มาร์ค ย้ำ รัฐเดินหน้ากู้ได้ แต่อย่าโยนบาปฝ่ายค้าน
กุมภาพันธ์ 6, 2012 by nataya_p
Filed under breakingnews, การเมือง
“มาร์ค” ย้ำ รัฐเดินหน้ากู้ได้แม้ 2 พ.ร.ก.การเงินถูกยื่นตีความ หยันรัฐบาลอย่าโยนบาปฝ่ายค้าน – ศาล รธน. ตอกย้ำไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนต้องกู้มากเช่นนี้ แขวะ ถ้ารัฐทำสำเร็จต่อไป สภาจะพิจารณาแค่งบประมาณชำระดอกเบี้ยและหนี้เท่านั้น ติง แก้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพิ่มอำนาจนายกฯเกาไม่ถูกที่คัน ชี้ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องอำนาจแต่มีปัญหาเรื่องการใช้อำนาจ ห่วงใช้วิธีพิเศษไม่โปร่งใส
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้องขอให้ตีความ พ.ร.ก. การเงิน 2 ฉบับคือ พ.ร.ก.โอนหนี้ฯและ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ผ่านรายการฟ้าวันใหม่ ทางบลูสกายแชนนอล สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมว่า การยื่นตีความของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเพราะเห็นว่า พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ โดยพรรคมุ่งที่ตัวกฎหมายเป็นหลักเพราะการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนแต่รัฐบาลนำปัญหาน้ำท่วมมาเป็นข้ออ้างในการโอนหนี้กองทุนฯให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยรับภาระ เช่นเดียวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ซึ่ง ครม.ก็มีการยอมรับว่าโครงการที่อนุม้ติไปมีความซ้ำซ้อนกว่าหมื่นล้านบาท แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินที่จะใช้ในการทำโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม อีกทั้งนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังก็พูดเองว่าเงินก้อนแรกที่จะใช้อยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่สามารถกู้ได้ตามระบบงบประมาณปกติโดยไม่จำเป็น ซึ่งหากปล่อยให้รัฐบาลใช้ปัญหาน้ำท่วมและความทุกข์ของชาวบ้านมาเป์นข้ออ้างในการหนีการตรวจสอบจากสภาด้วยการออก พรก.ก็จะทำให้ต่อไปฝ่ายบริหารจะไม่ใช้วิธีการของบประมาณจากสภาแต่ใช้วิธีการออก พรก.แทน โดยให้สภาพิจารณาเฉพาะการตั้งงบประมาณเพื่อชำระดอกเบี้ยและหนี้เพียงอย่างเดียว โดยไม่ทราบว่ารัฐบาลจะนำเงินไปใช้จ่ายอะไรบ้าง ซึ่งเป็นการทำลายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเกี่ยวกับการยึดหลักวินัยการคลังด้วย
นายอภิสิทธิ์ ยังตำหนิคนในรัฐบาลที่ออกมาโยนความผืดให้ฝ่ายค้นและศาลรัฐธรรมนูญว่าจะเป็นตัวการที่ทำให้น้ำท่วมเพราะขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ว่า รัฐบาลควรหยุดโทษคนอื่น และเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมจะดีกว่า โดยเฉพาะการเร่งออกแบบจำลองเกี่ยวกับทิศทางการไหลของน้ำ การวิเคราะห์ปริมาณน้ำให้มีความแม่นยำให้เสร็จภายในเดือนสองเดือนนี้ก่อนที่น้ำจะมา และเห็นด้วยที่จะมีการแยกการบริหารจัดการน้ำออกจากระบบราชการเพราะที่ผ่านมาการแก้ปัญหาติดขัดหลายอย่าง อีกทั้งมีการเมืองเข้าไปแทรกแซงจนทำให้การบริหารจัดการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ส่วนที่จะมีการแก้ พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อเพิ่มอำนาจให้นายกรัฐมนตรีมากขึ้นนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากปัญหาน้ำท่วมในช่วงปี 2554 ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจตาม มาตรา 31 อย่างเต็มที โดยเฉพาะเรื่องของการออกคำสั่งในการเปิดปิดประตูระบายน้ำ แต่กลับมีการโยนมาว่าเป็นเรื่องของผู้ว่า กทม. ดังนั้นปัญหาจึงไม่น่าจะอยู่ที่กฎหมายแต่อยู่ที่การบริหรจัดการมากกว่า ส่วนที่จะแก้ไขให้การเบิกจ่ายเป็นไปด้วยความรวดเร็วมากขึ้นโดยให้นายกรัฐมนตรีใช้วิธีพิเศษในการจัดซื้อจัดจ้างนั้น ตนเห็นว่าความรวดเร็วเป็นสิ่งที่ดีแต่ก็ต้องมีความโปร่งใสด้วย หากใช้วิธีพิเศษก็ต้องดูว่าจะมีปัญหาความไม่โปร่งใสตามมาหรือไม่ ทั้งนี้ยังแสดงความเป็นห่วงกรณีที่รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการในแต่ละพื้นที่อย่างไร โดยเห็นว่าควรต้องหาความพอดีระหว่างการใช้ความรู้จากชุมชนท้องถิ่นมีความชำนาญในพื้นที่มากกว่าเสนอความเห็นในการแก้ปัญหา แต่ไม่ใช่ให้ท้องถิ่นกำหนดแผนเอง เนื่องจากแต่ละพท้นที่มีความเื่อมต่อกัน รัฐบาลจึงควรทำหน้าที่ประสานข้อมูลและกำหนดยุมธศาสตร์เพื่อให้แผนกาบริหารจัดการน้ำได้ผลมากที่สุด
“อภิสิทธิ์” เห็นด้วยรัฐเข้มปราบยาเสพติด
กุมภาพันธ์ 4, 2012 by nataya_p
Filed under breakingnews, การเมือง
“อภิสิทธิ์” เห็นด้วยรัฐเข้มปราบยาเสพติด แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฏหมาย อย่าซ้ำรอย ฆ่าตัดตอน พร้อมแนะระวัง จนท.รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องเครือยข่ายยา ต้องลงโทษหนักเอาจริงและต่อเนื่อง
