“อภิสิทธิ์” ซัดข้อสรุป “กมธ.ปรองดอง” ยังไม่ตกผลึก ยัน “ทักษิณ” ต้นตอขัดแย้ง
มีนาคม 22, 2012 by pafrank
Filed under breakingnews, การเมือง
“อภิสิทธิ์” ร่ายยาวเฟซบุ๊ก ฉบับที่ 2 ก่อน กมธ.ปรองดองฯ เปิดเวทีสาธารณะพรุ่งนี้ ชี้ข้อเสนอคณะผู้วิจัยยังไม่ตกผลึกหนทางสู่การปรองดอง แต่จะกลับนำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะมองข้ามพฤติกรรม “ทักษิณ” ที่นำความเสียหายมาสู่ชาติ และยุยงให้แดงชุมนุมเผาบ้านเผาเมือง จนมีความพยายามออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ไม่เคยเคารพกระบวนการยุติธรรม

วันนี้ (20 มี.ค.) นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หน.พรรค ปชป.ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เขียนเฟซบุ๊ก ฉบับที่ 2 ว่า ผมจำเป็นต้องเขียนจดหมายเปิดผนึกเป็นฉบับที่ 2 ทั้งที่เดิมตั้งใจจะใช้โอกาสในการเปิดเวทีสาธารณะเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกับคณะผู้วิจัยและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ในวันที่ 21 มีนาคม ตามที่ นายวัฒนา เมืองสุข รองประธานกรรมาธิการ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่า จะเปิดกว้างรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ซึ่งผมเห็นว่า จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการระดมความคิดเพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางที่จะนำไปสู่การปรองดองด้วยเหตุและผล รับฟังซึ่งกันและกัน ตามหลักการให้คุณค่าและความเชื่อต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่ตกผลึกทางความคิด ซึ่งในงานของคณะผู้วิจัยเองก็ย้ำถึงความสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการปรองดองโดยไม่ใช้เสียงข้าง มากลากไปสู่ความขัดแย้งใหม่
แต่ปรากฏว่า หนังสือเชิญจาก พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการ ที่ส่งมาถึงผมระบุให้ไปร่วมรับฟังการชี้แจงของกรรมาธิการและคณะผู้วิจัย โดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง คือตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึงเที่ยงวันที่ 21 มี.ค.ซึ่งชัดเจนว่า มิใช่การเปิดเวทีสาธารณะตามที่นายวัฒนา เคยระบุไว้ ประกอบกับ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ก็ออกมายืนยันแทนคณะผู้วิจัย ว่า จะไม่มีการทบทวนกรณีที่ผมทักท้วงถึงความคลาดเคลื่อนในประเด็นข้อเท็จจริงสำคัญหลายประการ ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งโจทย์ผิดจนได้คำตอบที่เป็นข้อเสนอผิดพลาดตามไปด้วย โดยคณะผู้วิจัยก็ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม
ผมจึงต้องนำประเด็นข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับวิธีวิจัยในการจัดการทำ (ร่าง) รายงาน วิจัยฉบับย่อ “การสร้างความปรองดองแห่งชาติ” รวมถึงข้อเสนอแนะในรายงาน ซึ่งผมเห็นว่า ยังมีความ ไม่ชัดเจนในกรอบ วิธีคิดที่นำไปสู่การกำหนดข้อเสนอผ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 2 โดยหวังว่า ก่อนที่ คณะผู้วิจัย และกรรมาธิการ จะด่วนสรุปผลวิจัยที่ไม่สมบูรณ์นี้ จะได้พิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ ผมจะนำเสนอ ต่อไปนี้ ประกอบด้วยดังนี้
คำถามที่คณะผู้วิจัยควรมีคำตอบให้สังคมก่อนที่จะกำหนดข้อเสนอ
1.คณะผู้วิจัยยอมรับว่า หัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความปรองดอง คือ การสนับสนุนให้ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ดำเนินการค้นหา ความจริงของเหตุการณ์รุนแรงที่นำมาซึ่งความสูญเสียให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน แสดงว่าคณะผู้วิจัยก็เห็นว่า การค้นหาความจริงยังไม่ได้ข้อยุติ แล้วเหตุใดจึงรีบสรุปข้อเสนอโดยไม่สนใจ ข้อเท็จจริงที่เป็นหัวใจในการกำหนดแนวทางแก้ปัญหาเพื่อนำไปสู่ความปรองดอง
2.การกำหนดข้อเสนอโดยที่ยังไม่ทราบความจริงที่ครบถ้วนเป็นการข้ามขั้นตอนที่ระบุ ไว้ในงานวิจัยนี้หรือไม่ และทำเพื่ออะไร ในเมื่อคณะผู้วิจัยระบุเองว่าการสร้างความปรองดองเป็นเรื่องที่ ต้องใช้เวลา การเร่งรัดเพื่อกำหนดข้อเสนอในขณะที่ยังมีข้อโต้แย้งจากหลายฝ่าย ย่อมส่งผลกระทบต่อคณะผู้วิจัยที่อาจถูกมองว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกรรมาธิการบางคน ซึ่งจะทำให้งานวิจัยชิ้นนี้สูญเสีย ความเป็นกลางทางวิชาการจนไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมหรือไม่
3.ข้อท้วงติงเกี่ยวกับการสรุปความจริงที่คลาดเคลื่อนในประเด็นที่เป็นต้นตอความขัดแย้ง
ซึ่ง คอป.เองก็ระบุว่า เกิดจากการพิจารณาคดีซุกหุ้นที่ขัดต่อหลักนิติธรรมเป็นการหักดิบกฎหมาย จน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะคดี แต่ในรายงานวิจัยนี้ไม่ได้กล่าวถึงปัญหาการละเมิดหลักนิติรัฐ นิติธรรม การทุจริตเชิงนโยบาย การแทรกแซงองค์กรอิสระ ทำลายระบบตรวจสอบจนกลไกถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ ทำงานไม่ได้ มีการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันอย่างกว้างขวาง จนเป็นที่มาของการชุมนุมประท้วงกระทั่งนำไปสู่การรัฐประหาร
การที่รายงานวิจัยตัดตอนพฤติกรรมการบริหารประเทศที่เป็นปัญหาสร้างความขัดแย้งในบ้านเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากการสรุปเหตุการณ์ความขัดแย้ง โดยให้น้ำหนักไปที่ปัญหาจาก การรัฐประหารเพียงด้านเดียวโดยไม่พูดถึงเงื่อนไขที่นำไปสู่การรัฐประหาร จะทำให้คณะผู้วิจัยตั้งโจทย์ในการหาทางออกผิดหรือไม่เช่นเดียวกัน การข้ามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรง การเผาบ้านเผาเมือง รายละเอียดเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวพันกับ คตส.ย่อมส่งผลต่อข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกฎหมายนิรโทษกรรม และการรื้อฟื้นคดี คตส.
