Get Adobe Flash player

ผู้บริโภคระวังผัก4ชนิด เสี่ยงสารพิษตกค้าง

มกอช.เผยผลสุ่มตรวจผัก-ผลไม้ตามท้องตลาดพบ ผัก 4 ชนิด คะน้า-มะเขือเปราะ-กวางตุ้ง-ถั่วฝักยาว เสี่ยงสารพิษตกค้าง

นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) เปิดเผยว่า จากการที่ มกอช.ได้ติดตามประเมินความเสี่ยงสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ตามโครงการเฝ้า ระวังความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหารมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการสุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าผักและผลไม้ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมา ตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้าง

ผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างผักและผลไม้ จำนวน 164 ตัวอย่าง พบว่า มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน 33 ตัวอย่าง คิดเป็น 20 %  ของตัวอย่างทั้งหมด ในจำนวนนี้ เป็นตัวอย่างที่มีความเสี่ยงต่อผู้บริโภคแบบเรื้อรัง(chronic)หรือแบบเฉียบ พลัน(acute) หรือทั้ง 2 แบบรวมกัน 15 ตัวอย่าง คิดเป็น 9 %  โดยมีผักและผลไม้ที่พบความเสี่ยงสูง 4 ชนิด ได้แก่  ผักคะน้า 5 ตัวอย่าง มะเขือเปราะ 4 ตัวอย่าง ผักกวางตุ้ง 3 ตัวอย่าง และถั่วฝักยาว 3 ตัวอย่าง

ขณะเดียวกันยังพบด้วยว่า มีชนิดสารพิษตกค้างที่เกินมาตรฐาน 11 ชนิด ได้แก่ สาร chlopyrifos,  malathion, monocrotophos, profenofos, omethoate, prothiofos, cypermethrin, dimethoate, lambda-cyhalothrin, dicrotophos และสาร EPN  โดยมี 2 ชนิดที่มีความเสี่ยงต่อผู้บริโภคเกินค่าปลอดภัย คือ สาร dicrotophos และ EPN ซึ่งทั้งสองชนิดนี้ เป็นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชที่อยู่ในรายการสารเคมีซึ่งกรมวิชาการ เกษตรเฝ้าระวัง(watch list)  เบื้องต้น มกอช.ได้รายงานผลประเมินความเสี่ยงให้กรมวิชาการเกษตรทราบ เพื่อเป็นข้อมูลในการตรวจติดตามผักและผลไม้ที่มีความเสี่ยงสูง และใช้วางแผนการตรวจติดตามและควบคุมสารเคมีทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว ที่มีความเสี่ยงสูงต่อผู้บริโภค “นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย กล่าว

นาย ศักดิ์ชัยกล่าว่า ผู้บริโภคควรเลือกซื้อพืชผักและผลไม้ที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน โดยเลือกสินค้าจากแหล่งผลิตที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP หรือซื้อสินค้าที่มีตราเครื่องหมาย Q หรือผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์  ซึ่งเป็นช่องทางลดความเสี่ยงเรื่องสารพิษตกค้างปนปื้อนได้ ส่วนเกษตรกรควรระมัดระวังเป็นพิเศษในการใช้สารเคมีทางการเกษตร ไม่ควรเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนโดยลืมนึกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค

สธ.ยันไม่พบผู้ป่วยสารเคมีรั่วไหลจากนวนคร

รมว.สาธารณสุข ยืนยัน ไม่พบผู้ป่วยสารเคมีรั่วไหลจากนวนคร ประสานโรงงานเก็บให้มิดชิดและยกสูง 10 เมตรขึ้นไป

นายวิทยา บูรณะศิริ รมว.สาธารณสุข ควง พล.อ.อ.นพพร จันทวานิช กรรมการบริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน)  ออกแถลงข่าวโต้เหตุข่าวลือสารเคมีนวนวครรั่วที่ศปภ. พล.อ.อ.นพพร กล่าวว่าเมื่อเช้านี้ได้ส่งจนท.เข้าตรวนสอบนิคมฯนวนคร ยังไม่พบสารเคมีรั่วไหลตามข่าวลือที่ออกมาก่อนหน้านี้  และยังไม่มีประชาชนคนใดป่วยจากสาเหตุสารเคมีและกำชับเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบต้องนำน้ำล้างตัวทุกครั้งหลังภาระกิจเสร็จ