เมื่อเวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลส่งสัญญาณเร่งปราบปรามยาเสพติด โยการเพิ่มมาตรการจัดการขั้นเด็ดขาดว่า เรื่องการจัดการปัญหานี้ขอให้อยู่ในกรอบของกฎฑหมาย ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ก็ออกมายืนยันว่า จะไม่มีการฆ่าตัดตอนซ้ำรอย จึงขอย้ำที่ว่า ที่เด็ดขาดนั้น ต้องมีความต่อเนื่องด้วย เพราะมีงานหลายอย่างที่ต้องเดินหน้าต่อเนื่อง เช่น กรณีเครือข่ายยาเสพติดในเรือนจำที่เป็นปัญหา ซึ่งรัฐบาลที่แล้วได้เข้าไปจัดการตรวจจับและติดตั้งเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ในเรือนจำ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องในพื้นที่ต่างๆ เช่นเรือนจำ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องดำเนินการด้วย แต่ถ้าไปบอกว่า เด็ดขาด แล้วไปทำนอกกฏหมายปัญหาก็จะไม่จบ เคยมีแนวทางที่เคยขึ้นสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาแล้วและออกมายอมรับภายหลัง ว่า เป็นการส่งสัญญาณที่อันตราย ซึ่งจะไม่ยั่งยืน ดังนั้นแนวทางจึงต้องเด็ดขาดและอยู่ภ่ายใต้กรอบของกฎหมาย
เมื่อถามว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ออกมาระบุว่า ภายใน 1 ปีจะแก้ปัญหาเรื่องเครือยข่ายยาเสพติดในเรือนจำให้หมดไปนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องที่ดี หากทำได้ เราสนับสนุนให้ทำ เพราะเป็นปัญหาที่เรื้อรัง และเครือข่ายในเรือนจำ เป็นเครือข่ายที่มีบทบาทสำคัญ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง และน่าจะอยู่ในวิสัยที่ทำได้ สำหรับเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะต้องได้รับการลงโทษที่หนักกว่าปกติหรือคนทั่วไป ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอนั้น ทางรัฐบาลก็จะต้องเป็นผู้ดูแล และโดยเฉพาะที่กล่าวจะเพิ่มมาตรการ และที่ผ่านมาประชาชนเองก็ต้องการที่จะให้ยาเสพติดหมดไป “ ถ้ามีการใช้คำว่าเด็ดขาดนั้นส่วนใหญ่จะซะใจ อันนี่เราก็ต้องยอมรับ แต่ถ้าไปใช้วิธีกาที่มันเกินเลยกฏหมายและตรวจสอบไม่ได้ มันคงไม่เป็นประโยชน์ อย่าลืมว่า มีคนที่เสียชีวิตไป ที่เขาอาจไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็มี ผมเชื่อว่า ไม่มีพี่น้องคนไหนที่ต้องการให้กิดขึ้นกับตัวเองเหมือนกันเรื่องแบบนี้ ต้องทุกฝ่ายในสังคมช่วยกัน ต้องการให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องยาเสพติด แต่ก็ต้องทำอย่างต่อเนื่อง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
“มาร์ค” ยาหอม ชาวบ้านเขตหลักสี่ หลังเปิดศูนย์ประสานงานสาขาพรรค
กุมภาพันธ์ 4, 2012 by nataya_p
Filed under breakingnews
“มาร์ค” ยาหอม ชาวบ้านเขตหลักสี่ หลังเปิดศูนย์ประสานงานสาขาพรรคประจำเขต ลั่นแม้ไม่มี ส.ส.ก็พร้อมดูแลทุกข์สุข ไม่ทอดทิ้งแน่ ย้ำเดินหน้าตรวจสอบทำหน้าที่ฝ่ายค้านเข้มข้น เน้นเรื่องปัญหาค่าครองชีพสูง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ซอยแจ้งวัฒนะ 10 ตรงข้ามสำนักสำนักงานเขตหลักสี่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ประสานงานพรรคประชาธิปัตย์ สาขาเขตหลักสี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ของนายสกลธี ภัททิยะกุล รองโฆษกพรรคและอดกีตผู้สมัครส.ส. กทม.เขตหลักสี่ โดยมีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรคและมรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ตลอดจนส.ก.และส.ข.และชาวบ้านในพื้นที่เขตหลักสี่ร่วมในงานกว่า 300 คน โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าว ศูนย์ฯของพรรค ตั้งอยู่บริเวณหน้าสำนักงาน เขตหลักสี่ จะสะดวกมากสำหรับประชาชนที่จะเข้ามาประสานหรือติดต่อกับศูนย์ฯของพรรคในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แม้ว่า นายสกลธีจะไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่ก็ต้องขอขอบคุณประชาชนจำนวนมากที่ลงคะแนนให้กับพรรคประชาธิปัตย์ และขอยืนยันว่า แม้ว่านายสกลธี ไม่ได้เป็นส.ส. หรือว่าในขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ จะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม แต่ก็ยังอยู่เคียงข้างรับใช้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง และไม่มีวันทอดทิ้งประชาชน และในยามที่มีปัญหามีความทุกข์ เราถือเป็นหน้าที่ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะทางการเมืองอย่างไร เราจะเดินหน้าทำงานอย่างเข้มแข็ง ทั้งในฐานะที่เป็นฝ่ายค้านในสภาฯ จะคอยติดตามการทำงานของรัฐบาล ให้มีประสิทธิภาพ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต้องว่าที่ผ่านมาเราทำหน้าที่นี้อย่างเข้มแข็ง เช่นรัฐบาลเคยวัญญาเรื่องนโนยบายค่าแรง 300 บาท พอมาเป็นรัฐบาลแล้วในช่วงแ รกที่พูดไม่ใช่ค่าแรงขั้นต่ำ แต่เป็นเรื่องของรายได้ เราก็ไม่ยอม เราอภิราบยในสภาอย่างแข็งขัน จนในที่สุดรัฐบาลก็จำเป็นต้องเดินหน้านโยบายนี้ ขณะนี้ก็ยังทำไม่เสร็จ ในเดือนเมษายน รัฐบาลบอกว่าจะเริ่มเดินหน้าเรื่องนี้ มีอีกหลายเรื่องที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่เราต้องติดตามดูแลว่าสามารถที่จะดูแลรักษาสัญญา