คำถามเกี่ยวกับข้อเสนอกระบวนการสร้างความปรองดองในชาติ
ผมยืนยันมาโดยตลอดตั้งแต่การเสนอแผนปรองดอง 5 ข้อ เพื่อให้แกนนำคนเสื้อแดง ยุติการชุมนุมเพื่อยับยั้งความสูญเสียตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค.2543 ว่า บ้านเมืองจะเดินหน้าอย่างเข้มแข็ง หลักนิติรัฐ นิติธรรม ต้องไม่ถูกทำลาย จึงไม่คัดค้านหากจะมีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่อง กับการชุมนุมทางการเมืองเฉพาะการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ส่วนคดีอาญาทั้งข้อกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ การใช้อาวุธสงครามก่อวินาศกรรม ฆ่าทหาร สังหารประชาชน เผาสถานที่ราชการ และเอกชน ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม จึงจะเป็นธรรม กับทุกฝ่ายซึ่งผมพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงโดยไม่คิดที่จะออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแต่อย่างใด ด้วยหลักคิดเช่นนี้ ผมจึงมีคำถามถึงคณะผู้วิจัย ดังนี้
ข้อเสนอให้ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกรณีทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินและคดีอาญา
1.ข้อเสนอให้ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมรวมไปถึงคดีอาญาที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง เช่น การทำลายทรัพย์สินของรัฐ หรือเอกชน ซึ่งก้าวล่วงไปถึงการระงับยับยั้งคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรมทั้งในขั้นตอนของอัยการและศาลทั้งที่ยังไม่พิพากษาหรือพิพากษาแล้วนั้น เป็นการล้มล้างอำนาจตุลาการทำลายระบบยุติธรรมของประเทศหรือไม่
2.คณะผู้วิจัยเองก็ระบุไว้ในงานชิ้นนี้ว่า ข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นการ “ทิ้ง” ผู้ที่ได้รับความเสียหาย หรือผู้ถูกกระทำ เพราะคนเหล่านี้จะไม่สามารถเรียกร้องเอาโทษต่อผู้กระทำความผิดได้อีกแล้ว แต่ทำไมจึงเสนอแนวทางที่ริดรอนสิทธิผู้บริสุทธิ์ ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย เสมือนบังคับให้คนดี ต้องปรองดองยอมความกับผู้กระทำความผิด โดยที่ประชาชนเหล่านั้นไม่มีโอกาสใช้สิทธิพื้นฐานตามกฎหมาย จะถือว่าเป็นธรรมกับคนเหล่านี้หรือไม่
2.คณะผู้วิจัยกำหนดขอบเขตของผู้กระทำความผิดที่จะเข้าข่ายการนิรโทษกรรมตาม ทางเลือกนี้อย่างไร เพราะการใช้คำว่าคดีอาญาที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองนั้นกินความหมายกว้างขวางมาก และอาจถูกผู้มีอำนาจตีความเพื่อเป็นประโยชน์กับฝ่ายตนมากกว่าที่จะทำเพื่อสร้างความปรองดอง เช่น คดีที่คนเสื้อแดงบุกทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ ระหว่างจัดการชุมนุมที่หนองประจักษ์ อุดรธานี ซึ่งศาลได้ตัดสินจำคุก นายขวัญชัย ไพรพนา 2 ปี 2 เดือน จะได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ คดีที่แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กระทำการอุกอาจ ฆ่านายเศรษฐา เจียมกิจวัฒนา ที่เชียงใหม่ มีพยานหลักฐานการกระทำความผิดชัดเจน และศาลตัดสินจำคุก 5 ผู้ต้องหา นำโดย นายนิยม เหลืองเจริญ หรือ ดีเจแหล่ 20 ปี ที่ยกพวกไปฆ่าคนจะอ้างว่า ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตจากวัตถุประสงค์ทางการเมือง จึงควรได้รับการนิรโทษกรรมได้หรือ หากกรณีลักษณะนี้ได้รับการนิรโทษกรรมจะเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิตและญาติหรือไม่ และจะเกิดการปรองดองได้จริงหรือ ในเมื่อผู้เสียหายย่อมรู้สึกคับแค้นที่ไม่ได้รับความยุติธรรม
4.คดีที่ศาลมิได้ตัดสินเพียงแค่การลงโทษทางอาญาแต่ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้กับ เอกชนและรัฐในการเผาทำลายทร้พย์สินนั้น การนิรโทษกรรมคดีอาญาเสมือนว่าคนเหล่านี้ไม่เคยกระทำ ความผิดนั้น จะส่งผลให้ผู้ทำผิดไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเอกชนและรัฐด้วยหรือไม่ เช่น กรณีที่ศาลอุทธรณ์ให้ 8 ผู้ต้องหาเผาธนาคารกรุงเทพขอนแก่นต้องร่วมกันจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหาย 29.5 ล้านบาท หากคนเหล่านี้ได้รับการนิรโทษกรรม ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายของธนาคารกรุงเทพ
5.คณะผู้วิจัยได้คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในคดีอาญาให้กับผู้กระทำความผิดโดยอ้างว่ามีเหตุจูงใจทางการเมืองนั้น จะกลายเป็นการสนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรง การชุมนุมที่เกินขอบเขตที่กำหนดในรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดว่าต้องสงบปราศจากอาวุธ การปลุกระดมโดยใช้วิธีการนอกรัฐธรรมนูญมาช่วงชิงอำนาจทางการเมืองเป็นเรื่องที่สมควรได้รับ การส่งเสริมหรือไม่ และจะเท่ากับเป็นการยอมรับการกระทำที่เป็นการก่อการร้ายหรือไม่ เพราะการก่อการร้าย ก็เป็นการทำผิดอาญาโดยอ้างเหตุผลการต่อสู้ทางการเมืองเสมอ ผลจากการออก พรบ.นิรโทษกรรม เช่นนี้จะทำให้เกิดค่านิยมที่ผิดต่อเยาวชนรุ่นหลังจนไม่สามารถแยกแยะถูกผิดหรือไม่ เพราะคนทำผิดไม่ต้อง รับโทษ ส่วนคนบริสุทธิ์ต้องรับกรรมโดยไร้สิทธิ์โต้แย้ง
6.บทสรุปของข้อเสนอนี้มีการเชื่อมโยงถึงผลการศึกษาเปรียบเทียบเหตุการณ์ในต่างประเทศ
10 ประเทศ ที่งานวิจัยอ้างถึงหรือไม่ เหตุใดแนวทางที่ทั้ง 10 ประเทศใช้ จึงไม่มีแม้แต่ประเทศเดียวที่แก้ปัญหา ด้วยการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ทุกประเทศเดินหน้าในการค้นหาความจริงเป็นอันดับแรก ก่อนจะนำไปสู่การให้อภัยและการชดใช้ความผิดซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีการนิรโทษกรรมในคดีอาญา การลดโทษจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อมีการรับโทษมาระยะหนึ่งแล้ว หรือถ้าจะนิรโทษกรรมก็ยังต้องกำหนดเงื่อนไขในการพิจารณา คุณสมบัติของผู้ที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรมก่อนด้วย ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงควรตอบคำถามว่าข้อเสนอที่ให้ นิรโทษกรรมแบบเหมารวมมีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะมิได้เชื่อมโยงอยู่กับแนวปฏิบัติของ 10 ประเทศตามที่ มีการกล่าวอ้าง
7.การนำเสนอทางออกเพียงแค่นิรโทษกรรมหรือไม่ เป็นทางเลือกที่จำกัดไปหรือไม่ เพราะกระบวนการยุติธรรมสามารถนำเอาหลักการการปรองดองไปปรับใช้ได้อยู่แล้ว เช่น ในกรณีคดีเผา ธนาคารกรุงเทพที่ขอนแก่นที่ศาลได้มีคำพิพากษาตอนหนึ่งว่า
“ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นสรุปคดีว่า จำเลยทั้ง 8 คน มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358, 365(1) (2) ประกอบกับมาตรา 83, 362, 364 คือ การกระทำ ของจำเลยทั้ง 8 คน ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในธนาคารเพื่อเจตนาทำลายทรัพย์สินให้ได้รับความเสียหาย จึงให้ลงโทษฐานบุกรุกซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90
แต่เนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้ง 8 กับพวก ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความคิดเห็น แตกต่างกันในทางการเมือง ก่อให้เกิดอารมณ์ร่วมคล้อยตามสถานการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงหลงผิดก่อให้ เกิดการกระทำความผิด จึงสมควรกำหนดโทษจำคุกมีกำหนดกระทงละ 1 ปี โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 คือ จำคุกจำเลยที่ 1 รวมสามกระทง มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 คนละ 1 กระทง มีโทษกำหนดจำคุกคนละ 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 มีความผิดคนละสองกระทง มีกำหนดโทษจำคุก คนละ 2 ปี”
ข้อเสนอเกี่ยวกับการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาจากกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ (คตส.)
