Get Adobe Flash player

“สุวิทย์” บอกมั่นใจไม่ต้องจ่ายค่าโง่คลองด่าน7,000ล้าน

กุมภาพันธ์ 17, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews, การเมือง

วันที่(17 ก.พ.54) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาวาระกระทู้ถามสดนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ตอบกระทู้สดของนายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถึงกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการสั่งกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ่ายเงินค่าจ้าง ค่าเสียหาย รวมทั้งดอกเบี้ยแก่บริษัทเอกชนที่โครงการออกแบบก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการกว่า 7,000 ล้านบาท ว่า ตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับการนำเอาปัญหาดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการของอนุญาโตตุลาการ แต่เป็นเรื่องของเอกชนที่ไปร้องต่อศาลเอง ซึ่งเมื่อเกิดเหตุแล้วก็ไม่นิ่งนอนใจ และได้มีการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเรื่องของการทุจริตที่อนุญาโตตุลาการไม่ได้นำไปพิจารณาร่วมด้วย เพื่อนำไปประกอบการยื่นคำร้องคัดค้านกับศาลแพ่ง และเมื่อได้พิจารณาแล้ว เชื่อว่าศาลแพ่งจะรับฟังความคิดเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระทรวงไม่ได้เห็นพ้องด้วยแต่แรกในเรื่องการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ เพราะศาลเคยมีคำสั่งแล้วว่าให้สัญญาเป็นโมฆะ

ส.ส.ปากน้ำ พท. กังขารัฐเสียค่าโง่คลองด่านซ้ำซาก

กุมภาพันธ์ 17, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews

ส.ส.ปากน้ำ พท. กังขารัฐเสียค่าโง่คลองด่านซ้ำซาก จี้“สุวิทย์”แจงตั้งงบ 15 ล้านตั้งบริษัทที่ปรึกษาสำรวจโครงสร้าง ทั้งที่ศาลตัดสินโครงการเป็นโมฆะ รมว.ทรัพฯยันไล่ล่าเอาค่าโง่คืน

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายสามารถ แก้วมีชัย เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณากระทู้ถามสด ค่าโง่คลองด่าน 7,000 ล้านบาท โดยนายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ตั้งคำถามว่า เรื่องนี้ศาลแขวงดุสิต มีคำพาพกษาเป็นคดีดำที่ 254/2547 ได้พิพากษาจนถึงที่สุดแล้วว่ากระบวนการก่อสร้างผิดมาตั้งแต่ต้น จึงถือว่าโครงการเป็นโมฆะมาแต่ต้น แต่ทำไมรัฐบาลชุดนี้ยังมีมติครม.อนุมัติงบประมาณ 15 ล้านบาท เพื่อให้สำรวจโครงสร้างทางวิศวกรรมใหม่ ขณะเดียวกันกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการอีกรอบ ทั้งที่นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งระงับมาตั้งแต่ปี 2546 ถือเป็นการจงใจให้เสียค่าโง่อีก 7,000 ล้านบาท ซึ่งผลการตัดสินที่ผ่านมาไม่อยู่เหนือความคาดหมาย อยากทราบว่ารัฐบาลได้ตรวจสอบประวัติความเป็นมาของนายเคียง บุญเพิ่ม หนึงในอนุญาโตฯบ้างหรือไม่ว่าเป็นมาอย่างไร และคำวินิจฉัยอนุญาโตฯออกมาตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค.แล้ว แต่ทำไมเพิ่งมารู้เอาวันที่ 10 ก.พ. ถือว่าล่าช้ามาก เรื่องนี้หากรัฐต่อสู้โดยยึดคำพิพากษาของศาลและหลักฐานเอาสารทั้งหมด ต้องชนะคดีแน่นอน แต่เราต้องสูญเสียภาษีประชาชนไปกว่า 23,000 ล้านบาท ไปกับมหากาพย์ทุจริตโครงการนี้ จึงอยากรู้ว่ารัฐบาลจะมีแนวทางทวงคืนค่าโง่ และดำเนินการเอาผิดกับกระบวนการทุจริตนี้อย่างไร จะยอมเสียค่าโง่ซ้ำซากเพื่อประโยชน์ของบริษัทเครือข่ายคนในรัฐบาลหรือไม่