และตอบยสนองความต้องการของประชาชนได้ตามที่กล่าวหรือไม่ ส่วนความเดือดร้อนที่เกิดจากการบริหารของรัฐบาลนั้นเราก็ติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ซึ่งเรื่องที่เป็นห่วงที่สุดคือ เรื่องของแพง ที่มีนายอภิรักษ์ มาทำหน้าที่ตั้งคณะกรรมการตรสวจสอบราคาสินค้า ราคาข้างแกงอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพื่อให้รัฐบาลลงมาแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ที่ผ่านมานอกจากจะไม่เร่งแก้ปัญหาแล้วรัฐบาลยังมีส่วนซ้ำเติมปัญหา มีการบริหารจัดการเรื่องน้ำมันอย่างผิดพลาดให้มีราคาที่สูงขึ้น ทางพรรคจะเดินหน้าคัดค้านการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องอะไรที่รัฐบาลทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อประชาชนเราพร้อมสนับสนุน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การเตรียมการป้องกันการแก้ปัญหาน้ำท่วมตอนนี่ของรัฐบาลปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าไม่มีเงิน สภาฯอนุมัติแล้วเกือบ 2 แสนล้าน สามารถที่จะเอามาใช้เรื่องการนป้องกันน้ำท่วมได้ถึงัวันนี้รัฐบาลใช้เงินไปน้อย เพราะเงิน 5 พันบาท ก็ยังจ่ายไม่ครบ เราก็เร่งรัดไปรวมถึงโครงการต่างๆเราก็พยายามเร่งรัดด้วยเช่นกัน แต่รัฐบาลอย่าใช้วิธีออกกฎหมายพิเศษ อย่างการโยกหนี้ แต่งบัญชี ทำให้เกิดปัญหากับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อย่ามาอ้างว่า พอมีน้ำท่วม ต้องมากู้เงิน แต่กู้มากองไว้เฉยๆ ไม่ได้ใช้ก็มามีภาระดอกเบี้ยให้ประชาชนต้องมารับเป็นภาระ ไม่มีการตรวจสอบจากสภาฯ
“กอร์ปศักดิ์” โพสต์ข้อความอัดพ.ร.ก.กู้เงิน โวย รวบรัด เบ็ดเสร็จ ทำร้ายประชาชน
มกราคม 29, 2012 by Anuthida_c
Filed under breakingnews, news report, การเมือง
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โพสต์ บทความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Korbsak Sabhavasu วิพากย์วิจารณ์กรณีการออก พระราชกำหนด 4 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการกู้เงิน ในหัวข้อ “ประชาธิปไตยแบบทักษิณ” โดยระบุว่า “พระราชกำหนด – พรก.การเงิน 4 ฉบับมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว เป็นการเดินหน้าประเทศไทยตามแนว ‘ ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ‘ ถือเป็นการบริหารประเทศแบบรวบรัด เบ็ดเสร็จ ไม่ต้องเสียเวลาให้ใครมาช่วยคิด ไม่ต้องให้ตัวแทนประชาชนที่เป็นเจ้าของเงินได้ร่วมพิจารณา ไม่แคร์ในความรู้สึกของใครทั้งสิ้น เป็นประชาธิปไตยแบบทักษิณขนานแท้
ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องที่สลับซับซ้อน ประชาชนเลือกตัวแทนคือท่าน ส.ส.ให้ทำงานแทนพวกเราครั้งละ 4 ปี ประชุมวันแรกก็ขอให้ท่าน ส.ส.สรรหานายกรัฐมนตรีดีๆ เก่งๆ มาบริหารประเทศ จากนั้นนายกฯก็ต้องจัดทีมทำงานและเดินหน้าประเทศตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้
สำหรับงานหลักของท่านสส.คือการกลั่นกรองการออกกฏหมายและตรวจสอบการบริหารงานของนรม.และรัฐบาล ให้อยู่ในกรอบ ในร่องในรอย ท่าน ส.ส.กลุ่มไหนพรรคไหนที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล งานจะหนักนิดหนึ่งเพราะต้องตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น ให้คุ้มค่าเงินเดือนที่ได้รับจากเงินภาษีของประชาชน หลักใหญ่ๆของประชาธิปไตยก็มีเท่านี้
วันนี้ผมต้องมาโวยวายรัฐบาลเรื่องการออกพรก.การเงิน 4 ฉบับ บอกตรงๆว่าไม่ชอบรัฐบาลเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว พอทำเรื่องที่กระทบกระเป๋าเงินของประชาชนโดยไม่เป็นธรรม จึงนิ่งเฉยไม่ได้ ขอคุยให้ฟังเรื่องหลักคิดเพื่อเป็นการปูพื้นก่อนครับ
ส.ส.มีหน้าที่พิจารณากฎหมายเรียกว่าพระราชบัญญัติ กฏหมายที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆเราจะเรียกว่าพระราชบัญญัติการเงิน ถือว่าสำคัญไม่เป็นรองใคร เพราะผูกพันกับเงินคลัง เงินภาษีของประชาชน อย่าลืมเป็นอันขาดว่าประชาชนเหนื่อยยากแสนสาหัส ทำมาหากินเพื่อให้มีรายได้มาเลี้ยงตนเองและครอบครัว เงินที่ไหลเข้ามาทุกเดือนไม่ว่าจะมาจากทางไหน เวลาไหลออกส่วนหนึ่งต้องเลี้ยวลงกระเป๋าคลังไม่มากก็น้อยทุกครั้งไป ท่าน ส.ส.ที่ทำหน้าที่ได้ดีคือ ส.ส.ที่เฝ้ากระเป๋าเงินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประชาธิปไตยมีกรอบเขียนไว้ชัด ถ้ารัฐบาลจะใช้เงินภาษีของประชาชน รัฐบาลต้องออกกฎหมายเท่านั้นและต้องผ่านการพิจารณาของตัวแทนของเขาคือท่านส.ส. ‘ ก่อนมีผลบังคับใช้ ‘ ส่วนท่าน ส.ส.ที่สุมหัวกันโกงเงินของประชาชน ประชาชนก็ต้องจดจำชื่อไว้ ( ห้ามเขียนชื่อลงบนหนังหมา เพราะน้องหมาปฎิเสธคนพวกนี้) ประชาชนต้องช่วยกันหาวิธีไม่ให้คนพวกนี้กลับมาเป็น ‘ท่านส.ส.’ ได้อีก