ในประเด็นนี้ผมมีข้อสงสัยค่อนข้างมาก เพราะเงื่อนไขที่ผู้ชุมนุมนำมาเป็นข้ออ้างนั้นคือ เรื่องเกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม และ การเรียกร้องเกี่ยวกับประชาธิปไตย โดยในขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ แกนนำต่างก็พูดต่อสาธารณะว่า การเคลื่อนไหวของมวลชน มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวก ในเมื่อไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เหตุใด คณะผู้วิจัยจึงเสนอการนิรโทษกรรมคดีทุจริต ถือเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตของปัญหาความไม่สงบ ที่เกิดขึ้นหรือไม่
แต่ถ้าคณะผู้วิจัยเห็นว่า คดีทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการชุมนุม อันนำมาซึ่งความสูญเสียในบ้านเมือง เท่ากับยอมรับว่าคนเหล่านี้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง เพื่อหวังผลให้พ้นผิดในคดีของตัวเองใช่หรือไม่ ข้ออ้างเกี่ยวก้บความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นประเด็นหลัก ในขณะชุมนุม แต่กลับพูดถึงน้อยมากในช่วงเวลาที่อ้างว่าจะสร้างความปรองดองในประเทศ เป็นเพียงฉาก บังหน้าเท่านั้นโดยมีเป้าหมายอยู่ที่การปลดล็อคคดีให้ พ.ต.ท.ทักษิณและพวกใช่หรือไม่ แล้วเหตุใดในรายงาน วิจัยนี้กลับไม่ชี้ให้เห็นถึงที่มาที่ไปของคดี เพื่อให้สังคมได้ร่วมพิจารณาว่า บุคคลเหล่านี้สมควรได้รับ การยกเว้นผิดในคดีทุจริตหรือไม่ แทนที่จะใช้วิธีการสอบถามความเห็นจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ แล้วนำมาสรุป เป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อคนที่ถูกกล่าวหา
นอกจากนี้ ผลการศึกษาจาก 10 ประเทศ ก็ไม่มีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในคดีทุจริต เช่นเดียวกับการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในประเทศไทย ตามที่ปรากฏในเวปไซด์ของสำนักงานกฤษฎีกา ตั้งแต่ปี 2475-2535 จำนวน 21 ฉบับ ไม่มีแม้แต่ฉบับเดียวที่จะมีการนิรโทษกรรมในคดีทุจริต ดังนั้น หากกรรมาธิการจะเลือกเดินตามแนวทางที่คณะผู้วิจัยเสนอข้อใดข้อหนึ่งในสามข้อนี้ ย่อมเป็น ความประสงค์ของคณะผู้วิจัยร่วมกับกรรมาธิการ โดยไม่สามารถกล่าวอ้างต่างประเทศหรือเหตุแห่งการนิรโทษกรรมในอดีตได้ และต้องตอบคำถามต่อสังคมว่า คณะผู้วิจัยสร้างบรรทัดฐานในการนิรโทษกรรม คดีทุจริตเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ทำไมความผิดฐานทุจริตเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคณะผู้วิจัย อย่างนั้นหรือ การส่งสัญญาณเช่นนี้จะทำให้คนในสังคมไม่ให้คุณค่าต่อการดำรงตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จนกระทบต่อค่านิยมอันดีงามในเรื่องระบบคุณธรรมของบ้านเมืองหรือไม่
ผมคิดว่าการปรองดองในชาติมิได้มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณและพวก เว้นแต่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะยอมรับว่า ประเทศนี้จะไม่มีวันพบกับความสงบสุขและความปรองดอง ได้ตราบใดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีคดีติดตัว ซึ่งจะทำให้เกิดความชัดเจนต่อสังคมไทยว่าสาเหตุของปัญหา ตลอดหลายปีที่ผ่านมาล้วนมีศูนย์กลางจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ไม่เคารพต่อกระบวนการยุติธรรม และให้สังคม ได้เข้าใจอย่างชัดแจ้งว่าการปรองดองที่คณะผู้วิจัยและกรรมาธิการฯกำลังยัดเยียดให้สังคมไทยยอมรับ คือ การปรองดองเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวก ด้วยการทำลายกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
อย่างไรก็ตาม เมื่องานวิจัยระบุถึง 3 ข้อเสนอที่จะสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไว้ ผมจึงขอตั้งข้อสังเกตจากประเด็นที่คณะผู้วิจัยนำเสนอทั้ง 3 ทางเลือก ดังนี้
ทางเลือกที่ 1 : ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาด้วยกระบวนการยุติธรรมตามปกติที่มีอยู่โดยให้เฉพาะผลการพิจารณาของ คตส.สิ้นผลลงและโอนคดีทั้งหมดให้ ป.ป.ช.ดำเนินการใหม่ แต่ไม่กระทบ ถึงคดีที่ถึงที่สุดแล้วแม้ว่า คตส.จะได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร แต่การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมาย ป.ป.ช.และ ปปง.ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ก่อนการรัฐประหาร อีกทั้ง คตส.ทุกท่านก็ต้อง มีความรับผิดชอบภายใต้ระบบกฎหมายไทย ซึ่งสามารถถูกตรวจสอบและดำเนินคดีได้ตามประมวลกฎหมายอาญาปกติ อีกทั้งมติของ คตส.ในการดำเนินคดีก็มิใช่ข้อยุติแห่งคดี แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรมปกติในชั้นศาลซึ่งมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการรัฐประหารที่มีการกล่าวอ้างถึง
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ภายใต้กฎหมายของ คตส.ข้างต้น คณะผู้วิจัย ได้ทำการศึกษาการทำงานของ คตส.หรือไม่ว่ามีพฤติกรรมที่เอนเอียงไม่ให้ความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา ตามที่มีการกล่าวอ้างจริงหรือไม่ และผู้ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสโต้แย้งประเด็นที่ตัวเองคิดว่าไม่เป็นธรรม ในการต่อสู้คดีหรือเปล่า เพราะทุกคดีที่นำขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นศาลผู้ถูกกล่าวหาทุกรายมีสิทธิหยิบยก ทุกประเด็นมาหักล้างข้อกล่าวหาของ คตส.รวมถึงประเด็นบทบาทการทำหน้าที่ของ คตส.หรือแม้กระทั่ง ข้ออ้างว่า คตส.เป็นปฏิปักษ์กับผู้ถูกกล่าวหา ก็เป็นสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ นำมาใช้ในการต่อสู้คดีที่ดินรัชดา และคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทด้วย
2.คณะผู้วิจัยได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับประเทศไทย หลังจากนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทั้งๆ ที่ทราบดีว่า คดีที่ดินรัชดาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นศาลต่อสู้นั้นเป็นผลมาจากการทำงานของ คตส.ย่อมแสดงว่า คตส.มิใช่ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทย แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ประเด็นนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะไม่ยอมรับผิด หลังจากหนีคดีไปต่างประเทศ
การที่คณะผู้วิจัยละเลยที่จะพิเคราะห์ถึงบทบาทของ คตส.และพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณในการต่อสู้คดี ย่อมทำให้ขาดข้อเท็จจริงที่สำคัญในการตัดสินปัญหาเพื่อนำไปสู่การ กำหนดทางออก และยังเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรมต่อ คตส.อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เหนือกฎหมาย และอำนาจตุลาการด้วย
3.ประเด็นที่ คตส.นำมาพิจารณาจนนำไปสู่การดำเนินคดีนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ คตส.หยิบยกขึ้นมาลอยๆ แต่ทุกคดีล้วนมีที่มาที่ไปก่อนที่ คตส.จะมีตัวตนด้วยซ้ำ ซึ่งคณะผู้วิจัยสามารถ แสวงหาข้อมูลง่ายๆ ด้วยการค้นข่าวย้อนหลังก็จะพบปัญหาทุจริตเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นจำนวนมากในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ทุกคดีที่ คตส.ดำเนินการจึงอยู่บนหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง อีกทั้งหลายคดี อัยการก็เป็นผู้ส่งฟ้องไม่ใช่ คตส.ฟ้องเอง เช่น คดีที่ดินรัชดา และคดียึดทรัพย์ จึงเป็นความเห็นพ้องร่วมกันระหว่าง คตส.และอ้ยการ เท่ากับการทำงานของ คตส.ได้ถูกกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง จากอัยการซึ่งเป็นไปตามกระบวนการปกติ
4.การใช้คำว่า “ให้ผลการพิจารณาของ คตส.สิ้นผลลงและโอนคดีทั้งหมดให้ ป.ป.ช.ดำเนินการใหม่ แต่ไม่กระทบถึงคดีที่ถึงที่สุดแล้ว” นั้น ผมคิดว่าต้องแยกเป็นสองประเด็นดังนี้
4.1 คตส.หมดวาระไปนานแล้วและตามกฎหมายก็กำหนดให้โอนงาน ทั้งหมดไปอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช.การเสนอให้มีการโอนงาน คตส.ให้ ป.ป.ช.ทั้งๆ ที่ เป็นเรื่องที่ดำเนินการอยู่แล้ว จะหมายความว่าอย่างไร