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงว่า ได้ติดตามโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่เป็นรมว.วิทยาศาสตร์ฯ จนกระทั่งส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) พิจารณาตั้งแต่ยังไม่มี ป.ป.ช. ยืนยันว่าตนไม่ใช่คนส่งเรื่องให้อนุญาโตฯแต่เป็นบริษัทผู้รับจ้างที่ส่งไป ขณะที่กรมควบคุมมลพิษได้ร้องคัดค้านไปแล้ว เพราะในชั้นการพิจารณาของอนุญาโตฯไม่ได้นำคำพิพากษาของศาล มาประกอบการพิจารณา ดังนั้นกระทรวงทรัพยากรฯจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และส่งให้กระทรวงการคลังกลับไปพิจารณาอีกครั้ง ก่อนส่งเรื่องกลับมาที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เชื่อว่าการต่อสู้ในชั้นศาลจะมีการหยิบยกคำพิพากษาศาลมาประกอบการพิจารณา และคิดว่าศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้ เราพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของชาติ และกรมควบคุมมลพิษ ต้องตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเอาผิดกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบริษัทผู้รับเหมา และจะส่งเรื่องให้ป.ป.ช.ตรวจสอบอีกครั้ง เพราะผลพิพากษาชี้ชัดว่าสัญญาเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น จึงไม่น่ามีผลให้รัฐต้องเสียค่าโง่ เรื่องนี้เราเร่งดำเนินการไม่นิ่งนอนใจ และจะทำทุกวิถีทางเพื่อเรียกเงินคืนมาให้ได้ จะไม่มีการทำแบบรูปหน้าปะจมูกแน่นอน

“มาร์ค”บี้กัมพูชาต่อส่ง “สุวิทย์-วธ.”ล็อบบี้กก.มรดกโลกเบรกเขมรทำแผนพัฒนาพื้นที่เขาพระวิหาร

กุมภาพันธ์ 15, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews, การเมือง

“อภิสิทธิ์”เดินหน้าบี้กัมพูชาต่อ ส่ง “สุวิทย์-กระทรวงวัฒนธรรม” ล็อบบี้คณะกรรมการมรดกโลกเบรกเขมรทำแผนพัฒนาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร โฆษกรัฐบาลมั่นใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชาดีขึ้น แม้เกิดเหตุปะทะที่ภูมะเขืออีกรอบ ชี้ชาวกัมพูชาผิดหวังยูเอ็นเอสซีไม่ส่งกองกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุมครม.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แจ้งให้ครม.ทราบถึงผลการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอสซี) ซึ่งนายกฯยืนยันว่า ไทยพร้อมเดินหน้าเจรจาสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชาตามกรอบทวิภาคี นอกจากนี้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม กระทรวงต่างประเทศ ไปทำความเข้าใจกับคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อขอให้ชะลอการทำแผนพัฒนาบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารไว้ก่อน จนกว่าคณะ กรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(เจบีซี) จะปักปันเขตแดนเสร็จ ซึ่งขณะนี้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางไปประสานทำความเข้าใจกับคณะกรรมการมรดกโลกหลายประเทศในเรื่องดังกล่าวแล้ว

