Get Adobe Flash player

“เทพไท” ฟันธง “ม.112-รธน.-กม.กห.” เงื่อนไขปฏิวัติ

มกราคม 22, 2012 by piggy  
Filed under breakingnews, news report, การเมือง

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธีรรมราช  พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ตนขอเรียกร้องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ปรับให้นางนลินี  ทวีสิน  ออกจากตำแหน่งรมต.ประจำสำนักฯ เพื่อให้ไปแก้ข้อกล่าวหาให้จบสิ้นก่อน โดยเว้นตำแหน่งดังกล่าว และหากนางนลินี สามารถชี้แจงข้อกล่าวหาได้ และเห็นว่ายังมีความจำเป็นซึ่งจะไม่กระทบต่อคณะรัฐมนตรี เพราะตำแหน่งดังกล่าวมีถึง 2 คนแล้ว และหากขาดไป1 คนก็ไม่น่ามีปัญหายังสามารถทำงานได้ และหากยังเห็นว่าจำเป็นต้องมีรมต.ถึง 3 คนก็ดูว่ามากเกินกว่างานที่จะทำ ตนอยากให้นายกฯรักษาหน้าตาของประเทศมากกกว่าหน้าตาครม. แต่ก็ยังมีบางฝ่ายออกมาเรียกร้อง ว่ารัฐบาลไทยไม่ควรแคร์ หรือ เอาใจสหรัฐฯ ถึงแม้จะไม่เอาใจสหรัฐ แต่ต้องยอมรับว่าทั่วโลกให้การยอมรับว่าสหรัฐฯมีบทบาทอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับประเทศไทย ดูได้จากคำเตือนการก่อการร้ายในไทย ที่สหรัฐฯออกมากล่าวเตือนเป็นประเทศแรก จากนั้นประเทศต่างๆก็ประกาศเตือนออกมาเป็นระลอก และหลังจากที่มีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าปรากฏว่าทางสหรัฐได้ออกแถลงยืนยันการขึ้นบัญชีดำนางนลินีทันที แสดงว่าสหรัฐฯเอาจริงกับเรื่องนี้ ดังนั้นถ้ารัฐบาลยังดึงดันก็เกรงว่าสหรัฐฯจะออกมาตรการตอบโต้และประเทศอื่นๆจะติดตามมาอีก จะสร่างความเสียหายให้ประเทศไทยอย่างมาก

นายเทพไท กล่าวต่ออีกว่า ตนเชื่อว่าการปรับครม.ครั้งนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ คงไม่มีความสามารถที่จะปรับครม.ด้วยตัวเองได้ แม้แต่วาดรูปปู น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยังวาดไม่ครบขา การปรับครม.ครั้งนี้ มีความพยายามที่จะปรับใน 3 กลุ่ม แต่ก็ปรับได้เพียง 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกคือกลุ่มกากี่นั้ง  กลุ่มที่2 คือกลุ่มเสี่ยวเอ้อ  และกลุ่มที่3 คือกลุ่มเฉาฉุ่ย แต่กลุ่มที่ยังไม่ได้ถูกปรับคือกลุ่มเฉาฉุ่ย ดังนั้นหากจะปรับนางนลินีออก รวมถึงเอากลุ่มเฉาฉุ่ยออกไปก็จะครบสมบูรณ์ 3 กลุ่ม

นายเทพไท ยังได้กล่าวถึง สถานการณ์ทางการเมืองหลังการปรับครม.โดยเฉพาะการปรับให้พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เป็นรมว.กลาโหม แม้จะดูท่าทีจากผู้นำเหล่าทัพที่ออกมา อย่างเป็นมิตรไมตรี แต่เบื้องลึกเชื่อว่ายังไม่ลงรอยกันและเห็นได้จากท่าทีของพล.อ.อ.สุกำพลที่พูดถึงการแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม ว่าถ้าพูดกันรู้เรื่องไม่จำเป็นต้องแก้ ตนคิดว่าเป็นการขู่ผู้นำเหล่าทัพและแทงกั๊กจุดยืนในการแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหมโดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯที่ออกมาบอกว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่าย แต่ท่าทีของนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ในฐานะรองประธานฝ่ายกฎหมายยุติธรรม และสิทธิมนุษย์ชน  ประกาศชัดเจนว่าจะเดินหน้าต่อในเรื่องการแก้พ.ร.บ.กลาโหมถือเป็นการแอบ่างหน้ากันเล่นหรือไม่ ดังนั้นถ้ามีความจริงใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องแสดงภาวะผู้นำออกมาห้ามปรามและปิดปากลูกพรรค เพื่อให้พูดในทางเดียวกัน หากจะไม่แก้ ก็ต้องบอกว่าไม่แก้ และจะต้องไม่มีคนของพรรคออกมาเคลื่อนไหวต่อไป อีกทั้งควรถอนเรื่องดังกล่าวออกมาจากการพิจารณาของคณะกรรมมาธิการฝ่ายกฎหมายฯ สภาฯ