ร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี…ที่สภาพิจารณาทุกปีถือเป็นกฎหมายการเงินที่สำคัญที่สุดได้ทีเดียว ท่าน ส.ส.ตัวแทนของพวกเราใหญ่คับแก้วในระหว่างการพิจารณางบประมาณ เจ้าของเงินอย่างพวกเราไม่ค่อยจะได้ใส่ใจหรอกครับ ไม่มีเวลา ต้องทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียว เงินที่ได้มาส่วนหนึ่งจะโดนหักมาส่งส่วยค่าภาษีที่เขาพิจาณรากันนี่แหละ
กลับมาประเด็นของเราต่อครับ หลังน้ำท่วมรัฐบาลต้องใช้เงินมาก เงินภาษีที่พวกเราส่งให้ทุกเดือนทุกปี นับแล้วนับอีก เท่าไหร่ก็ไม่พอ เมื่อเงินไม่พอก็ต้องกู้เพิ่ม แถมต้องกู้เกินกว่าที่กฎหมายได้กำหนดไว้ด้วย รัฐบาลตัดสินใจออกกฎหมายการเงินฉบับพิเศษเพื่อให้สามารถกู้เงินเพิ่มได้ ความจริงไม่ใช่เรื่องแปลกพิศดารอะไร เพราะหลายครั้งหลายกรณีเรื่องฉุกเฉินอย่างนี้ต้องเปิดให้มีรูหายใจ
โดยปกติท่าน ส.ส.ตัวแทนของพวกเราจะมีหน้าที่ตรวจสอบกฎหมายการเงินพิเศษนี้ครับ ต้องช่วยกันดูว่ารัฐบาลจะกู้อีกเท่าไหร่ กู้แบบไหน เอาไปใช้ทำอะไรบ้าง เพราะถึงแม้ว่าเงินกู้นี้จะไม่ใช่เงินภาษีของประชาชน แต่ก็เป็นเงินกู้ที่พวกเรา (ลามไปถึงลูก หลาน เหลน ) ต้องส่งส่วยเป็นภาษีให้คลังนำไปใช้หนี้ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น นาน30 – 40 ปี ทีเดียว
‘ทักษิณคิด’ แบบรวบรัด ใช้ช่องทางพิเศษที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ( รูหายใจที่ผมคุยไว้เมื่อสักครู่ ) ว่ากรณีคอขาดบาดตาย กฎหมายรัฐธรรมนูญอนุญาตให้รัฐบาลออกกฎหมายที่มีผลบังคับได้ทันที ( ที่เรียกว่าพระราชกำหนด-พรก.) ท่านสส.หมดสิทธิพิจารณาก่อนมีผลบังคับใช้ จะได้พิจารณา ก็ต้องหลังจากที่ได้ประกาศเป็นกฎหมายแล้วเท่านั้น การพิจารณาก็แสนง่ายคือห้ามแก้ไข ได้แค่กดปุ่ม ‘เห็นด้วย’ หรือ ‘ไม่เห็นด้วย’ เท่านั้น
นายกอร์ปศักดิ์ ระบุอีกว่า ข้อกล่าวหาของผมคือ พรก.ที่คลอดออกมา 4 ฉบับ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนไปทั้งหมดและทุกฉบับเกี่ยวข้องกับวงเงินกู้เป็นจำนวนมากทั้งสิ้น ที่พูดกันมากคือพรก.ฉบับที่ให้มีการโยกภาระหนี้จำนวน1.14 ล้านล้านบาทและดอกเบี้ยไปให้ธปท.รับผิดชอบแต่ผู้เดียว ไม่ต้องเป็นนักการเงินมือฉกาจขนาดไหนก็รู้ว่า เรื่องการบริหารหนี้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่ต้องเสร็จภายในวันนี้ พรุ่งนี้ ถึงขนาดต้องออกเป็นพรก. หลีกเลี่ยงไม่ยอมเสนอเป็นร่างพรบ. ให้ท่านสส.ได้ทำหน้าที่ปกป้องเงินภาษีของ ประชาชน
สิ่งที่เพื่อนๆสส.ของผมกำลังดำเนินการในขณะนี้คือการส่งเรื่องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญท่านได้พิจารณา ว่าพระราชกำหนดที่รัฐบาลผลักดันออกมานี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะเมื่อดูใส้ในของพรก.แล้ว เห็นชัดว่า ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนคอขาดบาดตายจนไม่สามารถใช้กระบวนการออกกฎหมายตามปกติได้ผมเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ทำร้ายประชาชน….โดย ‘ ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ’
“อภิสิทธิ์” ย้ำคำ กทม.พร้อมทำตามนโยบายรัฐ
มกราคม 27, 2012 by nataya_p
Filed under breakingnews
“อภิสิทธิ์” ย้ำคำ กทม.พร้อมทำตามนโยบายรัฐ ลั่น ไม่มีปัญหา ตีแสกหน้ารัฐสั่งการแต่ไม่รับผิดชอบโยนบาปให้ กทม. เชื่อหวังผลการเมือง สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.หวังดิสเครดิต บี้รัฐประเมิน “จำนำข้าว” ขอทำตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงเพราะกระทบต้นทุนข้าวถุงหลังรัฐแทรกแซงตลาดดันราคาข้าวให้สูง พร้อมเหน็บ “ยิ่งลักษณ์” หลบตอบกระทู้สดสภา ย้อนเข้าสู่ยุค “ทักษิณ”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลวิจารณ์การบริหารงานของ กทม. ว่า มีการทำความเข้าใจถึงงบประมาณที่เตรียมการไว้ ในส่วนของกทม. รัฐบาลก็ยินดีให้กทม.จัดการและเรื่องที่ กทม. ต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่น กทม. ก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่ กทม. ขอความร่วมมือจากรัฐบาล 2 ข้อคือ1. ให้การระบายน้ำของรัฐบาลจากทางเหนือมีความเป็นธรรมชาติเพื่อให้บริหารจัดการได้ เพราะบางช่วงมีการสกัดกั้นน้ำ เป็นผลให้ระดับน้ำยกตัว และเมื่อน้ำมาถึงกรุงเทพฯ จึงเกิดปัญหา และ 2. ขอให้รัฐบาลทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องนโยบายการระบายน้ำของรัฐบาล เพื่อจะได้ไม่มีภาพของประชาชน หรือแกนนำทางฝ่ายรัฐบาลเข้ามาทำลายเขื่อน หรือเปิดประตูน้ำซึ่งทำให้ไม่เป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลสั่งการ กทม. ไว้ ยืนยันว่า กทม.ทำหน้าที่ของตัวเอง และทำตามนโยบายของรัฐบาล ขอให้รัฐบาลอย่าพยายามสร้างเรื่องให้เป็นปัญหา
“กทม. ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร แต่ขณะนี้มีความพยายามเล่นการเมืองของคนบางกลุ่มในรัฐบาล สร้างเรื่องขึ้นมาว่า 1.เพื่อหวังผลว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะ กทม. ไม่ร่วมมือ ซึ่งได้อธิบายไปแล้วว่า กทม. ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลสั่งการแต่ตัวเองไม่อยากรับผิดชอบ ก็โบ้ยให้กทม. เช่นปัญหากทม. กับปริมณฑลขัดแย้งกันก็มาจากเรื่องของนโยบายของรัฐบาล ของศปภ. ทั้งสิ้น 2. หวังผลเรื่องการเมือง เรื่องการเลือกตั้งกทม. อะไรต่าง ๆ ด้วย มีการดิสเครดิตกัน”