 


 

 



สธ.เตือนน้ำท่วมเน่าเลี่ยงสัมผัสหวั่นแหล่งเพาะยุงลาย

นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รมช.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีประชาชนได้รับผลกระทบจากที่เกิดปัญหาน้ำาเน่าในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ที่เกิดจากปัญหาขยะว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมดำเนินการกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเรื่องของการ EM (Effective Micro-organisms) เพื่อจำกัดการแพร่ขยายของเชื้อที่จะไปกับน้ำ วันนี้โรคระบาดยังไม่มี แต่คุณภาพของน้ำถือว่าต่ำมาก จนเกิดวิกฤตเสี่ยงต่อเกิดโรคหากน้ำยังท่วมขังอยู่อย่างนี้ การเดินทางสัญจรอยากให้ใช้ทางเรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ รวมถึงเด็กไม่ควรลงเล่นน้ำ กระทรวงสาธารณสุขได้มีการดำเนินการไม่ให้มีการแพร่กระจายของเชื้อโรคเหล่านี้ มาตรการของกระทรวงสาธารณสุข และกรมอนามัยเองก็ดำเนินการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ยอมรับว่า การใช้จุลินทรีย์บางพื้นที่ได้ผล บางพื้นที่ไม่ได้ผล โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว ดังนั้นยุทธศาสตร์การดำเนินการคือ ต้องเร่งจำกัดเชื้อที่มากับน้ำเสียในขณะนี้ โดยเฉพาะพื้นที่น้ำขังต้องดำเนินการ เพราะไม่อย่างนั้นยุงลายก็จะมา ถ้าเราไม่คิดกันไว้ก่อนผลตามมารุนแรงแน่นอน

 
เมื่อถามว่า มีวัคซีนป้องกันหรือไม่ นายต่อพงษ์ กล่าวว่า การใช้วัคซีนถือเป็นตัวแก้ท้ายที่สุด วันนี้ระเบียบวินัยของพี่น้องประชาชนสำคัญที่สุด คือต้นทุนถูกที่สุด วันนี้คือ ประชาชนต้องพยายามหลีกเลี่ยงน้ำให้มากที่สุด ในการบำบัดเราดูแลอย่างเต็มที่ และการแก้ไขปัญหาอีกอย่างหนึ่งในส่วนของน้ำที่เน่าเสีย คือต้องปล่อยให้น้ำมีการไหลผ่าน ไม่ขังที่เดียว และพื้นที่ไร่นาการเกษตรทำให้ตกผลึกการเน่าเสียได้อีกส่วนหนึ่ง ออกซิเจนในน้ำมีน้อยมากทำให้ปฏิกิริยาของน้ำลดน้อยลงไป ต้องเพิ่มอากาศในน้ำให้มากขึ้นและถ่ายเทมากขึ้น

 

หญิงไทยป่วยมะเร็งเต้านมเป็นอันดับ 1


นางวรินทร์พร ณิชาภัทร์นารากุล ประธานชมรมรู้เท่าทันมัจจุราชสีชมพู(มะเร็งเต้านม) กล่าวว่า เทศบาลนครขอนแก่น ร่วมกับกองทุนสุขภาพ โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลจิตเวช และหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดขอนแก่น ได้มุ่งเน้นให้ความรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันตนเองจากมะเร็งเต้านม เพราะหากรู้ตัวเร็วก็สามารถรักษาให้หายได้