ส่วนกรณีการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ขณะนี้อยู่ที่หลวงพระบาง ประเทศลาวนั้น นายเทพไท กล่าวว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กำลังท้าทายกลุ่มต่อต้าน โดยประเมินว่าขุมกำลังของตนเองและมวลชนที่สนับสนุนระบอบทักษิณกำลังเข้มแข็ง เหนียวแน่น ขณะที่กลุ่มต่อต้านมีกำลังอ่อนล้า ไม่เป็นเอกภาพ จึงหยามใจเคลื่อนไหวในประเทศที่อยู่ใกล้ประเทศไทย และพยายามรุกล้ำเขตแดนไทยตลอดเวลา เพื่อส่งสัญญาณให้มวลชนของตัวเองรับรู้ว่าอีกไม่นานจะได้กลับมาเมืองไทย แต่ถ้าดูสัญญาณจากกลุ่มต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณจะเห็นว่า แม้จะอ่อนล้าแต่ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นตัวปัญหา การปลุกกระแสต่อต้านก็ไม่ใช่เรื่องยาก โดยดูท่าทีจากการออกมาให้สัมภาษณ์ของประธานมูลนิธิโรงเรียนเตรียมทหารที่เรียกร้องให้กองทัพดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับกลุ่มที่ต้องให้แก้มาตรา 112 หรือท่าทีของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรที่ประกาศชัดเจนว่า กลุ่มพันธมิตรพร้อมที่จะสนับสนุนกองทัพเพื่อยึดอำนาจและปฏิวัติประชาชนโดยประชาชนขึ้นมา ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย จึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพหลักการประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่สร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งในสังคมก็ต้องละเว้นเงื่อนไขและกลุ่มที่ต่อต้านก็ต้องเคลื่อนไหวในกรอบของกฎหมาย

นายเทพไท ยังกล่าวถึง ข้อกล่าวหาที่พรรคเพื่อไทยกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ รุมอัดกรณีการตั้งนางนลินี เพื่อหวังล้มรัฐบาลว่า ตนขอเรียนว่า กรณีของนางนลินีคนเดียวไม่ใช่เป้าที่พรรคประชาธิปัตย์จะล้มรัฐบาล แต่ถือเป็นจุดด่างของการเมืองไทยในยุคนี้ เราต้องการเตือนสติและให้เห็นว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่เหนือผลประโยชน์คนคนเดียวและจะเป็นเรื่องหนึ่งที่จะตั้งเป็นกระทู้สดในสภา แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมาตอบด้วยตัวเองหรือไม่ ถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัญญากับประชาชนว่า เป็นผู้จัดครม.ด้วยตัวเองก็ต้องกล้ามาชี้แจงในสภามาไม่ควรให้ม้าใช้ อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม หรือ นายณัฐวุฒิมาตอบแทน  ส่วนที่พรรคเพื่อไทยย้ำว่าจะไม่แก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็ต้องให้ส.ส.พรรคเพื่อไทยทุกคนหยุดเคลื่อนไหวในเชิงสนับสนุน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าบนดินหรือใต้ดินโดยเฉพาะส.ส.ที่แฝงตัวในกลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มนิติราษฎร์

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทย ไม่พยายามหยุดการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ ที่ต้องแก้ไขมาตรา112 นายเทพไทกล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของฝ่ายที่สนับสนุนให้แก้ โดยเฉพาะกลุ่มของพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อรู้ว่ามีหลุม หรืออันตรายอยู่บ้างหน้าก็จะเดินเข้าไปชนอีก ก็เป็นเรื่องบทที่ห้ามไม่ได้ แสดงว่าเป็นการสร้างเงื่อนไขให้มีการปฏิวัติ ทั้งที่รู้ว่าเป็นสิ่งละเอียดอ่อนต่อการเปลี่ยนแปลงก็ยังแหย่เข้าไป แสดงว่าต้องการหาเรื่องที่จะให้มีเหตุการณ์แบบนี้ และเชื่อมั่นว่าพลังมวลชนที่สนับสนุนสามารถที่จะต้านปฏิวัติได้  หากมีการปะทะกันขึ้นก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศจะต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้น

เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่าจะมีการปฏิวัติขึ้นในรัฐบาลนี้หรือไม่ นายเทพไท กล่าวว่าเงื่อนไขทั้งหมดอยู่ที่รัฐบาลฝ่ายเดียวว่าจะเดินเข้าไปในวังวนอุบาทว์นี้หรือไม่ ถ้าอยู่เฉยๆไม่ไปแตะต้อง 3 เรื่อง คือ รัฐธรรมนูญ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ. กลาโหม ทุกอย่างก็เรียบร้อย ขบวนการในระบอบประชาธิปไตยก็จะเดินหน้าไปได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะประกาศว่าไม่เข้าไปเกี่ยวข้องแต่ในทางปฎิบัติ มีการเข้าไปยุ่งเกี่ยว ดังนั้นสังคมต้องจับตามองว่า ปากว่าตาขยิบแบบนี้เขาต้องการอะไร ฝ่ายที่ออกมาประกาศว่าหากมีการก้าวล่วงในเรื่องอะไรบ้างนั้นเขาอาจจะทำการปฏิวัติได้ และเมื่อมีการก้าวล้ำเข้าไปรัฐบาลก็จ้องรับผิดชอบ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ยังยืนยันว่าเราไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่นอกกรอบประชาธิปไตย ทุกฝ่ายจึงไม่ควรทำให้เรื่องต่างๆไปสู่ทางตัน เพราะการปฏิวัติรัฐประหาร ไม่ใช่ทางออกของประเทศ และไม่ใช่คำตอบของประเทศไทยในขณะนี้

“เทพไท” อ้าง “ปู่ชัย-ขุนฆ้อน” ขัดผลประโยชน์สร้างรัฐสภาแห่งใหม่

มกราคม 8, 2012 by nataya_p  
Filed under การเมือง

วันที่ 8 ม.ค. นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าในช่วงค่ำของวันที่ 6 ม.ค. ที่ผ่านมา ระหว่างอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 55หลังเกิดวิวาทะระหว่างนายสมศักดิ์ เกียรติสุนนท์ ประธานรัฐสภา และ นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา ในเรื่องเกี่ยวกับการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ที่แยกเกียกกาย และต่อมาทราบว่า นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาฯ ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ดูพื้นที่ใหม่ในอ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หากมีการย้ายการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ โดยอ้างว่าบริเวณแยกเกียกกาย ที่ขณะนี้กำลังก่อสร้างไปแล้ว 30% และใช้เงินไปแล้วกว่า 5 พันล้านบาท ต้องประสบปัญหาน้ำท่วม และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บดบังทัศนียภาพของรัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งตนมองว่าไม่เป็นความจริงเพราะพื้นที่เกียกกายน้ำก็ท่วมเช่นกัน