4.2 คำว่า “ไม่กระทบถึงคดีที่ถึงที่สุดแล้ว” จะตีความหมายอย่างไร เพราะมีคดี หวยบนดินที่ศาลฎีกาฯได้อ่านคำพิพากษาจำเลยไปหมดแล้ว เหลือเพียง พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงคนเดียวที่หลบหนี คดีจนศาลต้องออกหมายจับเพื่อนำตัวมาไต่สวนตามกระบวนการยุติธรรมและคดีในส่วนนี้ยังเริ่มต้นไม่ได้ เช่นนี้จะถือว่าคดีนี้สิ้นสุดหรือยัง ถ้าถือว่า “สิ้นสุดแล้ว” หมายถึงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องต่อสู้คดีนี้ในศาล ภายใต้กติกาเดียวกับจำเลยคนอื่นๆ ที่ศาลได้ตัดสินไปก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่ แต่หากตีความหมายว่า “ยังไม่สิ้นสุด” เท่ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้รับสิทธิพิเศษเหนือคนอื่นที่จะเริ่มกระบวนการยุติธรรมใหม่ ทั้งหมดในคดีที่ตัดสินไปแล้ว
การเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาคดีใหม่ จะล้มล้างคำตัดสินของศาลฎีกาฯ ที่ถือเป็นบรรทัดฐานในคดีลักษณะเดียวกันได้หรือ จะสร้างความสับสนต่อระบบยุติธรรมของไทยหรือไม่ อย่างไร
นอกจากนี้ ในรายงานวิจัยก็ยังระบุถึงผลจากคำพิพากษาของศาลฎีกาฯว่า มีทั้งยกฟ้องและพิพากษาว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหา ก็ยิ่งตอกย้ำว่าคณะผู้วิจัยทราบดีว่าการพิจารณาคดีของ คตส.ไม่ใช่ข้อยุติแห่งคดี และการพิจารณาคดีของศาลก็ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เมื่อเป็นเช่นนี้ มีความจำเป็นอันใดที่ต้องเริ่มต้นกระบวนการยุติธรรมใหม่ตามที่คณะผู้วิจัยเสนอ
ทางเลือกที่ 2 : ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส.ทั้งหมด และให้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติ โดยให้ถือว่าคดีดังกล่าวไม่ขาดอายุความทางเลือกนี้คือการล้มล้างคำตัดสินของศาลฎีกาฯในทุกคดีใช่หรือไม่ เหตุใดไม่มีการอธิบายถึงผลเสียของการออก พรบ.นิรโทษกรรมเพื่อล้มคำพิพากษาว่าจะส่งผลกระทบอย่างไร ต่อระบบยุติธรรมไทย เหมือนที่คณะผู้วิจัยพยายามชี้นำให้เห็นข้อดีของการทำลายระบบยุติธรรม เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกมีการอ้างถึงบรรทัดฐานคำวินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 ข้อ 2 และข้อ 6 มีผลเป็นการตั้งคณะบุคคลที่มิใช่ศาลให้มีอำนาจทำการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี เช่นเดียวกับศาลทั้งออกและใช้กฎหมายที่มีโทษอาญาย้อนหลังไปลงโทษบุคคลเป็นการขัดต่อประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงบังคับใช้ไม่ได้
คำถาม คือ คณะผู้วิจัยอ้างคำพิพากษานี้เพื่อประกอบการพิจารณาในประเด็นใด หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของ คตส.ว่าขัดกฎหมาย ศาลก็ได้ชี้แล้วว่าการที่ คมช.ตั้ง คตส. ไม่ขัดกฎหมาย เนื่องจาก คตส.ไม่ได้ใช้อำนาจเช่นเดียวกับศาล แต่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย ปปช.เท่านั้น แตกต่างจากคดียึดทรัพย์ในสมัย รสช.ที่ให้คณะกรรมการในขณะนั้นทำหน้าที่เหมือนศาลตัดสินยึดทรัพย์ โดยไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นเหตุให้ศาลฎีกายกฟ้องและให้คืนทรัพย์สินกับนักการเมืองในยุคนั้นทั้งหมด
เหตุใดคณะผู้วิจัยจึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาโดยไม่ให้รายละเอียดต่อสังคมถึงข้อเท็จจริงในคดีซึ่งแตกต่างจากกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณและพวก โดยสิ้นเชิง ในทางตรงกันข้าม การหยิบ ประเด็นนี้ขึ้นมาเสมือนกับว่าต้องการชี้นำให้สังคมเข้าใจผิดว่า ทั้ง คตส.และการตัดสินของศาลฎีกาฯ ที่ผ่านมาขัดแย้งต่อบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้
ทางเลือกที่ 3 : ให้เพิกถอนทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส.ทั้งหมด และไม่นำคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการและที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง
1.ในรายงานของคณะผู้วิจัยก็เล็งเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากทางเลือกนี้ โดยระบุว่า จะทำให้ข้อกล่าวหาการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ ไม่ได้รับการพิสูจน์โดยกระบวนการยุติธรรม ซึ่งขัดกับหลักการ สำคัญในการสร้างความปรองดองว่าจะต้องทำให้เกิดสภาพ “ไม่เพียงแค่มีความยุติธรรม แต่ต้องทำให้เห็นว่ามี ความยุติธรรมอยู่จริง”
การเสนอให้ลบล้างคดีโดยห้ามไม่ให้มีการพิจารณาอีกจะทำให้เกิดสภาพความยุติธรรมมีอยู่จริงได้อย่างไร ในเมื่อข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกได้รับการปกป้องไม่ให้ นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การทำรัฐประหาร เท่ากับคณะผู้วิจัยกำลัง เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจใช้ประโยชน์จากงานวิจัยนี้ในการเขียนประวัติศาสตร์การเมืองใหม่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกคือผู้บริสุทธิ์ โยนบาปทั้งหมดให้กับการทำรัฐประหารและ คตส.ใช่หรือไม่
2.คณะผู้วิจัยระบุว่าทางเลือกที่เสนอทั้ง 3 ประเด็นนั้น วิเคราะห์จากแนวทางในอดีต ที่ประเทศไทยเคยใช้แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งผมได้ท้วงติงแล้วว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เนื่องจากการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 21 ฉบับที่ผ่านมา จากข้อมูลของเว็บไซต์กฤษฎีกา ไม่เคยมีการ นิรโทษกรรมคดีทุจริตมาก่อน
3.การตัดสิทธิประชาชนและระบบตรวจสอบด้วยการห้ามไม่ให้มีการพิจารณาคดีใหม่ แต่คนในตระกูลชินวัตรกลับใช้ประโยชน์จากคำพิพากษาที่กำลังจะถูกล้มล้างไปแล้ว ทั้งกรณีที่ดินรัชดา ซึ่งคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ นำไปฟ้องต่อศาลแพ่งจนมีคำพิพากษาจากการยึดบรรทัดฐานคำตัดสินของ ศาลฎีกาฯ ว่า การซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ จึงให้กองทุนฟื้นฟูฯให้คืนเงินให้คุณหญิงพจมาน และกรณี นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร นำคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ที่ระบุว่า บุคคลทั้งคู่ไม่ใช่ เจ้าของหุ้นตัวจริงแต่เจ้าของหุ้น คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปใช้ประโยชน์เพื่อไม่จ่ายภาษี 1.2 หมื่นล้านบาท และศาลภาษีก็ยึดตามแนวพิพากษาของศาลฎีกาฯว่าหุ้นไม่ใช่ของบุคคลทั้งคู่จึงไม่อยู่ในสถานะที่ต้องจ่ายภาษี
ข้อเท็จจริงข้างต้นเท่ากับว่า ทางเลือกดังกล่าวทำลายระบบตรวจสอบ แต่กลับให้ผู้กระทำความผิดใช้ประโยชน์ จากคำพิพากษาซึ่งทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีถึง 1.2 หมื่นล้านบาท คณะผู้วิจัยเคยคำนึงถึงปัญหาเหล่านี้หรือไม่
4. คณะผู้วิจัยยอมรับว่า การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 47 คน ยังมีความเห็นที่ แตกต่างกันระหว่างแนวทางที่ให้ผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส.มีผลอยู่ต่อไป ซึ่งเป็นสภาพปัจจุบัน ที่คงอยู่ และแนวทางที่สองคือการตั้งคำถามจากการชี้มูลโดย คตส. เหตุใดข้อคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ ผลทางกฎหมายของ คตส.ดำรงอยู่ต่อไปจึงไม่อยู่ในทางเลือกที่คณะผู้วิจัยเสนอ ทั้งๆ ที่ในประเด็นคำถาม สำหรับการสัมภาษณ์ครั้งที่ 2 ที่คณะผู้วิจัยส่งให้ผมโดยไม่รอคำตอบก่อนสรุปผลวิจัยนั้น มีการระบุถึง ผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางให้ผลพวงทางกฎหมายที่เนินการโดย คตส.และศาลฎีกาฯพิพากษาแล้ว ให้บังคับ คดีต่อไป ถึง 10 คน แต่คณะผู้วิจัยกลับนำแนวคิดให้ผลพวงทางกฎหมายที่เนินการโดย คตส.เสียเปล่าทั้งหมด และไม่ต้องนำคดีที่ค้างอยู่และตัดสินไปแล้วมาพิจารณาอีกครั้งซึ่งมีผู้เสนอเพียง 1 คน มาสรุปเป็น 1 ใน ทางเลือกของ คณะผู้วิจัย
เช่นเดียวกับแนวทางให้ผลพวงทางกฎหมายที่ดำเนเนการโดย คตส.เสียเปล่า ทั้งหมด แต่ต้องนำคดีที่ค้างอยู่และที่ตัดสินไปแล้วกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติที่ประเทศชาติมีอยู่ ซึ่งมีผู้เสนอแนวมางนี้ 5 คน ก็ได้รับการเสนอเป็นทางเลือกของคณะผู้วิจัยด้วย