ชมรมรู้เท่าทันมัจจุราชสีชมพู ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2552 เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคมะเร็งเต้านมให้กับผู้หญิงไทยตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันตนเองจากโรคร้าย รวมทั้งจัดตั้งกองทุนเพื่อบรรเทาและช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยที่ผ่านมาชมรมเรามีกิจกรรมมากมาย เพื่อให้ความรู้และกำลังใจผู้ป่วยมะเร็งให้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข การคัดกรองผู้ป่วย เป็นต้น

ปัจจุบันพบว่าหญิงไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมจำนวนมากขึ้นเป็นอันดับ 1 แซงมะเร็งปากมดลูกแล้ว และในปี 2554 นี้ รัฐบาล มุ่งเน้นการคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งมดลูกในสตรี ซึ่งอยู่ในนโยบายหลัก 21 ข้อ นอกจากนี้เดือนตุลาคม ถือเป็นเดือนแห่งการรณรงค์ป้องกันมะเร็งเต้านมที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน

“สปสช.” ย้ำใ้้ช้บัตรทอง ภัยน้ำท่วมรักษาฟรี

ประธานบอร์ด “สปสช.” ไฟเขียว รพ. สังกัดบัตรทองทุกแห่งรับรักษาชาวบ้านในพื้นที่น้ำท่วมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เอาใจชาวบ้านไม่ต้องฝ่าสายน้ำมา รพ. ที่ขึ้นทะเบียน

วันที่ 14 ก.ย. นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข  ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศขณะนี้ ได้มอบหมายให้ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดระบบบริการในพื้นที่ดูแลประชาชนผู้ประสบภัยเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชน ให้ได้รับความสะดวกในการใช้บริการโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและ หน่วยบริการอื่นที่อยู่ในโครงการหลักประกันสุขภาพทุกแห่งได้โดยไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในยามเจ็บป่วยระหว่างประสบภัยน้ำท่วมทั่ว ประเทศ

นพ.วินัย เปิดเผยว่า ขณะนี้ สปสช. ได้จัดทำหนังสือสั่งการไปยัง สปสช.เขตทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศและทำหนังสือไปยังหน่วยบริการทุกแห่งให้บริการประชาชนโดยไม่ คิดค่าใช้จ่าย ให้ถือเสมือนกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน ซึ่งเมื่อให้การดูแลรักษาแล้วสามารถเรียกเก็บค่าบริการตามหลักเกณฑ์การเบิก จ่ายกรณีอุบัติและเจ็บป่วยฉุกเฉินได้จาก สปสช. “หน่วยบริการทุกแห่งรวมทั้งของเอกชนที่อยู่ในโครงการหลักประกันสุขภาพจะได้ รับการเบิกจ่ายตามอัตราที่กำหนด โดย สปสช. ได้จัดเตรียมงบประมาณในส่วนนี้ไว้แล้ว และจะเร่งรัดการดำเนินการตามกระบวนการเบิกจ่ายนี้ให้รวดเร็วเพื่อให้โรง พยาบาลได้รับเงินเร็วขึ้น”

เลขาธิการ สปสช. กล่าวด้วยว่า ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมจะต้องให้ความระมัดระวังโรคที่เกิด ขึ้นในช่วงนี้ โดยต้องดูแลสุขภาพตนเอง เช่น การรักษาร่างกายให้อบอุ่น ป้องกันการเป็นไข้หวัด หากป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ควรปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นโดยให้ความ ระวังกับโรคที่เกิดขึ้นบ่อยในช่วงน้ำท่วม.

กรมควบคุมโรคห่วงใย แนะ!! ประชาชนใช้ 4 ส.