นายปณิธานกล่าวว่า ส่วนกรณีองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก)จะส่งเจ้าทูตพิเศษชาวญี่ปุ่นเข้ามาในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารนั้น หากเป็นการมาพบเพื่อเจรจาแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ก็ไม่มีปัญหา แต่หากต้องการเข้าไปในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร เรายังไม่พร้อมให้เข้าไป เพราะสถานการณ์ในพื้นที่ยังไม่คลี่คลาย ส่วนกรณีเหตุปะทะล่าสุดระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ภูมะเขือ ภายหลังที่ยูเอ็นเอสซีมีมติให้ใช้ไทย-กัมพูชาใช้เวทีเจรจาแก้ปัญหานั้น ถือเป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่ เนื่องจากในพื้นที่ยังมีกองกำลังอยู่ อาจเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่นั้นๆได้ ถ้าไม่ระวัง ขณะนี้กำลังตรวจสอบเหตุในพื้นที่อยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น เชื่อว่าคงไม่ทำให้สถานการณ์เกิดความตึงเครียดขึ้นมาอีก และสถานการณ์จะดีขึ้นตามลำดับ แต่คงต้องให้เวลารัฐบาลกัมพูชาชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะชาวกัมพูชาหวังไว้มากว่า จะมีการลงมติให้กองกำลังนานาชาติเข้ามาควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่

“มาร์ค” ปัดให้ฝรั่งเศสเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไทย-เขมร เผยส่ง “สุวิทย์” แจงยูเนสโก้

กุมภาพันธ์ 10, 2011 by Anuthida_c  
Filed under breakingnews, Hot Issue Today

วันนี้ (10 ก.พ.) ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาไม่เจรจากับไทย ว่า ตอนนี้เราได้แสดงท่าทีชัดเจน และข้อเท็จจริงกับผู้ที่เกี่ยว และตนมั่นใจว่าทุกองค์กรที่มาติดตาม ก็สนับสนุนให้มีการเจรจากัน ส่วนกรณีที่ประเทศฝรั่งเศสจะมาเป็นตัวกลางในการเจรจานั้น คงยังไม่จำเป็นเพราะทางอาเซียนได้ทำหน้าที่ในการสนับสนุนให้มีการเจรจา และจากที่ได้ฟังนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ตนเองมั่นใจว่าสหประชาชาติ ก็ต้องการให้มีการเจรจากัน
เมื่อถามว่า การเสนอตัวของฝรั่งเศสในครั้งนี้ เป็นการสะท้อนหรือไม่ว่า ประเทศมหาอำนาจต้องการมีบทบาทในการบริหารจัดการพื้นที่บริเวณรอบปราสาทพระวิหาร เพื่อประโยชน์ของตัวเองจนมีปัญหา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าการเสนอตัวเข้ามาของฝรั่งเศสต้องการลักษณะอย่างไร แต่ถ้าต้องการแสดงความปรารถนาดี และให้มีการพูดคุยกันก็ไม่เป็นไร เมื่อถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพราะต่างชาติต้องการเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ จึงทำให้เรื่องบานปลาย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ๆได้บอกกับทางสหประชาชาติให้ทบทวนดูปัญหาที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าเหตุการณ์ และข้อเท็จจริงที่เสนอไปน่าจะทำให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจดีขึ้น

