกก.สรรหาสว. ต้องหอบเอกสารกลับ

กุมภาพันธ์ 21, 2011 by Anuthida_c  
Filed under breakingnews

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงาน กกต.ว่า เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (21 ก.พ.) ได้มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ที่ ห้องประชุมชั้น 9 ซึ่งจะเป็นการประชุมหารือนัดแรก ก่อนที่จะีเริ่มเข้าสู่กระบวนการสรรหา โดยก่อนกาประชุมจะเริ่มต้นขึ้น ได้มีการหารือนอกรอบถึงประเด็นที่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ในฐานะรักษาการผู้ว่า สตง.จะสามารถเข้าร่วมการประชุมเพื่อทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหาได้หรือไม่ โดยมีรายงานว่านายพิศิษฐ์ ได้เดินทางมาพร้อมกับเอกสารและคำพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งการหารือดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และนายพิศิษฐ์ ก็ได้เดินทางกลับ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสรรหา

จากนั้นคณะกรรมการสรรหาฯ ได้เริ่มประชุม โดยมีนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม และมีคณะกรรมการประกอบด้วย นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. นายปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนายเกษม คมสัตย์ธรรม รองประธานศาลปกครองสูงสุด

“พิศิษฐ์” ลุ้น ตำแหน่งรักษาการสตง.จะเข้าร่วมเป็น 7 อรหันต์สรรหาส.ว.ได้หรือไม่

กุมภาพันธ์ 20, 2011 by Anuthida_c  
Filed under breakingnews, การเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นัดประชุมคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ห้องประชุมชั้น 9 ซึ่งจะเป็นการประชุมหารือนัดแรก ก่อนที่จะีเริ่มเข้าสู่กระบวนการสรรหา เนื่องจากมีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องมีความชัดเจนก่อนมีการสรรหาเกิดขึ้น โดยเฺฉพาะประเด็นที่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ในฐานะรักษาการผู้ว่า สตง.จะทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหาได้หรือไม่

สำหรับคณะกรรมการสรรหาส.ว.จำนวน 7 คน ประกอบไปด้วย 1. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 2 .ประธานกกต. 3. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน 4. ประธานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 5. ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 6. ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมายจำนวน 1 คน และ7.ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจำนวน 1 คน