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีผู้ประกอบการข้าวถุง ขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการรับจำนำข้าว เพราะปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นทำให้ปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าสู่โครงการรับจำนำมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดไว้ว่า พรรคเคยเตือนไว้แล้ว คือเกษตรกรไม่สามารถใช้โครงการนี้ได้อย่างทั่วถึง และจะเกิดการทุจริตสวมสิทธิ์ โดยพรรคกำลังรวบรวมปัญหานี้อยู่
ส่วนการที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงตลาดในลักษณะนี้ จะเป็นการกดดันให้ต้นทุนข้าวสูงขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาต่อราคาข้าวถุง และเกิดผลกระทบต่อการส่งออกข้าวนั้น อยากให้รัฐบาลประเมินตามข้อเท็จจริง แล้วก็เป็นสิทธิ์ของรัฐบาลที่จะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร แต่ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบด้วย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อถึงการประชุมสภาฯเมื่อวานนี้ ( 26 ม.ค.) ว่า “ผมเคยพูดไปแล้วว่า ตอนนี้เรากำลังกลับไปสู่สภาพสมัยคุณทักษิณ ที่ปากบอกเป็นประชาธิปไตย แต่ใจไม่อยู่กับสภา ซึ่งเป็นองค์กรหลักในระบบของรัฐสภาในการตรวจสอบการใช้อำนาจ เมื่อวานนี้ทุกคนเข้าใจดีว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์อยู่ต่างประเทศ แต่ประเด็นอยู่ตรงที่ นอกจากที่มีการตั้งกระทู้ถามแล้ว นายกฯ ยิ่งลักษณ์ไม่มานั้น กลับมีความพยายามที่จะไม่ให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องมาตอบกระทู้นี้เลย และความจริงแล้วนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็ยังไม่เคยตอบกระทู้ถามของฝ่ายค้านเลย ที่ผมแปลกใจมากที่สุด มีอยู่วันหนึ่งมาตอบกระทู้ถามของส.ส.รัฐบาล แต่พอในส่วนกระทู้ถามของฝ่ายค้าน นายกฯ กลับไม่ตอบ นี่คือ ปัญหาที่เกิดขึ้น ขอให้รัฐบาลตั้งหลักใหม่ อย่ากลัวไปเลยครับ ตอบปัญหา 10 – 20 นาที ไม่มีอะไรหนักหนาเลย แต่เป็นการยืนยันหลักการสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตย”
อภิสิทธิ์ เห็นด้วย พรก.การเงินของรัฐแค่ 2 ฉบับ
มกราคม 27, 2012 by nataya_p
Filed under breakingnews
อภิสิทธิ์ เห็นด้วย พรก.การเงินของรัฐแค่ 2 ฉบับ แม้ต้องปรับปรุงแก้ไข ส่วนอีก 2 ฉบับยันส่งศาล รธน.ตีความแน่ 30 ม.ค. เชื่อผิดหลักการ ไม่จำเป็นต้องเป็นพ.ร.ก.เร่งด่วน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พ.ร.ก. 4 ฉบับคือ 1.พระราชกำหนด (พ.ร.ก)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 (วงเงินกู้ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) 2. พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555 3. พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ.2555 และ 4.พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 (การโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านบาทไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหาร)ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยพรรคจะหารือกัน สำหรับพ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติพรรคเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่รายละเอียดยังไม่สามารถตอบสนองเพื่อแก้ไขปัญหาได้ ทางรัฐบาลอาจต้องมีการปรับปรุง พ.ร.ก.นี้ ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่าจะปรับอย่างไร เพราะรายละเอียดมีการกำหนดวงเงินช่วยเหลือน้อยเกินไป มีกลไกการทำงานที่ขาดความชัดเจน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วน พ.ร.ก. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ.2555 นั้น ตนมองเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องทำในลักษณะนี้ เพราะสามารถที่จะเอาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไปถึงมือภาคเอกชนได้ แต่เมื่อรัฐบาลเลือกใช้วิธีนี้ ก็เข้าใจว่า รัฐบาลไม่ต้องการจัดงบประมาณชดเชยดอกเบี้ย และปล่อยให้เป็นเรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.)ที่ต้องปล่อยเงินกู้ และต้องหาวิธีดูดซับสภาพคล่องกลับคืน ที่น่าสนใจคือ ในตัวกฎหมายไปเขียนว่า สินเชื่อที่ปล่อยนั้น ต้องเป็นกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมในปี 2554 ปัญหาคือ ถ้าหากภาคใต้ต้องการด้วย ก็จะไม่ได้ เพราะว่าความเสียหายของบางส่วน ได้เกิดขึ้นในปี 55 ไม่ใช่ปี 54 แต่ตอนออกกฎหมายอาจจะลืมนึกเรื่องนี้ไป ก็จะเป็นปัญหาเช่นกัน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วน 2 ฉบับ คือ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 (วงเงินกู้ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) และ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 (การโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านบาทไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหาร) ส่วนตัวเห็นว่า ไม่น่าจะเข้าข่ายการตราเป็น พ.ร.ก. แน่ โดยพรรคจะส่งให้ทางศาลรัฐธรรมนูญตีความ