 

กรมควบคุมโรคห่วงใย แนะ!! ประชาชนใช้ 4 ส. เป็นแนวทางป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่อาจเพิ่มมากขึ้นในช่วงน้ำท่วม

กรมควบคุมโรคเผย ช่วงน้ำท่วมประชาชนอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคเพิ่มมากขึ้น ทั้งโรคติดต่อที่เกิดจากน้ำไม่สะอาด  โรคติดต่อจากแมลงเป็นพาหะ  รวมทั้งอุบัติเหตุและการบาดเจ็บต่างๆ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพและชีวิต  แนะ!! ประชาชน ใช้ 4 ส.เป็นแนวทางป้องกัน

นายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงที่เกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ของประเทศไทยอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเพิ่มมากขึ้น ทั้งโรคติดต่อจากน้ำที่ไม่สะอาด ได้แก่ ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค โรคฉี่หนู และไวรัสตับอักเสบ A   โรคติดต่อจากแมลงเป็นพาหะ ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้มาลาเรีย รวมทั้งอุบัติเหตุและการบาดเจ็บต่าง ๆ เช่น การจมน้ำ เป็นต้น

โรคติดต่อที่เกิดจากน้ำไม่สะอาด เนื่องจากภาวะน้ำท่วม ทำให้มีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อโรคต่างๆจากน้ำไม่สะอาดเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการบริโภคและการสัมผัส ประชาชนจะมีโอกาสติดเชื้อโรคและเจ็บป่วยได้ง่าย โดยพบว่าเชื้อโรคที่สามารถติดต่อทางน้ำ ได้แก่ 1.เชื้อไวรัส เช่น เชื้อไวรัสตับอักเสบ A 2.เชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อ อหิวาต์ ไทฟอยด์ เชื้อ Coliform  ที่ทำให้มีอาการท้องเสีย 3.เชื้อโปรโตซัว เช่น  cryptosporidium, amoeba , giardia

น้ำที่ไม่สะอาดจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังอักเสบ แผลติดเชื้อ ตาอักเสบ หรือ การติดเชื้อทางเดินอาหาร   และยังมีบางโรค เช่น โรคฉี่หนู( leptospirosis) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่สามารถติดต่อผ่านทางผิวหนังหรือเนื้อเยื่อของร่างกาย  จากการสัมผัสกับน้ำไม่สะอาดที่มีการปนเปื้อนจากฉี่หนูหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ติดเชื้อ  ซึ่งเป็นโรคที่เคยมีการระบาดในประเทศไทยมาแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2543  ผู้ที่ได้รับเชื้อโรคฉี่หนูอาจมีอาการหลังได้รับเชื้อ 2 – 4 วัน อาการเริ่มต้นอาจจะมีไข้เฉียบพลัน ไข้สูง ปวดหัวมาก ปวดเมื่อยตามตัว ถ้าเป็นรุนแรงอาจจะมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ตับวาย ไตวาย หรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้ ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อตรวจและรักษาโดยเร็วเพราะอาจทำให้เสียชีวิตได้

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวต่ออีกว่า โรคไวรัสตับอักเสบ A เป็นโรคติดต่ออีกโรคหนึ่งที่เกิดจากน้ำไม่สะอาด เพราะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ A จากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน โรคนี้จะมีระยะฟักตัวประมาณ 15-45 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการอักเสบของตับ เริ่มต้นจะมีอาการปวดเมื่อยตามตัว ไม่อยากอาหาร คลื่นไส้ ไข้ต่ำ ๆ อุจจาระสีซีด และปัสสาวะสีเข้ม มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองดีซ่าน ซึ่งโรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน

โรคติดต่อต่างๆที่เกิดจากน้ำไม่สะอาดส่วนใหญ่จะมาจากการปนเปื้อนของอาหารและน้ำ แต่สามารถป้องกันได้ ด้วยการเลือกดื่มน้ำที่สะอาด และต้องเพียงพอเพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ ใช้น้ำที่ต้มสุกหรือผ่านคลอรีน ถ้ามีอาการท้องเสียหรือขาดน้ำ ควรดื่มน้ำเกลือแร่เสริม หากมีอาการไข้ หรืออาการผิดปกติควรพบแพทย์  สามารถใช้ยาลดไข้ บรรเทาอาการไข้ได้  ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาด ทำความสะอาดอาหารและปรุงอาหารให้สุกทุกครั้ง