จากข้อเท็จจริงทั้งหมดข้างต้น ทำให้ผมไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งต่อผลสรุป ที่เป็นทางเลือกในการสร้างความปรองดองของคณะผู้วิจัยว่า นอกจากจะไม่สามารถสร้างความปรองดองได้แล้ว ยังจะสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมที่อาจลุกลามนำไปสู่ความสูญเสียในสังคมที่ยากจะประเมินได้ ซึ่งคิดว่า ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ คณะผู้วิจัยปรารถนาจะให้เกิดขึ้น
ผมเป็นคนแรกที่เสนอคำว่า “ปรองดอง” ต่อสังคมไทย จากแผนปรองดอง 5 ข้อ ซึ่งในช่วงเวลานั้น ผู้สนับสนุนผมก็ไม่เห็นด้วยเพราะต้องการให้มีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด ไม่ผ่อนปรนใดๆ กับผู้กระทำผิด แต่ผมก็ยอมขัดใจผู้สนับสนุนทั้งที่รู้ว่าจะกระทบต่อคะแนนนิยมทางการเมือง เพราะเห็นความจำเป็นที่สังคมไทยต้องเรียนรู้ถึงการให้อภัยและเดินหน้าประเทศให้พ้นจากวังวนความขัดแย้ง แต่ต้องไม่เสียหลักการของบ้านเมือง โดยยึดประโยชน์ของชาติมาก่อนประโยชน์ทางการเมือง
ผมพูดชัดเจนในช่วงเวลานั้นและยังยืนยันมาถึงวันนี้ ว่า กระบวนการปรองดอง ที่จะแก้ปัญหาได้ ต้องเป็นการแก้ปัญหาที่เป็นระบบ มีความยั่งยืน ด้วยการวางหลักการที่ดีให้กับบ้านเมือง ด้วยการยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งจะไม่มีใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ แต่ต้องเป็นประโยชน์ สำหรับประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่ตอบโจทย์ทางการเมืองให้กับคนที่ทำร้ายบ้านเมือง
“อภิสิทธิ์” ย้ำ “ยิ่งลักษณ์” ชิ่งหนีปัญหา “เหลิม”
มีนาคม 11, 2012 by pafrank
Filed under breakingnews, การเมือง
“อภิสิทธิ์”ย้ำ “ยิ่งลักษณ์”ชิ่งหนีปัญหา “เหลิม”ปูดแผนพานายใหญ่กลับบ้านไม่ได้ ลั่นคำ อยู่ที่รัฐสภา-รัฐบาล จะปล่อยให้มีการทำลายนิติรัฐ นิติธรรม หรือไม่ แนะลดปมขัดแย้งก่อนบานปลาย
เมื่อเวลา 13.45 น. ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯปฏิเสธที่จะตอบคำถามหลังจากที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ออกมาระบุว่า จะพา พ.ต.ท.ทักษิณฯ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับบ้านโดยไม่มีความผิดว่า นายกรัฐมนตรีจะปัดความรับผิดชอบในเรื่องนี้ไปให้เป็นเรื่องของสภาฯไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเองก็เป็นผู้เสนอให้แก้ไข หรือ พ.ร.บ.ปรองดอง ตัวรองนายกฯก็เป็นคนออกมาพูดเองว่า จะเสนอ ดังนั้นจึงเป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี เพราะหากต้องการสร้างความปรองดองจริง ก็ควรที่จะยุติประเด็นที่จะทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งในสังคม ทั้งนี้ ตนไม่เห็นด้วย ที่จะมีการล้มล้างอำนาจของฝ่ายตุลาการและศาล เพราะคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ทางศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ได้เปิดโอกาสให้มีการต่อสู้คดีในชั้นศาลอย่างเต็มที่ทั้ง 2 คดี ดังนั้นการจะมากล่าวอ้างว่า คตส.ไม่ให้ความเป็นธรรมก็คงไม่ได้ เพราะทุกประเด็นทาง พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้ต่อสู้ไปแล้ว ซึ่งศาลท่านก็ได้พิจารณาไปหมดแล้ว จึงเห็นว่า แนวทางที่ดีที่สุดคือ การยอมรับคำพิพากษาของศาลและกลับมารับโทษตามคำพิพากษาของซศาล ไม่ใช่กลับมาทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมของประเทศบ้านเมือง และหวังว่าการแปรญัตติของตนในเรื่ององค์กรอิสระและอำนาจศาลตามกระบวนการยุติธรรม จะมีส่วนช่วยในการลดปัญหาความขัดแย้งในสังคม
“อภิสิทธิ์” เหน็บรบ.ยิ่งลักษณ์ ดูไปคล้ายยุค “ทักษิณ”
มีนาคม 7, 2012 by piggy
Filed under breakingnews, การเมือง
“อภิสิทธิ์” เหน็บรัฐบาลยิ่งลักษณ์” ดูไปคล้ายยุค “ทักษิณ” เพราะลดอำนาจองค์กรตรวจสอบ ฟื้นอดีตนายใหญ่พูดเอง ไม่ต้องมีก็ได้ ลั่น คนพูดไม่เข้าใจระบอบการปกครองประชาธิปไตย ส่วนแผนบริหารจัดการรับสถานการณ์น้ำปี 55 ก็ยังไม่เห็นมีอะไรใหม่นอกจากเร่งอนุมัติใช้งบ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการฟ้าวันใหม่ ทางบูล สกาย แชลแนล ทีวี ถึงการตรวจสอบการทำงานรัฐบาลของฝ่ายค้านที่ถูกบางฝ่ายวิจารณ์ว่า ฝ่ายค้านทำงานแบบขัดแข้งขัดขารัฐบาล ว่า ทุกประเทศมีรัฐบาล แต่มีเฉพาะประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้นที่มีฝ่ายค้าน ซึ่งแต่ละฝ่ายก็มีบทบาทหน้าที่ของตนเอง ถ้าหากมีความเข้าใจเรื่องนี้ตรงกัน และเข้าใจว่าการตรวจสอบจะทำให้การใช้อำนาจต่าง ๆ ของรัฐมีความรอบคอบมากขึ้น ทุกอย่างก็จะไม่เป็นปัญหา มียุคนี้จะคล้าย ๆ กับสมัยยุคคุณทักษิณ ที่จะมีการสร้างกระแสให้เกิดความเข้าใจว่า การตรวจสอบนั้นเป็นการถ่วงความเจริญ คุณทักษิณนั้นพูดชัดเลยว่า ฝ่ายค้านคล้าย ๆ ไม่ต้องมีก็ได้ทำนองนั้น นั่นคือความไม่เข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะปัจจุบันการเมืองมีการแบ่งขั้วชัดเจน เมื่อฝ่ายค้านทำการตรวจสอบก็มักจะถูกมองว่าเป็นการขัดขวางการทำงาน ดังนั้นจะมีการทำความเข้าใจกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งสิ่งแรกรัฐบาลควรยอมรับและตระหนักถึงหน้าที่ในการให้ความเข้าใจกับประชาชน โดยมีหลักง่าย ๆ ที่ตนคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาในสถานการณ์อย่างนี้ได้ก็คือ การทำให้คนของเราคิดถึงแต่ประเด็นเนื้อหา หรือคิดถึงเรื่องที่ต้องพิจารณาก่อนที่จะคิดถึงตัวบุคคลที่ออกมาแสดงความเห็น
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงเรื่องแผนการบริหารจัดการน้ำ ที่ครม. มีมติอนุมัติงบประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาทใน 246 โครงการว่า ตัวโครงการส่วนใหญ่ ไม่น่ามีปัญหา เพราะมีความจำเป็นต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งหัวใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องการบริหารจัดการ เรื่องฟลัดเวย์ ว่าจะทำให้ประชาชนและนานาประเทศมั่นใจได้อย่างไร สำหรับในเรื่องงบประมาณนั้น ก็ไม่แน่ใจว่า จำเป็นต้องใช้เงินกู้หรือไม่ เพราะยังมีเงินจากงบกลางที่ยังเหลืออยู่เป็นจำนวนมากน่าจะใช้ตรงนี้ก่อน ฉะนั้นตนคิดว่า จะต้องติดตามตรงนี้อีกที ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่เพิ่งอนุมัติไปแล้วนั้น จะมีการระบุชัดเจนหรือไม่ ต้องมีการตรวจสอบกันอีกครั้ง เข้าใจว่า เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เป็นเรื่องจำเป็นจะต้องปรับปรุง ก็ว่ากันไป ประเด็นก็มีอยู่ว่า สิ่งที่ขณะนี้จะเป็นเรื่องหัวใจก็จะเป็นเรื่องการบริหารจัดการ เรื่องฟลัดเวย์ ตรงนี้มากกว่า ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่เรายังรอคอยอยู่ให้เกิดความมั่นใจว่าจะเป็นอย่างไร ตัวโครงสร้างที่จะทำกันไปนั้นก็ทำกันไป แต่ต้องดูว่า ภาพรวมของทิศทางของการบริหารน้ำ ทิศทางคือจะให้น้ำไปทางไหน ต้องออกมาให้ชัด แล้วมันจะต้องสอดคล้องกับตัวโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำกัน ถ้าถามว่ามีอะไรใหม่ ในขณะนี้ต้องบอกว่า ยังไม่ได้มีความชัดเจนว่าจะมีอะไรใหม่
“อภิสิทธิ์” แนะ อ่านให้เข้าใจ มติผู้ตรวจการแผ่นดิน ชี้มูล “นลินี-ณัฐวุฒิ” คนส่วนใหญ่ยังสับสน
มีนาคม 7, 2012 by pafrank
Filed under breakingnews, การเมือง
“อภิสิทธิ์”แนะ อ่านให้เข้าใจ มติผู้ตรวจการแผ่นดิน ชี้มูล “นลินี-ณัฐวุฒิ” คนส่วนใหญ่ยังสับสน ย้ำประเด็นสำคัญอยู่ที่ให้นายกฯ ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง ทบทวนใหม่ใน 30 วัน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการฟ้าวันใหม่ ทางบูล สกาย แชลแนล ทีวี ถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มีมติเกี่ยวกับการตรวจสอบนางนลินี ทวีสิน รมต.ประจำสำนักนายกฯและนายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ รมช.เกษตรฯว่า เข้าใจว่าในการพิจารณามี 2 ส่วน คือส่วนของผู้ที่ถูกแต่งตั้ง 2 คน มีการพิจารณาว่าในขณะที่ดำรงตำแหน่ง ทั้ง 2 คนไม่ได้ทำเรื่องตามที่ได้ร้องเรียน ส่วนการพิจารณาในส่วนผู้ที่แต่งตั้งนั้น มีมติว่า ผู้ที่แต่งตั้งขาดความรอบคอบ และให้กลับไปพิจารณาทบทวนอีกครั้งภายใน 30 วัน