นายเทพไท กล่าวว่า เรื่องนี้น่าจะมีการขัดผลประโยชน์ระหว่างอดีตประธานรัฐสภา และ ประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน เพราะโครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ โดยเฉพาะความต้องการยกเลิกบริษัทที่ทำการก่อสร้างที่มี 4 บริษัท และตนก็ไม่ทราบว่าประธานรัฐสภามีอำนาจจะสั่งยกเลิกโครงการได้หรือไม่เพราะโครงการได้เดินหน้าไปแล้ว อีกทั้งยังได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์จาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เป็นที่เรียบร้อย โครงการดังกล่าวนี้ควรจะเดินหน้าก่อสร้างให้เสร็จเพราะไม่ต้องการให้เป็นโครงการ 7ชั่วโครต และหากประธานรัฐสภาคนปัจจุบันพบความไม่โปร่งใสต่างๆก็ควรจะเปิดโปงให้สังคมได้รับทราบด้วย

ปชป.สับ “เติ้ง” ปราชิกทางการเมืองใส่แต้มรบ.9เต็ม10

มกราคม 3, 2012 by nataya_p  
Filed under breakingnews, การเมือง


นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนาออกมาตอบโต้ ตนที่วิจารณ์นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้คะแนนนายกฯ 9 เต็ม 10 รัฐบาล  ว่า อยากชี้แจงว่า การวิจารณ์นายบรรหาร ของตนอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง นายบรรหารให้คะแนนนายกฯ 9 เต็ม 10 ซึ่งสวนทางกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในสังคม วัดได้จากผลโพลล์หลายสำนักที่ให้คะแนนนายกฯ แค่ 5 หรือ 6 คะแนนเท่านั้น  ดังนั้นการที่โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาเปรียบเทียบว่านายบรรหารเป็นถึงระดับสังฆราช ก็ควรปล่อยให้สนทนาธรรมกันไป แม้ว่านายบรรหารจะเป็นนักการเมืองอาวุโส เทียบเท่าชั้นสังฆราชก็จริง แต่เป็นสังฆราชที่ปราชิก เพราะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

“ผมเป็นส.ส.ก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นแค่ส.ส.ตอบตก พลาดหวังจากตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาลก็ออกมาตีโพยตีพาย ซึ่งเปรียบเสมือนเด็กวัด ถ้าจะกล่าวหาว่าผมเป็นแค่เณรน้อย ก็เป็นเณรน้อยเจ้าปัญญา จบชั้นเปรียญเก้า  และไม่ปราชิกทางการเมือง เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นนักากรเมืองด้วยกันก็ควรที่จะใจกว้างรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันละกัน คนเป็นนักการเมือง เป็นส.ส.มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เพราะต่างก็เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ควรที่จะมาแบ่งชั้นวรรณะ หรือสถานะทางการเมือง ถ้าจะตอบโต้ก็อยากให้พูดถึงเนื้อหาและข้อเท็จจริงมากกว่ามาเป็นสำนวนโวหารหรือกระแหนะกระแหนเพื่อให้ตัวเองเป็นข่าวเท่านั้น”นายเทพไท กล่าว

“เทพไท” จี้ “ปู” ปรับครม.เป็นของขวัญปีใหม่

มกราคม 1, 2012 by jariya_n  
Filed under breakingnews, news report, การเมือง

“เทพไท”จี้ “ปู”ปรับครม. เป็นของขวัญปีใหม่ ไม่ต้องรอบ้านเลขที่111 ชี้คนในพท.ยังมีความสามารถอีกเยอะ เหน็บ “เติ้ง”ให้คะแนน “ยิ่งลักษณ์” 9 เต็ม10 เป็นคะแนนพิศวาส หวังผลการเมือง กลัวชพน.ถูกปรับครม.

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความเคลื่อนไหวในพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับการปรับครม. ว่า ในฐานะที่เป็นฝ่ายค้าน และได้ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดนี้มาตลอด เห็นว่า นายกฯ ควรที่จะรีบปรับครม.โดยเร็ว  ไม่จำเป็นต้องรอสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ปลดล๊อคในเดือน พ.ค. เพราะกว่าจะถึงตอนนั้นก็จะต้องปรับครม.อีกครั้งหนึ่งก่อน  เนื่องจากครม.ในชุดปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีโลกลืมเกือบยกคณะ เหมือนกันการเอานักศึกษามาฝึกงาน ไม่มีผลงานเป็นที่ประทับใจจนถูกสังคมขนานามว่า รัฐมนตรีโลกลืมทั้งคณะ

“หากนายกฯ จะปรับครม.ในช่วงปีใหม่นี้ ก็ถือว่าเป็นการมอบของขวัญให้กับประชาชนไปในตัวด้วย  และในระหว่างรอสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ก็ยังมีสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่พอจะมีความสามารถมากกว่ารัฐมนตรีชุดปัจจุบันอีกหลายคน เช่น นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์  นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นายจารุพงศ์  เรืองสุวรรณ นายประภัสร์ จงสงวน และนายโอฬาร ไชยประวัติ  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ผลักดันนโยบายของพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้น เพียงแต่คนเหล่านี้อาจจะไม่มีเส้นสายหรือใกล้ชิดแกนนำของพรรค  หรืออาจจะถูกเขม่นจากคนบางกลุ่มในพรรคเพื่อไทย จึงตกกระป๋องไปในที่สุด จึงอยากให้นายกฯทบทวนแนวความคิดเรื่องการปรับครม. เพราะจะต้องตระหนักว่า บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น ตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่ใช่ที่ฝึกงานของนักการเมือง  ประเภทมือใหม่หัดขับ จึงอยากให้ใช้วิกฤตเป็นโอกาสปรับครม.เพื่อซื้อเวลาทางการเมืองให้กับตัวเอง”นายเทพไท กล่าว