“เมื่อคืน ผมก็นั่งดูการเขียนนั้นก็ค่อนข้างพยายามล้อ พรก.กู้เงินในสมัยไทยเข้มแข็ง และผมก็ยังได้เอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาดู ในเรื่องของการตีความว่า การออกพ.ร.ก.กู้เงินตอนนั้น ที่ฝ่ายค้านก็คือรัฐบาลในขณะนี้ ไปยื่นตีความว่า ไม่เข้าข่ายเป็นพ.ร.ก. นั้น แนวทางของคำวินิจฉัยของศาลเป็นอย่างไร ก็ค่อนข้างชัดว่า กรณีนั้นศาลเห็นคล้อยกับรัฐบาลชุดที่แล้วว่า เกิดความเสียหายขึ้น แต่เมื่อมาเทียบเคียงกับขณะนี้ ก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่สถานการณ์ที่ต้องเร่งกู้เงิน 3 .5 แสนล้านบาท แล้วจะแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้ และแนวทางการปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งสามารถที่จะทำอยู่ในเงินงบประมาณได้ทั้งสิ้น และที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้มองเห็นแล้วว่ามีหลายโครงการที่ต้องไปทบทวน เพราะซ้ำซ้อน การที่จะต้องเอาอำนาจมากู้เงินบอกว่าเร่งด่วนไม่ต้องผ่านสภาฯ ในแง่ของตัวกฎหมายทันทีนั้นมันก็ไม่น่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริง”
ส่วน พรก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 (การโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านบาทไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหาร) นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทางพรรคฯ จะได้ไปไล่ดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะเขียนไว้ชัดว่าหนี้ก้อนนี้จะให้กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นผู้ชำระ แต่ขณะนี้หนี้ที่ออกมานั้น กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกพันธบัตร ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจะทำอย่างไร ซึ่งภายหลังจากการประชุมที่พรรคฯ คาดว่าจะยื่นตีความในวันจันทร์ที่ 30 มค.นี้
“มาร์ค” ชี้รัฐบาลแทงกั๊กแก้รธน.ทำสังคมสับสน
มกราคม 25, 2012 by nataya_p
Filed under breakingnews, การเมือง
“ มาร์ค” ชี้รัฐบาลแทงกั๊กแก้รธน.ทำสังคมสับสน หวัง “เหลิม”ทำเพื่อไทยเดินไปในทิศทางเดียวกัน แนะรัฐบาลอิงหลักการ “ยูเอ็น” จ่ายค่าเยียวยาเฉพาะคนถูกละเมิดสิทธิ์พฐ.ระบุรัฐบาลต้องใช้งบ3หมื่นล.เยียวยาคน 3 จ.ภาคใต้เน้นความเสมอภาคเท่าเทียม ซัดรัฐไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาชาวบ้าน เอื้อแต่พวก
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ความสับสนที่เกิดขึ้นในขณะนี้เพราะรัฐบาลไม่มีความชัดเจนว่า จะใช้แนวทางใด ซึ่งสังคมควรจะได้รับรู้เพื่อให้ความเห็นและเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีคำตอบจึงเป็นเรื่องของรัฐบาลเพราะเป็นนโยบายที่รัฐบาลกำหนดไว้ ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ที่เสนอข้อเรียกร้องต่างๆนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้พรรคเพื่อไทยยืนยันเหมือนที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันทุกวันว่า จะไม่ดำเนินการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ประเด็นก็จะจบ ไม่เช่นนั้นก็จะสร้างปมความขัดแย้งโดยไม่เกิดประโยชน์อะไร รวมถึงการตั้งนายธเนศวร์ เจริญเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นที่ปรึกษานายศักดา คงเพชร รมช.ศึกษาธิการคนที่ตั้งต้องรับผิดชอบและต้องดูว่าผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเข้าไปเป็นอย่างไร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลอ้างถึงข้อเสนอของ คอป.ในส่วนที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง แต่ไม่เคยพูดถึงข้อเสนอส่วนอื่น ๆ ที่ให้รัฐบาลลดความขัดแย้งในสังคม ซึ่งหาก ร.ต.อ.เฉลิม สามารถทำให้พรรคเพื่อไทยเดินไปในทิศทางเดียวกันได้ก็จะตัดประเด็นความยัดแย้งได้ และอยากให้ ปคอป.ชี้แจงด้วยว่าข้อเสนอของ คอป.มีอะไรบ้างที่ยังไม่ได้ทำ ต้นตอความขัดแย้งที่เกิดจากคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเนินการอย่างไรให้เกิดความเข้าใจในเรื่องนี้
“ในเรื่องการเยียวยา ก็เช่นเดียวกัน คอป.หลายคนออกมายืนยันแล้วว่า ไม่ได้เป็นผู้เสนอตัวเลข 7.75 ล้านบาท ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องของหลักการด้วย ที่อ้างอิงหลักของสหประชาชาตินั้น ความจริงหลักของสหประชาชาติก็เขียนเพียงว่า คนที่ได้รบการยอมรับว่าถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญควรจะได้รับการเยียวยา เพราะฉะนั้นรัฐบาลและคณะกรรมการที่กำลังจะไปจ่ายเงินควรต้องดูตรงนี้ด้วย รัฐบาลต้องดำเนินการตามหลักการของ คอป. แต่ถ้าไม่ทำตามนี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบและจะอ้าง คอป.ไม่ได้” นายภิสิทธิ์ กล่าว