เมื่อถามว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งข้อสังเกต การใช้อาวุธของทางกัมพูชา น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยมีรูปถ่าย และจะมีการติดตามในเรื่องนี้ต่อ ซึ่งในตนสัปดาห์นี้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และนายอัษฎา ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติ ก็จะเดินทางไปยังที่กรุงปารีส เพื่อที่จะไปชี้แจงคณะกรรมการยูเนสโก
เมื่อถามว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่นายกษิต ระบุว่า มีประเทศมหาอำนาจเข้ามาหนุนหลัง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐมนตรีต่างประเทศ ถูกสอบถามเกี่ยวกับท่าทีของประเทศต่างๆ ที่อยู่ในคณะมนตรีความมั่นคง โดยได้บอกว่าจากรายงานและที่วิเคราะห์จากที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แต่ไทยก็เดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกประเทศ
เมื่อถามว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน ออกมาระบุว่า ไม่ได้เป็นการปะทะแต่เป็นการทำสงคราม และจะไม่คุยกับประเทศไทยอีกแล้ว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตรงกับสิ่งที่ตนเองได้พูดกับเลขาฯ สหประชาชาติ ว่ากัมพูชาต้องการยกระดับเรื่องดังกล่าว ทั้งที่จริงแล้วไม่ควรเกิดขึ้น และก็เกิดขึ้น เพราะมีแรงกดดัน จากการเข้ามาจัดการพื้นที่ ซึ่งตนเองได้ชี้แจงในสภาไปแล้ว เมื่อถามว่า กัมพูชาระบุว่าต้องมีการให้ประเทศที่ 3 เข้า มาเจรจากับไทย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นความพยายามของทางกัมพูชา แต่เชื่อว่า หากประเทศต่างๆ เห็นข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว ก็จะบอกให้กลับมาคุยกันระหว่าง 2 ประเทศ เหมือนเดิม
เมื่อถามว่า สิ่งที่จะผูกมัดให้กัมพูชาเข้าสู่ระบบทวิภาคี อย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคิดว่าสิ่งที่จะทำได้คือ เมื่อประชาคมโลกได้เห็นข้อเท็จจริงทั้งหมด และเห็นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีประเทศที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้อง และเป็นเรื่องที่ปัญหาจะจบได้ในระดับทวิภาคี และตนคิดว่าถ้าช่องทางที่กัมพูชาพยายามที่จะฟ้องต่างประเทศ ทั้งที่ความเป็นจริงไทยไม่ได้เป็นฝ่ายดำเนินการก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏประเทศที่กัมพูชาไปฟ้องก็จะบอกเอง ว่าเรื่องดังกล่าวต้องจัดการกันเอง และอยู่ในอาเซียนด้วยกัน เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดอาเซียนก็จะมีบทบาทในการสนับสนุนให้มีการเจรจา อย่างที่อาเซียนได้แถลงไปแล้ว
เมื่อถามว่า จะมีการชี้แจงกับประเทศฝรั่งเศสที่เสนอตัวเข้ามาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้ทำความเข้าใจกับทุกประเทศอยู่แล้ว และตนเห็นว่าการชี้แจงในการประชุมสภาก็เป็นการยืนยันชัดเจนว่าไม่เฉพาะฝ่ายบริหารของไทย แต่ฝ่ายนิติบัญญัติของไทยก็สนับสนุนให้แก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และเห็นได้ชัดว่าไทยไม่มีความคิดหรือเจตนาที่จะไปรุกรานใคร แต่มีความจำเป็นในการปกป้องอธิปไตยของไทย ซึ่งการดำเนินงานในระดับทวิภาตี ที่ต้องทำงานร่วมกันทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ทุกฝ่ายก็จะเดินหน้าในการแก้ไขปัญหา
เมื่อถามว่า มองดูแล้วว่าจะเป็นปัญหายืดเยื้อ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาคมโลกที่จะให้เห็นข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วปลดชนวนที่เป็นแรงกดดัน ซึ่งชนวนสำคัญคือเรื่องมรดกโลก
“ถ้ายูเนสโกปลดชนวนตรงนี้ ผมเชื่อว่า 2 ฝ่ายจะคุยกันได้ และไม่มีแรงกดดันเพราะอย่างไรผลประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ ในการให้ประชาชนแนวชายแดนอยู่อย่างสงบสุข ผมมั่นใจว่าทั้ง 2 ฝ่ายก็ต้องการแบบนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในเดือนมิ.ย. แต่ควรจะได้มีการกระหนักถึงปัญหาที่ถูกสร้างขึ้นมา และมีบทบาทแก้ปัญหานั้น ตนเข้าใจว่าเลขาธิการสหประชาชาติได้พูดกับทางยูเนสโกบางแล้ว ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า จะทำอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะใช้วิธีไหนก็ได้ในการปลดล็อกแรงกดดันเกี่ยวกับการเสนอแผนการบริหารจัดการในเดือนมิ.ย. ต่อข้อถามว่า การส่งภาพถ่ายที่ทางกัมพูชายึดปราสาทพระวิหารเป็นฐานโจมตีทางทหาร จะเป็นประโยชน์ต่อไปมากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นประโยชน์ เพราะคิดว่าการที่มีกองกำลังในปราสาทพระวิหารเป็นการยืนยันชัดแจ้งว่าไม่ได้ เป็นการดำเนินการตามเจตนารมณ์ความเป็นมรดกโลกแน่นอน
เมื่อถามว่า ทางประเทศฝรั่งเศสต้องการเป็นตัวกลางในการเจรจาโดยจะนำแผนที่ฉบับที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้จัดทำมาใช้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันไม่เกี่ยว แผนที่ไม่ได้มีประเด็นเลย ฝรั่งเศสจะมาบอกให้เราทำอะไรได้อย่างไร มันเป็นเรื่องของเราที่ต้องแก้ไขปัญหา ความจริงฝรั่งเศส ถ้าอยากจะช่วยก็ขอให้ไปบอกให้ยูเนสโก เพราะยูเนสโก มีสำนักงานอยู่ที่ปารีส เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรให้เป็นแค่ปัญหาของระหว่าง 2 ประเทศ ไม่ให้ประเทศอื่นๆเข้ามาหาผลประโยชน์ตรงส่วนนี้จะทำให้ลุกลามมากขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังมั่นใจว่าอาเซียนกับสหประชาชาติ ได้แสดงท่าทีให้มีการเจรจา เดินหน้าสนับสนุนเจรจาต่อไป เมื่อถามว่า ถ้ายูเนสโกไม่ฟังเท่ากับเป็นเครื่องมือการล่าผลประโยชน์ของประเทศอื่นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องมีการดำเนินการต่อไป