นายเทพไท กล่าวถึงกรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้คะแนน นายกฯ 9 เต็ม 10 นั้น ว่า ถ้าเป็นอาจารย์ปประจำวิชา ก็ถือว่ามีความลำเอียงให้กับลูกศิษย์เป็นพิเศษ  เพราะคะแนนที่ได้ ไม่ใช่คะแนนที่เป็นความสำเร็จจากการทำข้อสอบ  แต่เป็นคะแนนพิศวาสมากกว่า การให้คะแนนที่ขัดกับความรู้สึกและ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ก็น่าจะเป็นนัยยะทางการเมือง เพื่อเป็นการเอาอกเอาใจนายกฯ หลีกเลี่ยงไม่อยากให้นายกฯ ปรับครม.ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสถานะพรรคร่วมรัฐบาลและตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคชาติไทยพัฒนาก็ได้  และ ในฐานะที่นายบรรหาร เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมืองมีประสบการณ์มาอย่างโชกโชน จึงอยากให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ถ้าจะให้คะแนนก็ควรจะว่าไปตามเนื้อผ้า ไม่อยากให้พูดเอาใจเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น ซึ่งจะสร้างความสับสนให้สังคมได้

ส่วนการที่นายบรรหารพูดถึงการเดินทางกลับประเทศของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่าเขามีโอกาสจะกลับบ้านเกิดก็ต้องให้กลับนั้น นายเทพไท กล่าวว่า ที่จริงพ.ต.ท.ทักษิณ มีโอกาสที่จะกลับประเทศได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากใครเพื่อให้ตัวเองกลับมา  แต่การกลับมาโดยไม่ยอมรับโทษทางคดี เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าน้องสาวของตัวเอง จะมาคุมอำนาจรัฐในฐานะนอมินี กฎหมายก็ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้กระทำผิด จึงอยากจะให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศและมาสู้คดี อย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรให้ผู้ใหญ่ในสังคมออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะโน้มน้าว สร้างกระแสให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ หรือให้อภัยต่อพฤติกรรมที่ผ่านมาของพ.ต.ท.ทักษิ

“เทพไท” เผย “ครรชิต” ติดต่อขอมอบตัวสู้คดี ลั่นงานนี้ไม่เกี่ยวกับพรรค

“เทพไท” เผย “ครรชิต”ติดต่อขอมอบตัวที่ ภาค 7  ด้าน “นิพิฏฐ์” เผยเจ้าตัวติดต่อโดยตรงขอให้ช่วยพามอบตัวสู้คดี รับเป็นทนายฯให้ เพราะมีความสนิทสนมส่วนตัว ช่วงขั้นตอนขอมอบตัว ขอให้เอกสิทธิ์คุ้มครองเพราะอยู่ระหว่างสมัยการประชุมสภา ปัดไม่ได้ทำผิดขอสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ลั่นงานนี้ไม่เกี่ยวกับพรรค ย้ำไม่กระทบภาพลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์

เวลา 11.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์   นายเทพไท  เสนพงศ์   ส.ส.นครศรีธรรมราช   แถลงถึงกรณีที่ตำรวจออกหมายจับนายครรชิต  ทับสุวรรณ ส.ส.สมุทรสาคร ฐานยิงนายอุดร ไกรวัฒนุสรณ์ นายกฯอบจ.สมุทรสาครเสียชีวิตว่า   เท่าที่ทราบล่าสุดคือ นายครรชิตได้ติดต่อเพื่อขอเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กองบัญชาการการตำรวจภูธรภาค 7  จ.นครปฐม ในช่วงบ่ายวันนี้ ( 27 ธ.ค.) โดยจะมีทนายความที่ดูแลคดีนี้ร่วมเดินทางไปด้วย  ซึ่งเบื้องต้นทราบว่า นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นผู้นำตัวนายครรชิตไปมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านนายนิพิฏฐ์   กล่าวว่า ตนจะเป็นผู้นำตัวนายครรชิตเดินทางไปมอบตัวในเวลา 13.30 น.ที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7   โดยเบื้องต้น ตนในฐานะที่เป็นทนายความคนหนึ่งและนายครรชิตติดต่อตนมาเพื่อขอให้ช่วยดูแลขั้นตอนในการติดต่อเข้ามอบตัว  ตนก็จะรับหน้าที่เป็นทนายความดูแลในขั้นตอนนี้ให้   ยืนยันว่า นายครรชิตปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดและติดต่อขอเข้ามอบตัวเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป    แต่ในชั้นของการต่อสู้คดีในชั้นศาล  นายครรชิตจะมอบหมายให้ทนายความที่นายครรชิตไว้วางใจมารับดูแลคดีนี้   เพราะตนมีภาระหน้าที่อื่นอีกมากและไม่มีเวลาดูแลคดีในชั้นศาล     ขอย้ำว่าการที่รับดูแลเรื่องในการมอบตัวนี้ตนทำในฐานะทนายความคนหนึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์  เพราะเมื่ออยู่ในสภาฯ ตนและนายครรชิตนั่งติดกันและพูดคุยกันทุกวัน มีความสนิทสนมส่วนตัวกันดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะแสดงบทบาทอย่างไรในเรื่องดังกล่าว นายนิพิธฎ์กล่าวว่า ตนยังไม่ได้หารือกับทางพรรค   เมื่อถามต่อว่า ได้หารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ว่า นายครรชิตจะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองในฐานะส.ส.หรือไม่  นายนิพิธฎ์กล่าวว่า ตนยังไม่ได้หารือกับนายอภิสิทธิ์ ส่วนจะกระทบถึงภาพลักษณ์ของพรรคหรือไม่นั้น ตนคิดว่า ไม่เพราะในชั้นนี้นายครรชิตปฏิเสธและพร้อมสู้คดี  อีกทั้งต้องให้โอกาสนายครรชิต    เมื่อถามว่า  เหตุใดจึงสามารถติดต่อนายครรชิตได้ ทั้งที่ผู้สื่อข่าวและนายเอนก ทับสุวรรณ  บิดานายครรชิตเองยังติดต่อไม่ได้  นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า นายครรชิตโทรศัพท์ติดต่อตนมาเอง  เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค   เมื่อถามว่า ขณะนี้นายครรชิตอยู่ที่ไหน  นายเทพไท ได้กล่าวเสริมขึ้นว่า  อยู่ในที่ปลอดภัย