ผู้นำฝ่ายค้าน ฯ กล่าวอีกว่า คอป.ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์หลักของการมี คอป. คือ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดอง ช่วยกันลดความขัดแย้ง อะไรที่ทำแล้วจะขัดแย้งมากขึ้นต้องไม่ทำ จึงอยากให้ คอป.ยืนยันให้หนักแน่นในเรื่องนี้ด้วย.ส่วนข้าราชการที่เข้าไปทำหน้าที่ในฐานะอนุกรรมการจ่ายเงินเยียวยานั้น จะต้องระมัดระวังอย่าดำเนินการนอกเหนือจากขอบเขตของกฎระเบียบ เพราะตนเชื่อว่าจะมีปัญหาข้อกฎหมาย ถ้ารัฐบาลรับหลักการว่าจะจ่ายเงินกับคนที่จงใจทำความผิด
ส่วนกรณีที่รัฐบาลระบุว่าจะมีการเยียวยาผู้สูญเสียจากเหตุความไม่สงบในจังหวัดภาคใต้ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกันนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลจะดำเนินการจริงต้องใช้เงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลต้องตัดสินใจว่านี่คือสิ่งที่จะทำหรือไม่ เพราะจะมีปัญหาตามมาอีกมาก เนื่องจากยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเหยื่อจากการบริหารของรัฐบาล เช่น เหตุการณ์น้ำท่วม การฆ่าตัดตอนยาเสพติด แล้วปัญหานี้จะไปจบที่ตรงไหน
“การเยียวยาต้องทำอย่างเสมอภาค และต้องไม่ให้คนที่จงใจทำผิดและไม่ได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ารัฐบาลเจาะจงเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่ถูกต้อง และอย่าคิดว่าจะจบง่าย ๆ เพราะที่ผ่านมาการแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีเรื่องความไม่เป็นธรรมของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง หากรัฐไม่ทำเรื่องนี้ให้เกิดความเท่าเทียมกันก็จะเป็นแต้มสะสมทำให้ปัญหาภาคใต้แก้ไขยากขึ้น รวมถึงการย้ายผู้ต้องขังไปอยู่คุกพิเศษก็ต้องยึดหลักการเดียวกัน สิ่งที่ทำอยู่วันนี้จะเกิดปัญหา เพราะคนที่เขาไม่เรียกร้องแต่อยู่ในสถานะที่ควรได้ตามหลักการนี้ แล้วเรื่องจะไปจบตรงไหน สุดท้ายสิ่งที่กำังจะเกิดคือการแบ่งแยกมากขึ้น ทำให้เกิดสองมาตรฐาน เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ต้องทบทวน”
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการแต่งตั้ง นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ คนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น เลขานุการ รมว.มหาดไทยว่า เป็นสิทธิ์ของรัฐบาลแต่จะเหมาะสมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่สำคัญคือ ต้องติดตามว่าการทำงานทำเพื่อประโยชน์ของใคร เพราะวันนี้ที่ห่วงมากที่สุดคือ รัฐบาลละเลยปัญหาหลักของประชาชน แต่มุ่งตอบโจทย์เฉพาะคนบางกลุ่ม โดยในทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนมากทั้งในเรื่องการแปรรูป ปตท. หรือ การตกแต่งบัญชีที่กำลังเกิดขึ้นในทางเทคนิค ทั้งหมดเป็นการปูทางไปสู่การให้คนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์ในทางธุรริจมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะเรื่อง ปตท. กระทบทั้งเรื่องความมั่นคงของพังงาน นโยบายในการดูแลความเป็นธรรมในเรื่องพลังงาน ซึ่งกระทบราคาสินค้าของประชาชนด้วย
“มาร์ค” ค้านแปรรูป “ปตท.” เป็นเอกชน
มกราคม 20, 2012 by nataya_p
Filed under breakingnews, เศรษฐกิจ
“มาร์ค” ค้าน แปรรูป “ปตท.”เป็นเอกชน ระบุกระทบประชาชน แนะรัฐบาลจัดลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจใหม่ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน แทนการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กลุ่มทุน อัด อ้างลดหนี้สาธารณะฟังไม่ขึ้น จับตา รมว.พลังงานคนใหม่ รับใช้นายใหญ่สูบทรัพยากรพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ทำกำไรให้ ปตท.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ประกาศจะแปรรูป ปตท.เป็นของเอกชนภายในปีนี้เพื่อลดปริมาณหนี้สาธารณะว่า ขอย้ำว่ารัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญในทางเศรษฐกิจใหม่ เพราะสถานการณ์วันนี้ประชาชนรอคอยให้มีการลดค่าครองชีพ และเพิ่มรายได้ ตามนโยบายที่ยังค้างอยู่ของรัฐบาลมากกว่าที่จะมาดูช่องทางทางธุรกิจ เพราะ ปตท.ยังมีปัญหาในเรื่องระบบการกำกับดูแลเรื่องการแข่งขันซึ่งจะมีผลกระทบต่อผูบริโภคคือ ประชาชนโดยตรงด้วย