“สุวิทย์”ขวางศูนย์มรดกโลกส่งจนท.สำรวจพระวิหาร

กุมภาพันธ์ 10, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews

“สุวิทย์”ขวางศูนย์มรดกโลกส่งจนท.สำรวจพระวิหาร ซัดไม่ยุติธรรม ลั่นต้องถามไทยก่อน ไม่ยุติธรรม

ที่รัฐสภา นายสุวิทย์ คุณกิติ รมว.ทรัพยากรณ์และสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้แทนประเทศไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก กล่าวถึงแนวทางการชี้แจงต่อคณะกรรมการมรดกโลกเกี่ยวกับปัญหาปราสาทพระวิหารว่า กำลังสรุปประเด็นในการชี้แจงรายละเอียดที่เกิดขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการไปแล้ว ทั้งนี้ยืนยันว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร และแผนการบริหารพื้นที่ ยังไม่เป็นไปตามเงื่อนไขสัญญา โดยการแบ่งพื้นที่ชายแดน และแผนบริหารพื้นที่ทับซ้อนยังไม่ชัดเจน ซึ่งปราสาทพระวิหารอยู่บนชายแดน ดังนั้นต้องขอความเห็นชอบจากประเทศที่อยู่ติดกันก่อน

เมื่อถามว่า จะมีการทักท้วงกรณีที่ศูนย์มรดกโลกจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบปราสาทพระวิหาร หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาหรือไม่ นายสุวิทย์ กล่าวว่า ถ้ามีการส่งเจ้าหน้าที่มาก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากไทยก่อน ไม่เช่นนั้นอาจมองได้ว่า ศูนย์มรดกโลก และผอ.ใหญ่ยูเนสโก ไม่เป็นกลาง หรือเข้าข้างใคร ซึ่งถือว่าไม่ถูกต้อง การดำเนินการทุกอย่างต้องทำด้วยความยุติธรรม จึงเชื่อว่าเขาจะทราบดีว่าความเหมาะสมจะเป็นอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะขอให้คณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนการประชุมเข้ามาก่อนเดือนมิ.ย. นายสุวิทย์ กล่าวว่า เราคงไม่เสนอขอให้เลื่อน เพราะคณะกรรมการมรดกโลกมีวาระการประชุมปีละครั้งชัดเจนอยู่แล้ว