ขณะที่นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า  ในวันอาทิตย์ก็มีการคุยกัน ในตอนเช้าก็ได้คุยกัน   เมื่อถามย้ำว่า  หลังเกิดเหตุการณ์มีการติดต่อกันอีกหรือไม่ นายนิพิฏฐ์  ตอบว่ามีการคุยกันอีกครั้งตอนดึก  เมื่อถามย้ำอีกว่า มีการพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่  นายนิพิฏฐ์ ตอบว่า  “ไม่มีการพูดคุยในเรื่องนั้น  ผมมั่นใจว่านายครรชิตไม่ได้กระทำความผิด  เพราะผมมีความเชื่อในตัวเขาและเขาไม่มีเหตุที่จะโกหกผม  และผมก็ไม่ทราบว่าเขามีความขัดแย้งกับใคร เรื่องอะไร    เมื่อถามว่า จะมีการใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองหรือไม่  นายนิพิฏฐ์ ตอบว่า เขามีเอกสิทธิ์คุ้มครองเพราะอยู่ในช่วงการเปิดประชุมสภา จริงๆแล้วเราไม่ไปมอบตัวก็ได้เพราะมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการประชุมสภาแล้ว แต่ที่ติดต่อเพื่อขอเข้ามอบตัวครั้งนี้เพื่อเป็นการแสงดความบริสุทธิ์ใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ในเวลา 08.30 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ได้กล่าวในรายการ “ฟ้าวันใหม่กับอภิสิทธิ์”ทางสถานีโทรทัศน์ บลูสกาย เคเบิ้ลทีวี ถึง กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับนายครรชิต ทับสุวรรณ ส.ส.สมุทรสาคร ที่ถูกตั้งข้อหาเป็นผู้สังหารนายก อบจ.จ.สมุทรสาคร ว่าตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมาตนยังไม่สามาถติดต่าอนายครรชิตได้เลย อย่งไรก็ตาม ทุกคนก็จะต้องอยู่ภายใต้กระบวรนการยุติธรรม เมื่อศาลออกหมายจับ คิดว่าคงจะเข้ามอบตัวและต่อสู้คดีไปตามกระบวนการ  ส่วนรายละเอียดต่างก็จะต้องดูกันไปตามพยานหลักฐานต่างๆที่จะปรากฏออกมา อย่างไรก็ตามการออกหมายจับในระหว่างที่มีการประชุมสภานั้นก็ เจ้าหน้าที่ก็ต้องไปขออนุญาติจากประธานสภาฯ แต่หากเจ้าตัวเข้ามอบตัว ก็สามารถกดำเนินการได้ แต่จะจับกุมคุมขังไม่ได้ จนกว่าจะให้ทางสภาฯได้พิจารณาอนุญาติหรือไม่อนุญาติ และทั้งหมดจะต้องฟังจากเจ้าตัวก่อน

“เทพไท” จวก ศปภ.ใช้สื่อจัดฉากเรียลลิตี้น้ำท่วม

ตุลาคม 14, 2011 by pafrank  
Filed under breakingnews, การเมือง

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเงา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการใช้สื่อของรัฐในสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ว่า รัฐควรที่จะใช้สื่อเป็นกระบอกเสียงเพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับน้ำท่วมที่เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่อยากจะให้ใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยให้ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยให้ผู้สมัครสอบตกมาเป็นพิธีกรดำเนินรายการเพื่อสร้างภาพทางการเมือง และไม่อยากที่จะให้การดำเนินรายการของช่อง11 เป็นไปในลักษณะเกมโชว์ หรือเรียลลิตี้โชว์จัดฉากไม่เป็นไปตามธรรมชาติของเหตุการณ์ อยากให้ช่อง11 เน้นในเรื่องข่าวสารความเคลื่อนไหวของสถานการณ์มากกว่าการจัดรายการในลักษณะทอร์คโชว์ชัดหน้าม้ามาเชียร์รัฐบาลเพื่อเรียกคะแนนนิยม ในสถานการณ์เช่นนี้สื่อของรัฐควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรใส่สีตีข่าวให้ตื่นตระหนก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศปภ. ควรจะมีเอกภาพในการแถลงข่าวและควรมีผู้แถลงข่าวในนามศปภ.เพียงคนเดียว ไม่ใช่ให้สารพัดโฆษกหลายคนออกมาแถลงข่าวไปคนะละทิศทาง หากจะมอบหมายให้ผู้อำนวยการศูนย์ชี้แจงแต่เพียงผู้เดียวก็จะเป็นการดีที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับมา แต่ที่ผ่านมาผู้อำนวยการศูนย์ทำตัวเป็นพิธีการเพื่อดำเนินรายการมอบหมายให้แต่ละคนชี้แจงจนจบรายการโดยไม่ได้ข้อสรุปใดๆในฐานะผู้อำนวยการศูนย์

ปชป.ย้อนถามหาจุดยืนของ “ยิ่งลักษณ์-ยุทธศักดิ์”