ด้านนายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเสริมว่าในช่วงน้ำท่วม นอกจากโรคติดต่อจากน้ำไม่สะอาดแล้ว ยังทำให้เกิด โรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากแมลงเป็นพาหะ มากขึ้นด้วย  เพราะน้ำที่ท่วมจะทำให้แมลงที่เป็นพาหะของโรคต่าง ๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้น เช่น ยุงลาย ทำให้เสี่ยงต่อการระบาดของไข้เลือดออก หรือในป่า มียุงก้นป่อง ที่ทำให้เกิดไข้มาลาเรีย ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นหลังจากการเกิดน้ำท่วมประมาณ 6 สัปดาห์ ส่วนโรคอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในภาวะน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุบัติเหตุ และการบาดเจ็บต่างๆ ถ้ามีบาดแผลควรฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และรับยาแก้อักเสบเพื่อป้องกันการติดเชื้อ หรือถ้าหากติดอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ๆ  ร่างกายมีภาวะอุณหภูมิต่ำผิดปกติ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะพบในเด็กเล็ก ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจ  หากเกิดอาการดังกล่าวต้องรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาทันที

ในช่วงน้ำท่วมประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังการดูแลสุขอนามัยมากขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากมีโอกาสที่จะเกิดโรคและภัยสุขภาพได้ง่าย  จึงขอแนะให้ใช้ 4 ส. เป็นแนวทางป้องกัน ส. ที่หนึ่ง น้ำ อาหารสะอาดต้องดื่มน้ำและกินอาหารที่สุกสะอาด ส. ที่สอง ร่างกายสะอาด ต้องรักษาร่างกาย มือเท้าให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่ขยี้ตาเมื่อมีฝุ่นหรือน้ำสกปรกเข้าตา  ให้ล้างด้วยน้ำสะอาด  ไม่ควรลงแช่น้ำที่ท่วมขัง หากจำเป็นต้องรีบล้างตัวให้สะอาดโดยเร็ว ส. ที่สาม สัตว์มีพิษ ต้องระวังสัตว์มีพิษ ที่อาจหลบหนีเข้ามาในที่พักอาศัย  เช่น  งู  แมงป่อง  ตะขาบ ส.ที่สี่ สิ่งแวดล้อม ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงสุขาภิบาลรอบตัว  เน้นการกำจัดขยะ  ถ่ายอุจจาระลงถุง  ตัดวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน   อย่าเข้าใกล้เสาไฟฟ้าแรงสูงเพราะอาจมีกระแสไฟฟ้ารั่วได้  และให้ระวังการจมน้ำด้วย หากประชาชนปฏิบัติได้ตามคำแนะนำก็จะเกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพและชีวิตรองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวปิดท้าย

 

 

ผู้หญิงไทยเสี่ยง 5 โรคเรื้อรัง คร่าชีวิตปีละกว่า 40,000 คน

 

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า  ขณะนี้ผู้หญิงมีความเสี่ยงหลายเรื่อง ทั้งจากโรคภัยคุกคามสุขภาพ ในปี 2553 มีรายงานผู้หญิงเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 5 โรคได้แก่ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจขาดเลือด รวม 42,500 คน อันดับ 1 คือโรคมะเร็งทุกชนิด 24,417 คน รองลงมาคือโรคหลอดเลือดสมอง 7,477 คน และโรคหัวใจขาดเลือด 5,327 คน นอกจากนี้ผู้หญิงยังเสี่ยงใช้ผลิตภัณฑ์เสริมความสวยความงามที่ไม่ปลอดภัย เช่น เครื่องสำอาง ผลิตอาหารลดความอ้วนต่างๆ อีกด้วย