“อภิสิทธิ์”ร่วมเวทีถกปม3จว.ใต้ เฉ่ง”สุวิทย์”ขวางแผนพัฒนาที่ทำกิน

กุมภาพันธ์ 2, 2011 by sunday  
Filed under การเมือง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการปาฐกถาในงานสัมมนา”เหลียวหลัวแลหน้าการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามเร่งรัดประเมินผลการแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ วุฒิสภาตอนหนึ่งว่า เราต้องนำกรอบความคิดแก้ปัญหาที่ไม่แตกต่างกันให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเอาชนะความไม่ยุติธรรม และการเอาชนะความด้อยโอกาสหรือความยากจนในพื้นที่เพราะความสงบจะเกิดขึ้นได้คือความพึงพอใจของประชาชนซึ่งขึ้นอยู่กับความเป็นธรรมและการได้รับโอกาส การดำเนินการจะใช้คำว่าการเมืองนำการทหารหรืออะไรก็แล้วแนวทางนี้รัฐบาลเห็นพ้องและผลักดันมาโดยตลอด การแก้ปัญหาเราต้องอยู่กับความจริงไม่เช่นนั้นเราจะประเมินสถานการณ์ผิดแล้วจะมีปัญหาในการดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างถูกต้องได้ ทั้งนี้การพัฒนาและสร้างโอกาส 2 ปีที่ผ่านมาเราทำงานคืบหน้าไปมาก แต่เรื่องความยุติธรรมยังมีปัญหา แต่ถ้านับสถิติเหตุการณ์รุนแรงแนวโน้มลดลงแต่ช้า ดังนั้นการแก้ปัญหาจะหยุดกับที่ไม่ได้เราจะหลงว่าสำเร็จไม่ได้เลย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องการพัฒนาเรามีกลไกคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการเจตนาปรับโครงสร้างการแก้ปัญหาเราเอาการพัฒนามาบูรณาการกับงานด้านความมั่นคง โดยการตรากฎหมายการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ฉบับใหม่ที่ประกาศใช้เมื่อสิ้นปี 2553 แต่กระบวนการพัฒนานั้นหัวใจไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงบประมาณแต่อยู่ที่การตอบสนองความต้องการของประชาชนได้หรือไม่ และยืนยันว่างานด้านพัฒนาเรามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพราะเราตั้งโจทย์พื้นที่ต้องไม่มีโอกาสด้อยกว่าคนนอกพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา เรื่องที่อยู่อาศัย โครงการบ้านมั่นคงที่เกิดขึ้นจ.นราธิวาสเป็นรูปธรรมที่รัฐพร้อมทำงานกับประชาชน เพราะมาจากชุมชนกำหนดแนวทางแล้วรัฐเข้าไปส่งเสริม เสียดายอย่างเดียวเรื่องที่ทำกินก็พูดกันตรงๆที่พื้นที่บูโดเราวางแนวทางเรียบร้อยแล้วติดอยู่ที่กระทรวงเดียวคือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ซึ่งเมื่อเช้าตนเรียกคณะกรรมการติดตามดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศไทยมาบอกว่าเรื่องนี้ต้องให้ทส.ยอมรับแนวทางที่เรากำหนดแล้วจะไปแก้ปัญหาด้วยกันในช่วง2-3เดือนข้างหน้า