ตุลาคม 8, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews, การเมือง

ปชป.ย้อนถามหาจุดยืนของ “ยิ่งลักษณ์-ยุทธศักดิ์” กรณีลิ่วล้อชงกฏหมาย ขรก.กระทรวงกลาโหมเข้า กมธ.การกฏหมายและยุติธรมฯ สภา ลั่นอย่าตีสองหน้า นายนิ่ง ลูกน้องกดดัน กมธ.ซีก ปชป.ค้าน อย่าเพิ่มปมขัดแย้ง หวั่นแทรกแซงกองทัพควบคุมเบ็ดเสร็จ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการกฏหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงกรณีที่นายประชา ประสพดี ส.ส.พรรคเพื่อไทยระบุจะนำเรื่องการขอแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหมปี 2551 เข้าพิจารณาโดยจะเรียกผบ.เหล่าทัพเข้าชี้แจงว่า การกระทำดังกล่าวเป็นท่าทีหรือจุดยืนของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ อยากให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะที่เป็นนายกฯและพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหมได้แสดงจุดยืนต่อกรรีนี้ให้ชัดเจน ไม่อยากให้มีการเล่นละครสวมบทตีสองหน้า เหมือนในอดีตที่ผ่านมา และจะต้องพิจารณาดูว่าการนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการมีความเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด

นายเทพไท กล่าวต่อว่า การที่จะเรียกผบ.เหล่าทัพและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาบี้ในคณะกรรมาธิการฯไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม ถ้าพรรคเพื่อไทยมีความบริสุทธิ์ใจก็ควรให้กรรมาธิการเผ็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นและหาข้อดี ข้อด้อยมากกว่าที่จะเรียกนายทหารมาไล่ต้อนเพื่อชำระความแค้นส่วนตัวในคณะกรรมาธิการฯมากกว่า จึงขอให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ตระหนักและคำนึงถึงบทบาท หน้าที่ว่า มีขอบเขตในการทำงานมากน้อยแค่ไหน ไม่ควรที่จะใช้พ.ร.บ.คำสั่งเรียกบุคคลมาชี้แจงในกรรมาธิการ ส.ส.และสว. มาเป็นเครื่องมือบังคับใช้ ซึ่งจะก่อให้เกิดความแตกแยก จึงขอให้สังคมจับตามองว่า กรรีนี้พรรคเอไทยมีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ หลังจากที่มีความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยพยายามเข้าไปแทรกแซงบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปีและแต่งตั้งตำแหน่งนายทหารในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)

อยากจะถามว่าถ้ากฏหมายข้าราชการกลาโหมมีปัญหาในการบังคับใช้จริง เหตุใดในยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็สามารถปฏิบัติใช้ได้โดยไม่เกิดปัญหา เป็นไปได้หรือไม่ว่า ในรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ทำตามใบสั่งจะใช้ตำราได้คืบเอาศอก หลังจากที่เลือกตั้งคุมอำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จก็ยังเหลือเพียงสถาบันทหาร กองทัพที่ยังไม่สามารถแทกแซง สั่งการได้เพียงองค์กรเดียวจึงพยายามที่จะรุกคืบขอแก้ไขเปิดทางให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงได้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงควรที่จะให้กองทัพมีความเป็นอิสระเพราะเป็นสถาบันยที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องความมั่นคงของชาติ ถ้าถูกการเมืองแทรกแซงกองทัพก็จะอ่อนแอและล้มเหลวในการทำหน้าที่เป็นป้องกันประเทศ

“เทพไท” ฟันธง2รมต. ตัวจริงทำผิด รธน. 3 มาตรา

ตุลาคม 8, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews, การเมือง

เทพไท รมต.ประจำสำนักนายกฯ เงา ฟันธง 2 รมต.ตัวจริงทำผิด รธน. 3 มาตรา ชี้ไม่มีอำนาจหน้าที่แทรกแซงแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานรัฐวิสากกิจที่เป็นบริษัทมหาชน ย้ำชัดตัวอย่างแทรกแซงสื่อสารมวลชนซ้ำรอยยุค “ทักษิณ”


ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ในฐานะรมต.ประจำสำนักนายกฯเงา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณายื่นถอดถอนน.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯและนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง กรณีใช้อำนาจหน้าที่เข้าแทรกแซงในการโยกย้ายพนักงานใน อสมท.ว่า ได้นำเอกสารสำเนาที่เป็นหนังสือการและหารือของบุคคลทั้งสอง รวม 2 ฉบับ คือหนังสือจากสำนักนายกฯฉบับที่ นร.0405/9593 และหนังสือจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ที่กค.0806.1/3944 พิจารณาในฝ่ายกฏหมายของพรรคแล้วพบว่า เข้าข่ายกระทำความผิดมาตรา 48 ,266 และ 268 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐมนตรีทั้งสองอาจมีข้ออ้างว่าสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการแผ่นดินได้ แต่การโยกย้ายแต่งตั้งที่ฝ่ายการเมืองจะเข้าพิจารณาหรือยุ่งเกี่ยวได้คือในกรณีของผู้บริหารองค์กรระดับสูง ซี 11 เท่านั้น

นายเทพไท กล่าวต่อว่า ในกรณีนี้ฝ่ายกฏหมายพรรคตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีกฏหมายใดที่ให้อำนาจรัฐมนตรีทั้งสองสามารถใช้อำนาจระงับ หรือแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารหรือพนักงานของบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ และบริษัทดังกล่าวก็อยู่ในฐานะสื่อสารมวลชน ไม่ใช่เป็นเพียงรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ การเปลี่ยนแปลงใดๆในบริษัทมหาชน ก็ต้องเป็นมติของผู้ถือหุ้นใหญ่เท่านั้น ไม่ใช่รัฐมนตรีจะถือโอกาสเข้าไปล้วงลูกตามอำเภอใจได้ ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่จับได้ไล่ทันว่า รัฐบาลชุดนี้ได้เข้าไปแทรกแซงสื่อ โดยพยายามที่จะแทรกแซงในระดับฝ่ายบริหารสั่งการขององค์กรให้โยกย้ายพนักงานในอสมท. ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมการแทรกแซงสื่อเหมือนในยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยใช้ได้ผลมาแล้ว