ดังนั้นนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขต่อไปนี้ จะเร่งรัดมาตรการการสร้างสุขภาพ เพื่อลดอัตราป่วย และการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว รวมทั้งการจัดบริการดูแลสุขภาพเฉพาะกลุ่ม ได้แก่กลุ่มเด็ก สตรี กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ โดยเฉพาะในการดูแลสุขภาพกลุ่มสตรีนั้น กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมความร่วมมือจากองค์กรที่ดำเนินการเกี่ยวกับผู้หญิง เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาสุขภาพของผู้หญิง โดยร่วมมือกับสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์  รณรงค์ให้ทุกจังหวัดรวมทั้ง กทม. ตั้งชมรมสตรีไทยห่วงใยสุขภาพ ในปี 2554 นี้ตั้งเป้า 84 ชมรม เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มุ่งให้คนไทยทุกหมู่เหล่ามีสุขภาพดี และให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด มั่นใจว่าชมรมเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการกระตุ้น ให้ความรู้ ไปสู่กลุ่มผู้หญิงด้วยกัน หันมาใส่ใจสุขภาพอย่างทั่วถึงมากขึ้น

 

สธ.เผย “นกเตน” ทำปชช.เจ็บป่วยกว่า15,000ราย

กระทรวงสาธารณสุข เผยผลกระทบน้ำท่วมจากอิทธิพลพายุนกเตน 17 วัน มีผู้เจ็บป่วยกว่า 15,000 ราย เสียชีวิต 26 ราย สูญหาย 1 ราย มีผู้ประสบภัยมีอาการเครียดจัด ต้องติดติดตามดูแลเป็นพิเศษ 52 ราย และเปิดสายด่วนสุขภาพจิตหมายเลข 1323 ให้บริการปรึกษาปัญหาคลายเครียดฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนสถานบริการสาธารณสุขถูกน้ำท่วมทั้งหมด 19 แห่งใน 4 จังหวัด ขณะนี้เปิดให้บริการทุกแห่ง

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าสถานการณ์น้ำท่วม ที่เกิดจากพายุนกเตน ว่าในรอบ 17 วันหลังน้ำท่วม กระทรวงสาธารณสุขได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ทั้งทางเรือ และทางรถยนต์ออกให้บริการผู้ประสบภัยจำนวน 120 ทีม มีผู้เจ็บป่วยกว่า 15,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นโรคน้ำกัดเท้า ไข้หวัด โรคผิวหนัง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 ราย อยู่ที่ จ.แม่ฮ่องสอนทั้งหมด ไม่มีโรคระบาดทุกพื้นที่ มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 26 ราย ใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ 2 ราย สุโขทัย 4 ราย สกลนคร 2 ราย อุดรธานี เพชรบูรณ์ จังหวัดละ 1 ราย นครพนม 3 ราย แม่ฮ่องสอน 7 ราย สูญหาย 1 ราย และ แพร่ 6 ราย

ส่วนการดูแลด้านจิตใจ กรมสุขภาพจิตได้ร่วมกับสำนักงานสาธรณสุขจังหวัดประเมินปัญหาสุขภาพจิตผู้ประสบภัยใน อ.เมือง จ.ลำพูน อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย และที่ ต.ธาตุ อ.เชียงคาน จ.เลย รวมทั้งหมด 748 ราย พบมีความเครียดสูง 51 ราย ซึมเศร้า 99 ราย เสี่ยงฆ่าตัวตาย 22 ราย ทั้งหมดนี้ต้องติดตามดูแลเป็นพิเศษรวม 52 ราย เพื่อป้องกันฆ่าตัวตาย

นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวต่อไปว่า ผลจากน้ำท่วมครั้งนี้ มีสถานบริการสาธารณสุขถูกน้ำท่วมทั้งหมด 19 แห่ง ใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ 9 แห่ง สุโขทัย 4 แห่ง ลำพูน 2 แห่ง แพร่ 4 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ขณะนี้ระดับน้ำลดลงสามารถเปิดบริการได้ตามปกติ สำหรับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมในจังหวัดภาคกลางลุ่มเจ้าพระยา ได้ให้สถานบริการทุกแห่งป้องกันน้ำท่วมอย่างเต็มที่ เช่น ที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จัดเรือและเสื้อชูชีพสำรองพร้อมใช้งานตลอดเวลา จำนวน 20 ลำ ขณะนี้ยังไม่มีสถานบริการแห่งใดถูกน้ำท่วม