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างการกระจายอำนาจรูปแบบการปกครองหรือเขตพิเศษที่จริงเราเปิดใจกว้าง แต่หลายคนโดยเฉพาะในต่างประเทศยังไม่เข้าใจว่าทีจริงประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการเลือกผู้แทนในทุกระดับอยู่แล้ว จะบอกว่าผู้ว่าฯไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไม่ได้เพราะ 70 กว่าจังหวัดก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพราะมีการแบ่งส่วนกลางส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น มีกทม.กับพัทยา ที่พิเศษ ถ้าอยากมีรูปแบบพิเศษไม่มีปัญหาเลยแต่ขอให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเท่านั้น เวลานี้ตนพยายามชี้ให้เห็นว่าจะเป็นรูปแบบพิเศษไม่ต้องไปยึดว่าต้องเหมือนกทม.หรือพัทยา ตนกำลังจะไปทำที่แม่สอดในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน อาจจะมีเขตส่งเสริมเศรษฐกิจหรือลงทุนพิเศษก็เป็นไปได้ ตอนนี้นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทยกำลังรับเรื่องไปดูต่อไป

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนปัญหาความยุติธรรมโดยเฉพาะต่างประเทศยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมากเกี่ยวกับประเทศไทย เช่น เสรีภาพที่ในเรื่องการนับถือศาสนา ใช้ชีวิตตามความเชื่อ ตามอัตลักษณ์ ตามขนบธรรมเนียมประเพณี ตนเห็นชาวยุโรปบอกว่าประเทศไทยข่มเหงกดขี่พี่น้องชาวมุสลิมในประเทศไทยแต่เราไม่เคยห้ามสตรีชาวมุสลิมใช้ผ้าคลุมศีรษะคลุมหน้า เราไม่ได้ห้ามก่อสร้างมัสยิดเหมือนบางประเทศในยุโรป ของอย่างนี้เราไม่ค่อยพูดแต่เป็นความจริงที่ชาวโลกควรรู้ เร็วๆนี้เราจัดประชุมนานาชาติทางด้านการศึกษาอิสลามศึกษาครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.)หลายคนที่มาร่วมประชุมเคยได้ยินแต่ว่าประเทศไทยข่มเหงกดขี่ไม่เคารพไม่ส่งเสริมไม่สนับสนุนอิสลามศึกษา ตรงกันข้ามเรากลับมีการเปิดการสอนมีภาควิชาจนกระทั่งสามารถประชุมระดับนานาชาติได้และจะประชุมต่อเนื่องต่อไปอาจจะทุก 2 ปีด้วย ซึ่งแนวทางอย่างนี้คือหัวใจในการแก้ไขปัญหา บางครั้งสิ่งเหล่านี้พูดน้อยไป จริงๆแล้วเวลาเรามีโอกาสนำชาวต่างประเทศลงไปเยี่ยมชมในพื้นที่มันก็ไม่เป็นอย่างที่เขาเข้าใจจากการอ่านข่าวในหน้าน.ส.พ. และแน่นอนธรรมชาติของสื่อเรื่องปกติไม่เป็นข่าวแต่เวลาความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นข่าว คนไม่ได้สัมผัสเห็นแต่ข่าวก็เข้าใจว่ามีแต่เรื่องความรุนแรง ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้สงบเขารู้เรื่องนี้ถึงพยายามสร้างหัวข่าวเพราะคิดว่าจะไปมีอิทธิพลต่อแนวความคิดของประชาคมโลกในการมากดดันประเทศไทย ปัญหาความยุติธรรมยังต้องเป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า คดีความต่างๆที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดที่มีข้อสงสัยว่ามีเจ้าหน้าที่อาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องมันยังไม่ค่อยเป็นรูปธรรมนั้นเป็นโจทย์ใหญ่ ตนต้องเรียนว่ารัฐบาลติดตามค่อนข้างใกล้ชิดแต่บางครั้งต้องทำความเข้าใจเพราะตามระบบของเราไม่ใช่ด้วยเหตุที่ไปเลือกปฏิบัติโดยเฉพาะพื้นที่ 3จังหวัดด้วยซ้ำเวลาคดีไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่กระบวนการจะแตกต่างออกไป ไม่ว่าจะสอบสวนไต่สวนซึ่งยังเป็นปัญหาตลอด อย่างกรณีอิหม่ามยะผา ตอนนี้ขึ้นศาลทหารอยู่แต่การไต่สวนชัดเจนว่าท่านเสียชัดเจนขณะอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นจึงมีความรับผิดชอบจากรัฐแต่เนื่องจากเนื่องจากเกี่ยวข้องกับทหารก็ไปขึ้นศาลทหาร ถ้ารัฐบาลไม่คิดให้ความเป็นธรรมเรื่องคงจบไปแล้วแต่ไม่ได้เราบอกตามความเป็นจริงอย่างนี้ เหตุยิงมัสยิดไอปาแยร์เราต้องการค้นหาคนทำผิดจริง ออกหมายจับประชาชนไม่ได้สะท้อนว่าจับแพะ พอมีปัญหาเรื่องการชี้ตัวตำรวจเห็นว่าจะสั่งไม่ฟ้อง แต่อัยการให้ความเป็นธรรมบอกว่าไม่ได้ต้องสอบเพิ่ม ขณะนี้ตนสั่งให้ตำรวจหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมไม่ได้นิ่งนอนใจ มันไม่ง่ายแต่จะพยายามทำ รวมทั้งคดีผูกคอตายในห้องขังซึ่งยากเพราะไม่มีหลักฐานที่จะบ่งชี้ไปในทางหนึ่งทางใด เข้าใจว่าความเชื่อของประชาชนเป็นอีกอย่าง รายงานทางการเป็นอีกอย่างแต่เราพยายามติดตามให้ความเป็นธรรมที่สุด แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยุคนี้คิดว่าเป็นความรับผิดชอบที่เราจะติดตามให้ถึงที่สุดและต้องทำให้สำเร็จ เป็นโจทย์ที่ใหญ่ที่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจต้องทำต่อไป