“ รู้สึกว่าแม้แต่คนที่เอาเรื่องร้องก็ยังสับสนว่ามติคืออะไร ผมเข้าใจว่าทางผู้ตรวจการฯ ได้แยกการพิจารณาเป็น 2 ส่วน คือ คนที่ตั้ง ตัวนายกฯ มีเลขาฯ ครม. ที่เข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการของการตั้ง แล้วก็คนที่ถูกตั้งก็มี 2 คน สิ่งที่ผู้ตรวจการฯ พูดในส่วนของคนที่ถูกตั้ง 2 คนคือคุณณัฐวุฒิ กับคุณนลินี ผมเข้าใจว่าผู้ตรวจการฯ บอกว่า พฤติกรรมที่มีการร้องเรียนทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องอดีต เพราะฉะนั้นคล้าย ๆ กับว่าตรงนี้ก็จึงไม่มีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่าผิดหรือไม่ผิดจริยธรรม เพราะว่าเหมือนกับถูกร้องในขณะดำรงตำแหน่ง เขาไม่ได้ทำเรื่องพวกนี้ในระหว่างดำรงตำแหน่งก็จบไปก่อน ส่วนคนที่ตั้งตัวเลขาฯ ครม. เขาก็บอกว่า ไม่ได้มีอะไร ก็หมายความว่าทำตามหน้าที่อะไรต่าง ๆ ไปแล้ว แต่ว่าก็บอกว่า นายกฯ นั้นขาดความรอบคอบ ในความหมายที่ว่า ควรจะได้มีการพิจารณาประเด็นที่เป็นที่มาของการร้องเรียน ฉะนั้นตรงนี้ก็จึงเป็นที่มา ที่บอกว่าให้ไปดูอีกทีว่าการตั้งนั้น คล้ายกับไปทบทวนว่า มันกระทบเกียรติภูมิของประเทศอะไรหรือไม่ โดยสรุปฟังแล้วก็หมายความว่า ทางผู้ตรวจการฯ ก็บอกเหมือนกับที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่า มันน่าจะมีประเด็นความเหมาะสม ไม่เหมาะสมอยู่ ที่จะต้องพิจารณามากกว่าที่จะบอกว่าไม่มีอะไร ก็ให้นายกฯ ไปดู ก็เป็นมติที่กลาง ๆ ที่ทางนายกฯ จะต้องไปพิจารณาแล้วก็รู้สึกว่าต้องชี้แจงกันอีกรอบหนึ่ง”
ส่วนที่มีการระบุว่า ทำผิดจริยธรรม แต่ไม่ผิดกฎหมาย สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ควรจะนำไปอ้างในลักษณะนี้เพราะต้องดูว่าแต่ละกรณีเป็นอย่างไร ควรดูที่ความหนักเบาของความผิดด้วย
รองโฆษกรบ. จี้ “มาร์ค” ขอโทษช่างภาพยุ่นตาย
มีนาคม 7, 2012 by pafrank
Filed under breakingnews, การเมือง
รองโฆษกรัฐบาลแถลง วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาราชการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังร่วมคณะเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-9 มี.ค.ว่า เป็นการเดินทางมาเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่นในทุกระดับ ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ในโอกาสพิเศษครบรอบ 125 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น มีการจัดงานส่งเสริมการลงทุน(BOI) รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยของรัฐบาลไทย ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าจะประสบผลสำเร็จในการเยือนครั้งนี้เป็นอย่างดี
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า แต่ขอตั้งข้อสังเกตเพื่ออธิบายความกับพี่น้องประชาชนว่า ในสถานการณ์ที่ประเทศชาติเรา ต้องการเร่งสร้างความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนทุกประเทศ กลับมีพรรคการเมืองบางพรรคที่เล่นการเมืองแบบน่าตั้งคำถาม ออกมาคุยเสมือนหนึ่งว่าส่งผู้นำพรรคมาปูทางให้รัฐบาลไทยที่ญี่ปุ่น ซึ่งพณฯท่านนายกฯเงา ท่านคงว่างจริง เลยเอาเท้าราน้ำได้ทุกเม็ด แพ้โหวต พรก.ในสภา ก็ยื่นศาลตีความอวดอ้างว่าเป็นพรรคที่เชื่อมั่นระบบรัฐสภา พอแพ้มติแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา ก็ออกมาปลุกม๊อบ ล้มมติสภา ผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคไปแอบอยู่ที่ไหนกันหมด ปล่อยให้ออกมาค้านตะพึด ตะพือ
มาญี่ปุ่นตัดหน้า ก็มาเปิดประเด็นให้สื่อที่นี่คอยถาม ทีตอนท่านนายกฯเงามา กลับไปไม่เห็นแถลงผลการมาเยือน แต่ตั้งเงื่อนไขอย่างนั้นอย่างนี้เอากับรัฐบาล เช่น การแถลงไม่ควรเป็นลักษณะแถลงฝ่ายเดียว ต้องมีการตอบคำถามด้วย จึงขอตั้งคำถามว่าเรื่องอะไรหรือ ที่อยากให้รัฐบาลไทยตอบไม่ได้ เป็นอะไรมากหรือเปล่า ไม่ต้องเป็นห่วงรัฐบาลนี้ตอบได้ทุกเรื่อง เพราะเราเอาความจริง นำความจริงใจมาตอบ
เป็นห่วงก็แต่ พณฯท่านนายกฯเงา ดูแล้ววิบากกรรม จากการถูกสงสัยว่าทำให้คนเสียชีวิตจำนวนมาก ก็คงจวนจะมาถึงตัวท่านในเร็ว ๆ นี้ เสียดายที่ท่านมาแล้วพลาดกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งไปคือ ท่านน่าจะไปคุกเข่าขอโทษ ญาติของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ที่โดนยิงเสียชีวิตบริเวณแยกคอกวัวเสียหน่อย คงพอจะทำให้ญาติพี่น้องเขาคลายความโกรธ ซึ่งเรื่องนี้หากมีโอกาสรัฐบาลก็จะแจ้งทางญี่ปุ่นว่า เราได้อนุมัติเงินเยียวยา7.75ล้านให้กับครอบครัวของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ในหลักการเรียบร้อย น่าอนาถใจที่วันนี้ รัฐบาลเรามาไกลถึงโตเกียว แต่อีกพรรคยังวนเวียนอยู่ที่โฟร์ซีซั่นอยู่เลย นายอนุสรณ์กล่าว
“อภิสิทธิ์” จี้รัฐสำนึกความรับผิดชอบทางการเมือง
กุมภาพันธ์ 15, 2012 by jariya_n
Filed under breakingnews, news report, การเมือง
“อภิสิทธิ์” ยัน หลังศาลรธน.ไต่สวนพรก. การเงิน 2 ฉบับ ตอกย้ำไม่จำเป็นเร่งด่วนสามารถออกเป็นพรบ.ได้ พร้อมจี้สำนึกความรับผิดชอบทางการเมือง ถือเป็นมารยาท ไม่ใช่บอกปัด ไม่ผ่านก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ชี้อยู่ที่เจตนาอย่าอ้างความผิดพลาดทางเทคนิค
ภายหลังการพิจารณารับฟังคำชี้แจงของศาลรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ให้สัมภาษณ์ว่า การชี้แจงของนายกรณ์ จาติกวณิช ต่อศาลถือว่าสมบูรณ์เพราะประเด็นที่พิจารณาไม่ใช่เรื่องว่าเป็นภารกิจหรือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ว่าจะทำหรือไม่ทำ แต่เป็นเรื่องว่า ถ้าไม่ทำแล้วจะกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ กระทบต่อความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและกระทบต่อการป้องกันภัยพิบัติหรือไม่ และเป็นประเด็นที่ว่า ทั้งหมดนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ซึ่งตนคิดว่า คำชี้แจงเราเห็นชัดเจนว่า แม้ไม่มี พ.ร.ก.2 ฉบับนี้ก็ไม่กระทบต่อความปลอดภัย ความมั่นคงและไม่ใช่เรื่องความจำเป็นเร่งด่วน แต่อย่างใด หรือสรุปง่ายๆคือ แม้ไม่มีพ.ร.ก. 2 ฉบับนี้ ก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลขาดแหล่งเงินในการที่จะดำเนินการในเรื่องต่างๆ รวมทั้งไม่มีผลกระทบต่อแผนเฉพาะหน้าของรัฐบาลในการบริหารจัดการให้เกิดความเร่งด่วนในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับแผนในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล และขอยืนยันว่า การออก พ.ร.ก.2 ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และถ้ารัฐบาลยังยืนยันจะใช้แนวทางควรต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) และมีกฎหมายนี้มีเพียง 13 มาตรา ซึ่งสามารถพิจารณาทันการต่อการดำเนินการทั้งหมดอยู่แล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในคำชี้แจงของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.การคลังเองก็ได้ยอมรับแล้วว่า พ.ร.ก.โอนหนี้ฯไม่ได้มีผลต่อหนี้สาธารณะ ซึ่งก็ยิ่งชัดเจนว่า ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าศาลชี้ว่าพ.ร.ก.2 ฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับกฎหมายทั้ง 2 ฉบับใช้ได้ตั้งแต่ต้นแล้ว และถ้าถามถึงความรับผิดชอบ ตนคิดว่าเป็นเรื่องมารยาททางการเมือง หาก ค.ร.ม.มีมติออกกฎหมายซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เมื่อถามย้ำว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เคยระบุว่าไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ เพราะไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องรับผิดชอบนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับร.ต.อ.เฉลิม อะไรก็ไม่จำเป็นทั้งนั้น และตนก็ไม่ได้บอกว่าจำเป็น แต่บอกว่าเป็นเรื่องของมารยาท เป็นเรื่องของการระบบความรับผิดชอบทางการเมือง และไม่ได้มีอะไรที่จะไปคุกคามความเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว แต่หากไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ก็จะทำให้ต่อไป เราก็เข้าสู่สภาพที่ว่า ค.ร.ม.ออกกฎหมายอะไรมา เมื่อขัดรัฐธรรมนูญ ทำผิดแล้วมีคนจับได้ ก็สามารถทำใหม่ได้ และทำให้ ค.ร.ม.ไม่เคารพต่อรัฐธรรมนูญ สิ่งไหนผ่านไปได้ก็ผ่าน หรือสิ่งไหนถูกจับได้ว่าผิด ก็ทำใหม่ได้อย่างนั้นหรือ