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดส่งยาชุดช่วยเหลือน้ำท่วม ไปให้พื้นที่ประสบภัยทั้งหมด 18 จังหวัด รวมทั้งหมด 141,000 ชุด

อย.บุกจับโรงเรียนสอนต่อเล็บ-ใช้น้ำยาปลอม

อย.เชือด2โรงเรียนสอนต่อเล็บ-ใช้น้ำยาปลอม

(วันที่9 ส.ค. 54.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และ พ.ต.อ.ไพฑูรย์ คุ้มสระพรหม รองผู้บังคับการปรามปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (รอง ผบก.ปคบ.) แถลงข่าวการบุกจับโรงเรียนสอนต่อเล็บ 2 แห่ง ย่านลาดพร้าวและสามเสน หลังพบการปลอมสินค้า ลักลอบนำเข้าและจำหน่ายยาทาเล็บ ผลิตภัณฑ์บำรุงเล็บ ภายใต้แบรนด์ OPI จากสหรัฐอเมริกา
น.พ.พิพัฒน์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 4 ส.ค.เจ้าหน้าที่ อย. พร้อมเจ้าหน้าที่ บก.ปคบ. ระดมกำลังออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกนำหมายค้นของศาลแขวงพระนครเหนือเข้าตรวจสอบสถาบัน Nailpro Academy ซึ่งจดทะเบียนพาณิชย์ในนาม “สยามเนลล์” เลขที่ 1111/11 โครงการบ้านกลางเมือง รัชดา–ลาดพร้าว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เปิดเป็นโรงเรียนสอนต่อเล็บ นำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเล็บ พบผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บ บำรุงเล็บแบรนด์ OPI ไม่มีฉลากภาษาไทย ที่ลักลอบนำเข้า และผลิตภัณฑ์เลียนแบบ มูลค่าของกลางกว่า 8 แสนบาท
น.พ.พิพัฒน์ กล่าวว่า อีกชุดเจ้าหน้าที่นำหมายค้นของศาลตรวจค้น ร้าน Tops N Toes Institute of Nail Art and Technology เลขที่ 1093 ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ จำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับเล็บ พบผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บ บำรุงเล็บใต้แบรนด์ OPI ไม่มีฉลากภาษาไทย ที่ลักลอบนำเข้า และเลียนแบบ รวมทั้งเครื่องสำอางอื่นๆ ที่ไม่มีฉลากภาษาไทยจำนวนมาก น้ำยาทาเล็บปลอม ผู้ใช้อาจได้รับอันตรายจากการใช้ หากได้รับในปริมาณมากอาจไตวาย รวมทั้งทำลายเนื้อเยื่อสมอง ป่วยโรคพากินสัน อย่าคิดว่าจะเข้าสู่ร่างกายไม่ได้ แต่สามารถซึมได้ทั้งทางมือและเท้า

 

สธ.พบกลุ่มวัยรุ่นต่ำกว่า 20ปีติดเอดส์เพิ่มขึ้น ไม่ใช้ถุงยาง

(วันที่7 ส.ค. 54.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข เผยผลการเฝ้าระวังการติดเชื้อเอชไอวีในกลางปี 2553 พบประชาชนมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยสูงขึ้น โดยกลุ่มพนักงานบริการทางเพศติดเชื้อเฉลี่ยร้อยละ 21 โดยพบว่าติดเชื้อสูงสุดในกลุ่มอายุต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าปี 2552 เกือบ 3 เท่าตัว หญิงบริการทางเพศแอบแฝงติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว ส่วนใหญ่มักใช้วิธีการติดต่อกันทางเว็ปไซต์ก่อนมีเซ็กส์ แนะกลุ่มที่เคยมีพฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อ เข้ารับบริการปรึกษาและตรวจเลือดได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง ที่โรงพยาบาลรัฐทุกแห่ง เพื่อรับการรักษาแต่เนิ่นๆ