“เทพไท” เหน็บ “ยิ่งลักษณ์” ออกรายการนายกฯพบปชช.กลัวถูกประจานถึงวุฒิภาวะ

กันยายน 28, 2011 by jariya_n  
Filed under breakingnews

เทพไทฟันธง รายการ ความจริงวันนี้คืนชีพ หลังรัฐรื้อผังช่อง 11 โวย รัฐแทรกแซงสื่อ เหน็บ ยิ่งลักษณ์” ออกรายการนายกฯพบปชช.ทางวิทยุ เพราะไม่ต้องการให้คนเห็น ว่าทำตาม สคริปต์ เพราะกลัวถูกประจานถึงวุฒิภาวะ

 

เมื่อเวลา 13.00 น.ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช และ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเงา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากกรณีที่นางสาวกฤษณา สีหารักษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลรับผิดชอบสื่อ ออกมาแสดงความเห็น เรื่องผังรายการของสถานีโทรทัศน์ข่อง 11 ที่อ้างว่าจะถอดรายการ คลายปม ที่ดำเนินรายการโดยนายเจิ่มศักดิ์ ปิ่นทอง โดยอ้างข้อร้องเรียนของประชาชนเพื่อเปิดทางให้เป็นประเด็นในการปรับผังรายการ ตนคิดว่า การบอกเอาบัตรสนเท่ห์ ฉบับใดฉบับหนึ่ง หรือการอ้างเอาเสียงเรียกร้องมาเป็นเหตุนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล และเห็นว่าน.ส.กฤษณา ควรที่จะใช้เหตุผลอื่นที่ดีกว่านี้ และคงจะต้องจับตามองไปถึงรายการที่เกี่ยวข้องกีบกลุ่มของนายเจิ่มศักดิ์ เช่น รายการ “ลงเอยอย่างไร” “ ข่าววงใน ” และรายการเวทีชาวบ้าน ที่เป็นรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกีบการเมืองเป็นรายการที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านและยังจัดคู่มากับช่อง11 นานนับ 10 ปี การอ้างเอารายการคลายปมมาเป็นในเบิกทาง กระทบไปถึงรายการอื่นๆหรือไม่    ” ผมอยากตั้งข้อสังเกตว่า การรื้อผังรายการนั้น เป็นการปูทางที่จะให้รายการความจริงวันนี้ คืนชีพมาอีกหรือไม่ อยากจะเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีที่รับผิดชอบว่า การจะปรับผังรายการอะไรควรจะต้องแสดง และชี้แจงเหตุผลให้ประชาชนทราบด้วย ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่า รัฐบาลเข้าแทรกแซงสื่ออีกครั้งหนึ่ง”

 

นายเทพไท กล่าวต่อถึง กรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯจะจักรายการ “นายกฯพบประชาชน” นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่นายกฯจะได้มีโอกาสสื่อสารกับประชาชนโดยตรงและอยากขอความชัดเจนในเรื่องรูปแบบการจัดรายการว่าเป็นรูปแบบ และมีเนื้อหาอย่างไร และควรมีความชัดเจนในเรื่องเนื้อหา เพราะหลายครั้งที่ผ่านมา มีความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารกับประชาชนของตัวนายกรัฐมนตรี เอง จึงไม่อยากให้รายการนายกฯพบประชาชนของน.ส.ยิ่งลักษณ์ สร้างความสับสนให้กับประชาขน และอยากให้รัฐบาล และรมต.ประจำสำนักนายกฯได้กำหนดให้ชัดเจนว่า เมื่อมีรายการนายกฯพบประชาชนแล้วควรมีรายการ ผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชน เหมือนมาตรฐานที่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เคยวางมาตรฐานไว้หรือไม่หากมีความชัดเจนเรื่องนี้อย่างไรควรที่จะส่งสัญญาณมาที่ฝ่ายค้านให้ได้รับทราบ เพื่อที่ทางฝ่ายค้านจะได้เตรียมการใช้สิทธิ์การเป็นพรรคฝ่ายค้านสื่อสารกับประชาชนด้วย

 

เมื่อถามว่ามีข่าวว่าจะสื่อสารทางวิทยุอย่างเดียว ไม่ได้เป็นการจัดรายการทางทีวีนั้น นายเทพไท กล่าวว่า ตรงนี้มีการตั้งข้อสังเกตหลายอย่างว่า เหตุใดน.ส.ยิ่งลักษณ์ เลือกที่จะใช้การสื่อสารผ่านทางวิทยุ มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการสื่อสารทางวิทยุน่าที่จะ เป็นความคล่องตัวในการจัดรายการของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการอ่านสคริปต์ เพราะการอ่านสคริปต์ผ่านทีวีเป็นภาพที่น่าเกลียด เป็นการประจานวุฒิภาวะของนายกฯ การจัดรายการผ่านวิทยุ ไม่มีคนเห็นเบื้องหลังว่าจัดอย่างไรใครเขียนสคริปต์ให้ หรืออ่านสคริปต์หรือไม่ ก็น่าจะเป็นเหตุผลในการฉวยโอกาสสื่อสารผ่านวิทยุมากกว่าทีวี

 

 