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่รัฐบาลเตรียมแผนสองไว้ว่าหากถูกชี้ว่าพ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับขัดรัฐธรรมนูญก็จะออกเป็นพ.ร.บ.แทนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากจะออกเป็นพ.ร.บ.ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่เป็นคนละประเด็นกับเรื่องที่ว่า ควรจะมีความรับผิดชอบโดยมารยาทหรือไม่ อย่างไร เมื่อถามอีกว่า จะเกิดผลกระทบกระเทือนทางสังคมที่จะกดดันกับรัฐบาลหรือไม่ หากไม่แสดงความรับผิดชอบนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคงตอบแทนสังคมไม่ได้ ส่วนกรณีที่อาจจะมีการอ้างว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค และไม่ได้มีเจตนานั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ได้เคยมีการทักท้วงไปแล้ว และเจตนาของรัฐบาลชัดเจนมากขึ้น จากการที่มีการไปพิจารณาควบคู่กับเรื่องอื่น ๆ เช่น ขณะนี้ล่าสุดแม้จะเก็บเงินจากธนาคารรัฐเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้เอามาช่วยในเรื่องน้ำท่วม ไม่ได้เอามาใช้หนี้ใดๆ แต่กลับเอาไปทำกองทุนพัฒนาประเทศแทน
มาร์คเตือนรัฐบาลแจงให้ชัดแก้รธน.-ม.112
กุมภาพันธ์ 12, 2012 by pafrank
Filed under breakingnews, การเมือง
“อภิสิทธิ์”ชี้รัฐบาลจุดชนวนความขัดแย้งในบ้านเมือง ทั้งเรื่องแก้ไขรธน.-ม.112 ต้องชี้แจงให้ชัดเจน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า สาเหตุของความขัดแย้งในบ้านเมืองขณะนี้ เกิดขึ้นจากการสร้างปมปัญหาของรัฐบาล แม้จะมีความพยายามในการสร้างภาพความปรองดอง ด้วยการเชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษร่วมงานรักประเทศไทย เดินหน้าประเทศไทย
แต่อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์เห็นว่า ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่ถือว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร ขณะที่เชื่อว่า ชนวนความขัดแย้งอยู่ที่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ และการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งรัฐบาลจะต้องชี้แจงทั้ง 2 เรื่องนี้ให้ชัดเจน
“อภิสิทธิ์” ข้องใจ ถามหาความรับผิดชอบรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์”
กุมภาพันธ์ 9, 2012 by nataya_p
Filed under breakingnews, การเมือง-สำคััญ
“อภิสิทธิ์” ยังข้องใจ ถามหาความรับผิดชอบรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หาก พรก. การเงิน 2 ฉบับถูกศาลรธน.ชี้ขัด รธน. ดักทางอย่าสร้างบรรทัดฐานที่เลว พร้อมแจงความต่างของ 4 พรก.การเงินรัฐปูแดงกับไทยเข้มแข็ง ตอกย้ำเหตุผลไม่ร่วมแก้ รธน.หวั่นลามกระทบสถาบันฯและริดรอนอำนาจองค์กรอิสระ แถมหมกเม็ดเพียบทั้งที่มา สสร. วิธีการ เปิดแผลรัฐไม่ทำตามสัญญาที่หาเสียง ขอตั้งสติใช้การเมืองแก้การเมืองอย่าใช้กำลัง
“อภิสิทธิ์” ถามหาความรับผิดชอบรัฐหากศาลชี้พรก.ผิด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทางบูล สกลายทีวี ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าได้แผนสำรอง หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ให้ พ.ร.ก.การเงิน 2 ฉบับขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยจะออกเป็น พ.ร.บ.แทนว่า กรณีนี้ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.ป็นเรื่องปัญหาการบริหารจัดการน้ำท่วม กับ 2.ปัญหาในเรื่องการจัดการการเงินการคลัง ซึ่งหากพ.ร.ก.นี้ถูกตีความตามที่ฝ่ายค้านยื่นไปนั้น ในส่วนของเงินกู้ 3 แสน 5 หมื่นล้าน หากรัฐบาลเสนอมาเป็น พรบ. ก็จะสอดคล้องกับที่เตือนตั้งแต่แรกว่า ต้องให้ฝ่ายค้านมีโอกาสตรวจสอบทั้งวงเงินงบประมาณ ความจำเป็นรวมถึงวิธีการที่จะทำให้มีรายละเอียดของโครงการ ส่วนของกฎหมายโอนหนี้ให้ ธปท.นั้น ก็เป็นคนละเรื่องกันเพราะฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับหลักการที่รัฐบาลจะปัดความรับผิดชอบและไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ซึ่งเป็นปัญหามารยาททางการเมืองและความรับผิดชอบด้วย “รัฐบาลหากออกกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ แล้วมาพูดเฉย ๆ ว่าไม่เป็นไร ก็ทำผิด แล้วทำใหม่ อะไรทำนองนี้ ก็ไม่ค่อยเป็นบรรทัดฐานที่ดีเท่าไหร่ สำหรับการดำเนินการในทางการเมือง ก็แล้วแต่มุมมอง แต่เป็นเรื่องของปัญหาความรับผิดชอบตามระบบ ซึ่งเรื่องนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็จะสอดคล้องกับแนวคิดของฝ่ายค้านที่ต้องการให้ออกกฎหมายเป็น พรบ. เพื่อให้สภาฯ เป็นผู้ตัดสิน ”
แจงข้อแตกต่างกู้ไทยเข้มแข็งกับ พรก. 4 ฉบับ
ส่วนที่มีความพยายามเทียบเคียงเรื่องการออก พ.ร.ก.2 ฉบับที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นตีความกับพ.ร.ก. ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ดำเนินการกู้เงินเป็นโครงการไทยเข้มแข็งนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นความพยายามที่จะเปรียบ 2 เรื่องนี้ เพื่อจะบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ตอนเป็นฝ่ายค้านทำอย่างหนึ่ง ตอนเป็นรัฐบาลอีกอย่างหนึ่งหรือไม่อย่างไร แต่อยากให้ไปอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีพรก.ไทยเข้มแข็ง เพราะหากไปอ่านคำพูดของฝ่ายค้านในขณะนั้นซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนี้ แล้วใช้แนวคิดของฝ่ายค้านในขณะนั้น รับรองว่าไม่เพียงแต่ 2 ฉบับนี้เลยทั้ง 4ฉบับที่ออกมานั้นก็จะผิดหมด “เบื้องต้นต้องก่อนบอกว่าที่พยายามมาชี้ว่า ประชาธิปัตย์หรือฝ่ายค้านนั้นเคยพูดอย่างแล้วไปทำอีกอย่างหรือเปล่า แต่ตรงกันข้าม ฝ่ายที่ความเห็นขัดแย้งกับตัวเองโดยสิ้นเชิงขณะนี้คือฝ่ายรัฐบาล ไปอ่านดูได้เลยว่า การออกพรก. จะต้องเงื่อนไขอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ตอนที่ออก พรก. นั้น จะมีทีมการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญและถ้าอ่านแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นจะชัดเจนว่าหลักคิดนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง”
ตอกย้ำแก้รธน.หวั่นเพิ่มปมขัดแย้งเพิ่ม แถมหมกเม็ด
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เรื่องนี้มี 2 ส่วนที่เป็นเหตุผลของพรรคประชาธิปัตย์ในการไม่เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อไปประกบ เพราะพรรคเกรงว่า จะไปกระทบต่อโครงสร้างหลักของประเทศ ในเรื่องสถาบันหลักของชาติ รวมไปถึงลักษณะการออกแบบ สสร. ที่อาจถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง ซึ่งโดยรวมแล้วอาจทำให้นำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม ไม่มีคำตอบในเรื่องเป้าหมายที่แท้จริงของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่าคืออะไร ส่วนใหญ่เหตุผลที่อ้างว่า รัฐธรรมนูญนี้มาจากการรัฐประหาร แต่ไม่พูดความจริงว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน โดยผ่านกระบวนการของประชามติ และยังมีประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งคือ มาจากพ.ต.ท.ทักษิณว่าจะมีความพยายามที่จะไปลดทอนอำนาจองค์กรอิสระ อำนาจศาล ลบล้างคดี โดยการพยายามพูดถึงว่าจะไปลบล้างบทเฉพาะกาลอะไรต่าง ๆ ซึ่งในทางกฎหมายแล้วจะวุ่นวาย ยุ่งยากในการตีความทางปฏิบัติมาก เมื่อดูเนื้อหาสาระที่จะแก้ไข โดยจะให้มี สสร. แต่ปัญหาของการออกแบบ สสร. แบบนี้ก็คงหนีไม่พ้นการถูกครอบงำโดยการเมือง เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้ตอกย้ำว่าจะเอาทั้ง 2 ส่วนมาบรรจบกัน ตัวคนที่จะมาสร้างรัฐธรรมนูญถูกครอบงำทางการเมือง กับวาระแอบแฝงที่อาจจะมี ดังนั้นทั้งหมดที่ทำไปนั้น จึงเดินไปสู่ความขัดแย้งในสังคมแน่นอน ซึ่งบ้านเมืองก็มีปัญหาเยอะอยู่แล้วที่รัฐบาลสมควรจะต้องเร่งเดินหน้าแก้ไข แต่กลับกลายเป็นว่ามาสร้างปมใหม่ในเรื่องความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก