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราต้องทำให้มีความหนักแน่นชัดเจนว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ต้องเดินอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอไม่วกกลับไปจุดเดิม และช่วยกันทำความเข้าใจเพราะแนวทางที่เปลี่ยนมาใช้ความรุนแรงแล้ว ขณะนี้เขาหวังจะใช้แนวทางประชาคมโลกเข้ามาดำเนินการ ตนและรัฐบาลมีหน้าที่เข้าไปสร้างความเข้าใจ ยืนยันว่ารัฐบาลไทยเดินหน้าสร้างโอกาสความเป็นธรรมให้ประชาชนในพื้นที่ทุกคน และเข้าใจดีถึงความห่วงใหญ่ปรารถนาดีของประชาคมโลก แต่ที่เราหวังอย่างยิ่งประชาคมโลกจะไม่หลงทางคือไปให้ความชอบธรรมกับผู้ที่ใช้ความรุนแรง ในที่สุดเรื่องนี้วันนี้ที่เหมือนกับหลายเรื่องที่ปรากฏในโลกถ้าจะมีการต่อสู้ก็คือการต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่ต้องการเห็นการแก้ปัญหาบนพื้นฐานของกฎหมายความยุติธรรมและการพัฒนากับฝ่ายที่ต้องการแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะยืนอยู่ข้างใดก็ตาม บางทีอยู่คนละฝ่ายแต่ใช้ความรุนแรงเหมือนกันที่สุดก็กลายเป็นพวกเดียวกัน เราต้องทำให้คนเหล่านนี้เป็นคนส่วนน้อยลงไปเรื่อยๆและหายไปจากการมากำหนดพื้นที่หรือประเด็นในการแก้ไขปัญหาแต่ต้องให้ผู้ที่เชื่อในกระบวนการพัฒนา ความยุติธรรม การไม่ใช่ความรุนแรงเป็นผู้กำหนดทิศทางในอนาคตของประชาชนถ้าทำได้มั่นใจว่าปัญหาแก้ไขได้แม้จะใช้เวลาอีกพอสมควร

หน้าก่อนหน้า


ผลสลากกินแบ่งฯงวด 16 พ.ค.55