“เทพไท” แจง “เหลิม” ไม่ต้องเร่งฝ่ายค้านซักฟอก

กันยายน 12, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews, การเมือง

“เทพไท” แจง “เหลิม” ชี้แค่ทนายหน้าหอ ไม่ต้องเร่งฝ่ายค้านซักฟอก ลั่นให้เวลารัฐทำงานก่อน ซัด “สารวัตรเหลิม” อย่าบิดคน 15 ล้านเลือก พท.มาช่วย แม้ว ทั้งที่คนเลือกเพราะนโยบายขายฝันของรัฐ ที่วันนี้คนไทยรู้แล้วว่า ทำจริงไมได้ ย้อนถามอีก 48 ล้านเสียงส่วนใหญ่ ไม่เห็นหัวหรืออย่างไร ชี้ผลโพลล์สะท้อนความ คนไทยความสุขลดลงหลังเลือกตั้ง

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเงา กล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ระบุท้าให้พรรคประชาธิปัตย์ยื่นญัตติด่วนหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ หากสงสัยกรณีขอรื้อฟื้นคดีที่ดินรัชดาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ร.ต.อ.เฉลิมไม่ควรรีบเร่งให้พรรคฝ่ายค้านยื่นอภิปรายฯ เพราะเรื่องนี้ต้องรอให้รัฐบาลดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อน ถ้าหากเกินความไม่ชอบมาพากล ก็เป็นหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านที่จะต้องมีมาตรการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์จะให้เวลารัฐบาลทำงานก่อน จึงขอให้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้เตรียมความพร้อมที่จะรับการตรวจสอบของพรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ไม่ควรหนีการตรวจสอบในสภาฯ ทั้งการตั้งญัตติด่วนหรือกระทู้ถามสดและโยนความรับผิดชอบให้กับร.ต.อ.เฉลิม ที่ทำตัวเป็นทนายหน้าหอให้กับนายกรัฐมนตรีโดยอ้างว่า สิ่งจำเป็นที่ต้องเร่งรีบช่วย พ.ต.ท.ทักษิณนั้นเพราะประชาชนทั้ง 15 ล้านคนเลือกเข้ามา จึงอยากสอนหลักประชาธิปไตยให้คนระดับรองนายกรัฐมนตรีรู้ว่า แม้ 15 ล้านเสียงที่เลือกพรรคเพื่อไทยมา แต่ก็ไม่ใช่เสียงข้างมากของประชาชนทั้งประเทศอีก 48 ล้านคน ที่ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย จึงอยากถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้มีความคิดที่จะเคารพเสียงคนเหล่านี้ หรืออย่างไร เพราะหลักประชาธิปไตยแม้ว่าจะใช้เสียงข้างมาก แต่ก็ต้องพิทักษ์เสียงข้างน้อยไว้ด้วย

นายเทพไท กล่าวต่อว่า ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเงา ขอชี้แจงกรณีที่มีการะพาดพิงว่า ยุคของรัฐบาลประชาธิปัตย์การโยกย้ายข้าราชการมากกว่ายุครัฐบบาลเพื่อไทยว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลกว่า 2 ปี ได้ให้โอกาสกับข้าราชการในการทำงานเพื่อพิสูจน์ผลงานเป็นเวลาระยะหนึ่งก่อน อาจมีการสับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้ลุอำนาจเหมือนกับรัฐบาลชุดนี้ที่เข้ามาเพียงไม่กี่วัน แต่ดำเนินการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงทันทีเพื่อสนองตอบตัณหาทางการเมืองของตัวเองทันที ทั้งนี้ในช่วงรณรงค์หาเสียงพรรคเพื่อไทยก็ได้ข่มขู่ ตั้งธงไว้ก่อนแล้วว่าจะมีการโยกย้ายข้าราชการในตำแหน่งใดบ้าง ทั้งคนระดับอธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้การจังหวัด ล้วนแล้วถูกขาดโทษว่าจะมีการโยกย้ายจากคนพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วมีการโยกย้ายทันที โดยไม่มีความเกรงใจกระแสสังคมแต่อย่างใด อาทิ ตำแหน่งผบ.ตร. ซึ่งเบื้องต้นหาเหตุผลจากกรณีบ่อนเพื่อบีบบังคับ กดดัน แต่กลับเปลี่ยนผบ.ตร.ให้กับพวกพ้องของตัวเอง และคนรับกรรมกลับเป็นเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

นายเทพไท กล่าวต่อว่า สำหรับผลสำรวจวิจัยของศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญหรือเอแบคโพลล์ ที่ระบุถึงดัชนีความสุขของคนไทยที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานว่า ต้องยอมรับความจริงว่า ประชาชนส่วนใหญ่หลังจากผลการเลือกตั้งออกมาแทนที่จะมีความสุข กลับมีความทุกข์เพิ่มขึ้น รัฐบาลทำงานแค่ 2 เดือน แต่คนรู้สึกเหมือนทำงานอยู่ 2ปี และที่สำคัญประชาชนไม่มีความสุขต่อนโยบายของรัฐบาล ทั้งๆที่ก่อนการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยประสบความสำเร็จในชัยชนะ ก็มาจากการประกาศนโยบายหาเสียงโดยแท้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าการผิดหวังต่อนโยบายของรัฐบาล เกิดจากพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท การยกเลิกกองทุนน้ำมัน หรือค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนโยบายขายฝัน และสามารถทำให้ฝันของประชาชนเป็นจริงได้ ดังนั้นการทำงานของรัฐบาลย่อมส่งผลกระทบต่อภาวะผู้นำของตัวนายกรัฐมนตรีเอง เห็นได้จากผลสำรวจของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ที่ระบุว่าคะแนนการเป็นผู้นำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีมีเพียง6.25 คะแนน ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับนายกคนอื่นๆ

หน้าก่อนหน้าหน้าต่อไป


ผลสลากกินแบ่งฯงวด 16 พ.ค.55