ทวงคำสัญญารัฐ หาเสียงแล้วไม่ทำเพียบ
ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวต่อว่า รัฐบาลมีเรื่องที่น่าทำอีกมาก ในเรื่องคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับ 15 ล้านเสียง แทนที่จะมุ่งทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย คำถามก็คือว่ารัฐบาลยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าจะทำแล้วยังไม่ทำ เช่น ไปแก้ทบทวนนโยบายพลังงาน ไปดูเรื่องการจำนำข้าว จำนำมันสำปะหลังเกิดความเสียหาย เกิดความวุ่นวาย ความช่วยเหลือจริงไม่ถึงเกษตรกร การส่งออกเกิดผลกระทบ ไปดูว่าตกลงแล้วน้ำท่วมปีนี้จะมีหรือไม่ จะเตรียมการอย่างไรให้ชาวบ้านมั่นใจ ไปดูว่านโยบายต่าง ๆ ที่เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ ยังไม่เป็นตามคำมั่นสัญญา 300บาทต่อสวันหรือ เงินเดือน 15,000 บาทเหล่านี้ต่างหากที่ คนคาดหวังว่า 15 ล้านเสียงที่ชอบอ้างกันนั้น ขอให้มาทำ “พอมาหยิบยกเรื่องที่ต้องมีปัญหากันแล้วก็นำไปสู่ความขัดแย้งแล้ว นโยบายเหล่านี้ก็เดินยากขึ้น บ้านเมืองก็เดินยากขึ้น ก็ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไร มีแต่คนอยากจะให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งผมก็เคยตั้งข้อสังเกตว่ามีบางคนมีผลประโยชน์ในแง่ที่ว่าถ้าบ้านเมืองวุ่นวายแล้วจะมีลุ้นเท่านั้นเอง”
แนะใช้การเมืองแก้ด้วยการเมืองไม่ใช่ใช้กำลัง
“การเมืองที่จะแก้ด้วยการเมือง ต้องไม่ใช่การเมืองที่แบ่งแยกประชาชน ต้องไม่ใช่การเมืองซึ่งเอะอะอะไรก็อ้างว่า ฉันจะทำ แล้วก็เจอกัน ทำนองนั้น อันนี้ไม่ใช่การเมืองที่จะไปแก้การเมือง การเมืองที่จะแก้การเมืองก็ต้องพยายามที่จะโอนอ่อนผ่อนปรนเข้าหาเจรจากัน ซึ่งอยากจะย้ำว่าสมัยรัฐบาลที่แล้ว เจอคนตั้งป้อมล้ม ถึงขั้นไปเตรียมการ มีกองกำลังติดอาวุธมา ก็ยังพยายามเจรจา เสนอทางออก แม้กระทั่งยอมที่จะบอกว่าจะยุบสภาวันนั้น วันนี้ แต่รัฐบาลนี้ไม่มีความสนใจใยดีในการที่ฟังเสียงคนอื่นว่าหยุดได้ไม๊ เรื่องที่จะไปแบ่งแยกประชาชน กลับพยายามตอกย้ำสิ่งเหล่านี้โดยตลอด”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
“อภิสิทธิ์” จับโกหกนายกฯ ยันไร้แผนรองรับบริหารจัดการน้ำ
กุมภาพันธ์ 9, 2012 by piggy
Filed under breakingnews, news report, การเมือง
“อภิสิทธิ์”จับโกหกนายกฯ ยันไร้แผนรองรับบริหารจัดการน้ำยกกรณีเขื่อนใหญ่ปล่อยน้ำท่วมอ.เสนา จ.อยุธยา ถามระบบใหม่พร่องน้ำยังท่วม ไม่แจ้งชาวบ้าน แต่ยังให้โอกาสทัวร์นกแก้ว ครม.สัญจร13-17ก.พ.ขอสังคมจับตาจะแก้อย่างไร
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวสหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีน้ำท่วมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่นายกฯ ยอมรับว่าเป็นการพร่องน้ำจากเขื่อนใหญ่ว่า เป็นอีกกรณีที่สะท้อนให้เห็นว่า ความพร้อมในการรับมือกับน้ำคงจะไม่ต่างจากปีที่แล้ว กรณีที่เกิดขึ้นในขณะนี้ที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลพูดว่ามีแผนทั้งหมดนั้น ยังไม่ได้ทำเลย ประเด็นแรกก็ตอบไม่ตรงกัน ทั้งในพื้นที่ กับระดับชาติก็ตอบไม่ตรงกันว่า ตกลงน้ำที่ท่วมนั้นเกี่ยวกับการปล่อยน้ำจากเขื่อนหรือไม่ แสดงว่าระบบข้อมูลก็ยังไม่มีการเชื่อมโยงกัน ประเด็นที่สองสมมติว่าเป็นแผนการพร่องน้ำตามที่นายกฯ บอก “ถามว่า ทำไมไม่มีการจัดระบบใหม่ที่บอกว่า ในการพร่องน้ำ ถ้ารู้ว่า มีความเสี่ยงน้ำจะท่วม ก็จะต้องมีการดำเนินการล่วงหน้า และที่บางวันนายกฯพูดว่า น้ำที่อยู่ในทุ่งตอนนี้ เป็นน้ำที่อยู่ตามแผน ไม่ได้อยู่โดยที่รัฐบาลไม่ได้จัดการ แล้วระบบการจัดการที่บอกว่าจะมีการชดเชยเยียวยาจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นตกลงว่า จะทำระบบการบริหารจัดการน้ำ การจัดการมวลชน การจัดการเกี่ยวกับการบริหาร ทั้งหมดในเรื่องน้ำจะแตกต่างจากเดิมหรือไม่ อย่างไร แต่ก็เปิดโอกาสให้นายกฯ ได้เดินทางใน ครม.สัญจรลุ่มน้ำ ระหว่าง 13 – 17 กพ.นี้ก่อน โดยจะรอดู และอยากให้สังคมได้เฝ้าดู พร้อมทั้งหวังว่า จะได้เห็นแผนการบริหารจัดการในเรื่องน้ำว่า ได้จัดทำแล้วหรือยัง ข้อสรุปเรื่องการทำฟลัดเวย์ที่ จ.นครสวรรค์ จะเป็นอย่างไร หรือกรณีทุ่งในจ.พระนครศรีอยุธยาจะต้องเป็นพื้นที่รับน้ำแล้ว รัฐบาลจะมีระบบที่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างไร”
“มาร์ค” ฟันธง รบ.ใช้ส.ส.ร.เป็นเครื่องมือช่วยนายใหญ่พ้นคดี
กุมภาพันธ์ 8, 2012 by piggy
Filed under breakingnews, news report, การเมือง
“ อภิสิทธิ์ ” ลั่น ไม่ร่วมสังฆกรรม แก้รธน. ยันล้วนสร้างความแตกแยก ซัดหวังใช้กระบวนการส.ส.ร.เป็นเครื่องมือ ฟันธงใช้ทุกช่องช่วยนายใหญ่พ้นคดี
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า วิปฝ่ายค้านและส.ส.ในพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลพยายามที่จะใช้กระบวนการส.ส.ร.แก้ไขตามวาระที่รัฐบาลกำหนดไว้ซึ่งจะนำไปสู่งความขัดแย้ง ฉะนั้นเราจึงไม่เห็นด้วยที่จะมีการดำเนินการ และขณะนี้ตนไม่ทราบว่า ใครจะเสนออย่างเป็นทางการจึงอยากให้รัฐบาลพูดให้ชัดว่า จุดประสงค์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องการจะนำไปสู่อะไร มีประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่คนกังวลเรื่องความขัดแย้งหรือไม่อย่างไร นอกจากไม่เห็นด้วยแล้วแนวทางการตรวจสอบของพรรคประชาธิปัตย์คือ จะติดตามการทำงานซึ่งก็ไปสอดคล้องกับเรื่องอื่นด้วยเช่น แนวคิดการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมผ่านช่องทางต่างๆ
ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญสอดรับกับแนวคิดพ.ร.บ.ปรองดอง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คิดว่า เป็นความพยายามที่จะใช้ทุกช่องทางและเทคนิคทางกฏหมายที่จะล้มคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่มีอยู่หลายคดี ซึ่งพรรคมองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการออกพ.ร.บ.ปรองดองเป็นการทำลายระบบกฏหมายและเพื่อประโยชน์ของคุณทักษิณ” เมื่อถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะสามารถล้มล้างคำพิพากษาที่ทีการตัดสินไปแล้วได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่ได้ แต่มีความพยายามที่จะททำให้เป็นอย่างนั้น ถามย้ำว่า สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่พยายามสร้างภาพลักษณ์ว่ามีความปรองดอง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คงไม่เฉพาะการจัดงานเลี้ยง แต่ทุกครั้งรัฐบาลและน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯพยายามพูดถึงการลดความขัดแย้ง แต่กลับสร้างปมและเงื่อนไขใหม่ในความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา
เมื่อถามย้ำว่า การกระทำของรัฐบาลในขณะนี้จะทำให้ประเทศมีความปรองดองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เพราะขณะนี้ทุกอย่างติดหล่ม สิ่งที่เราอยากให้รัฐบาลตอบโจทย์ขณะนี้ก็คือ เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคือ 1.ปัญหาสินค้าราคาแพง 2.น้ำท่วม เพราะแผนที่จะออกมาใน 1-2เดือนข้างหน้าก็ยังไม่เกิดขึ้น 3.ปัญหาของเกษตรกร โโยเฉพาะโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรทั้งข้าวและมัน รวมไปถึงหนี้สิน











กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการศึกษา
กระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
สำนักนายกรัฐมนตรี
กระทรวงคมนาคม
กระทรวงพาณิชย์
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงกลาโหม

