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้สภาพสังคมเศรษฐกิจของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป และส่งผลกระทบต่อปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีจากพฤติกรรมการมีเพศ สัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ผลเฝ้าระวังล่าสุดในกลางปี 2553 ในประชากร 8 กลุ่มในทุกจังหวัด ได้แก่ กลุ่มโลหิตบริจาค กลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด กลุ่มหญิงฝากครรภ์ กลุ่มผู้ชายที่รักษากามโรค กลุ่มหญิงบริการทางเพศทั้งชนิดตรงกับแอบแฝง กลุ่มชายบริการทางเพศ กลุ่มชาวประมง และกลุ่มแรงงานต่างชาติ รวมทั้งหมด 134,161 ตัวอย่าง พบว่ากลุ่มที่มีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวีสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ได้แก่ กลุ่มพนักงานบริการทางเพศทั้งชายและหญิง และกลุ่มชาวประมง

ในกลุ่มชายบริการทางเพศ มีการติดเชื้อสูงกว่าปี 2552 ประมาณ 1 เท่าตัว โดยพบอัตราการติดเชื้อเอชไอวีเฉลี่ยร้อยละ 21 ซึ่งกล่าวได้ว่าในกลุ่มผู้ที่ให้บริการทางเพศในทุก 5 คน จะพบผู้ติดเชื้อได้ 1 คน โดยกลุ่มอายุต่ำกว่า 20 ปี ติดเชื้อสูงสุด พบร้อยละ 15 เพิ่มขึ้นกว่าปี 2552 ถึง 3 เท่าตัว ในกลุ่มหญิงบริการทางเพศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2 ประเภทคือแบบแอบแฝงมีอัตราติดเชื้อร้อยละ 2.05 จังหวัดที่มีอัตราการติดเชื้อสูงสุดคือระนอง ร้อยละ 15 และกรุงเทพฯ ร้อยละ 10.88 โดยทั้งกลุ่มชายบริการและหญิงบริการทางเพศแอบแฝง มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น รูปแบบการให้บริการมีความหลากหลาย เช่นมีการติดต่อทางเว็ปไซต์มีรูปโชว์พร้อมเบอร์โทรศัพท์ และนัดเจอกันภายหลัง หรือลักลอบให้บริการตามผับ คาราโอเกะ ส่วนประเภทหญิงบริการทางตรงมีแนวโน้มลดลง กลุ่มนี้มีพบติดเชื้อร้อยละ 2.82 จังหวัดลำปางมีอัตราการติดเชื้อสูงสุดร้อยละ 15.66 รองลงมาคือสมุทรสาครร้อยละ 15 และยโสธร ร้อยละ 11

ส่วนกลุ่มชาวประมง มีอัตราการติดเชื้อร้อยละ 2.52 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ประมาณ 2 เท่าตัว ชี้ให้เห็นว่าประชากรกลุ่มนี้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยสูงขึ้น และการติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกนั้นจะไม่มีอาการแสดง ยังคงความสวยความหล่อตามปกติ หากมีเพศสัมพันธ์กัน คนกลุ่มนี้สามารถถ่ายทอดเชื้อสู่คู่นอนได้หากไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย ป้องกัน

ปัญหาหลักของการติดเชื้อเอชไอวีของประเทศไทย ติดจากการมีเพศสัมพันธ์ โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลในกลุ่มผู้ป่วยโรคเอดส์ที่มีสะสมตั้งแต่พ.ศ. 2527 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2554 พบผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีอาการป่วยเป็นโรคเอดส์รวมทั้งหมด 372,874 ราย เสียชีวิตแล้ว 98,153 ราย โดยร้อยละ 84 ติดเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน ร้อยละ 75 ของผู้ป่วยโรคเอดส์อายุระหว่าง 20-44 ปี อาชีพรับจ้างมากที่สุดร้อยละ 45 เป็นแม่บ้านร้อยละ 4

 

หน้าก่อนหน้าหน้าต่อไป


ผลสลากกินแบ่งฯงวด 16 พ.ค.55