“ผมย้ำเลยว่าขณะนี้ประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะไม่ได้เป็นปัญหา และสิ่งที่พยายามทำก็มีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะน้อยมาก แต่การกระทำของรัฐบาลในขณะนี้ผลักภาระไปสู่ประชาชนและเพิ่มกำไรให้ ปตท.อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการฟ้องว่ารัฐบาลกำลังทำงาน โดยคิดถึงใครเป็นสำคัญ เพราะในขณะที่ประชาชนกำลังแบกรับภาระแต่รัฐบาลกลับทำในสิ่งที่ตอบสนองเป้าหมายของกลุ่มทุนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า กระบวนการแปรรูปที่เกี่ยวข้องกับ ปตท. ยังเชื่อมโยงขึ้นราคาพลังงาน การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เท่ากับว่ารัฐบาลมองโอกาสทำอย่างไรขายหุ้นให้ ปตท.ได้ราคาดี มีกำเพิ่มขึ้นโดยโยนภาระให้ประชาชน จึงบอกว่าปรับครม.ครั้งนี้ ตนอยากเห็นการปรับท่าทีของรัฐบาลเอาประชาชนเป็นตัวตั้งไม่ใช่โยนปัญหาให้ประชาชนแล้วไปแก้ปัญหาให้นายทุน เพราะถ้าทปตท.ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ก็จะทำกำไรเพียงอย่างเดียวโดยที่รัฐบาลเข้าไปควบคุมไม่ได้ อีกทั้งกองทุนวายุภักดิ์กำลังจะครบกำหนดในปี 2556 ดังนั้นหากมีการขายหุ้นออกไปสุดท้ายก็ตรวจสอบไม่ได้ว่าสุดท้ายใครคือผู้ถือหุ้น ปตท. ทั้งนี้เห็นว่าประเด็นที่รัฐบาลควรทำคืออาศียการถือหุนใหญ่ของกระทรวงการคลังดูแลผลประโยชน์ของส่วนรวม กำกับดูแลให้การทำธุรกิจมีความคล่องตัว ซึ่งการที่ ปตท.ไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายแข่งขันทางการค้าเปฯเหตุผลที่รัฐบาลสามารถเ้สไปแทรกแซงเพื่อดูแลผลประโยชน์ประชาชนไม่ให้ถูกเอาเปรียบได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ วางตัวให้นายอารักษ์ อดีตซีอีโอของบริษัทชินวัตรมาเป็น รมว.พลังงาน เพื่อรับผิดชอบภารกิจเกี่ยวกับการสร้างกำไรให้ ปตท.ที่กำลังจะมีการแปรรูปเป็นเอกชนหรือไม่ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า น่าจะเกี่ยวพันไปจนถึงเรื่องการทำข้อตกลงการทำธุรกิจกับต่างประเทศ ความพยายามที่จะเพิ่มกำไรและโยงกับเรื่องการแปรรูปด้วย และการที่ผู้บริหาร ปตท.ไปพบ รมว.พลังงานคนใหม่เพื่อผลักดันให้มีการนำก๊าซในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชามาแบ่งปันผลประโยชน์ก็แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ทั้งการลอยตัวราคาพลังงาน การทำธุกิรจกับประเทศเพื่อนบ้าน และการแปรรูปเป็นเอกชน ซึ่งพรรคกำลังติดตามอยู่ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็แสดงออกชัดเจนว่าสนใจทำธุรกิจพลังงานในประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ก็มุ่งมี่นที่จะดำเนินการด้านพลังงานเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลชุดนี้จะปัดฝุ่นเอ็มโอยู 44 ที่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการเจรจาผลประโยชน์ทางทะเลระหว่างไทย- กัมพูชา ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วยกเลิกไปก็ต้องมีการนำเรื่องนี้กลับเข้าสู่การประชุมของคณะรัฐมนตรีเพื่ออกมาเป็นมติครม.และในทางกฎหมายต้องดูว่าจะต้องให้รัฐสภาพิจารณาตามรัฐธรรมนูยมาตรา 190 ด้วยหรือไม่
“มาร์ค” แนะ “ปู” ทบทวนตั้ง “นลินี”
มกราคม 20, 2012 by nataya_p
Filed under news report, การเมือง
มาร์ค แนะ ปู ทบทวนตั้ง นลินี หลังมะกันแถลงยันติดแบล็คลิสต์ หวั่นกระทบภาพลักษณ์ประเทศ เตรียมสาวสัมพันธ์ธุรกิจ “นลินี- แม้ว”ในกาฬทวีป
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่สถานทูตสหรัฐออกแถลงการณ์ ยืนย้นว่า นางนลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เป็น 1 ใน 3 นักธุรกิจที่ติดแบล็คลิสต์ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากให้การสนับสนุนธุรกิจที่ให้การช่วยเหลือการทุจริตของรัฐบาลของนายโรเบิร์ต มูกาเบ อดีตประธานาธิบดีของประเทศซิมบับเวว่า เมื่อทางสหรัฐอเมริกาได้ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ รวมถึงชี้แจงเหตุผลแล้วก็เป็นหน้าที่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและนางนลินีจะต้องชี้แจงข้อเท็จจริง และทบทวนความเหมาะสม เพราะยังมีบุคคลที่สามารถมาดำรงตำแหน่งนี้ได้อีกมาก แต่ทำไมจึงต้องเองคนที่มีปัญหาอย่างนี้เข้ามาด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ทบทวนการแต่งตั้งนางนลินี โดยอ้างว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญไทยจส่งผลอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในทางกฎหมายไม่ได้เป็นปัญหา แต่เรากำลังพูดถึงมาตรฐานความเหมาะสม ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของตัวนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ยังไม่ทราบว่า นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายงานอะไรให้นางนลินีรับผิดชอบ แต่เป็นที่เข้าใจได้ว่า เมื่อสหรัฐแถลงยืนยันเช่นนี้ งานที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจที่มีการพูดถึงอยู่ในขณะนี้จะเป็นปัญหาขึ้นมา ดังนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีรับทราบปัญหาแล้วก็ควรแสดงจุดยืนว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรจะยังยืนยันที่จะให้นางนลินีเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหรือไม่
เมื่อถามว่า สาเหตุที่นางนลินีได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีเพราะมีความสนิทสนมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ นายอภิสิทิธิ์ กล่าวว่า คงต้องไปตรวจสอบความสัมพันธ์ด้วยว่าทำไมนางนลินีถึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรี รวมถึวต้องดูตั้งแต่การเข้ามาอยู่ในพรรคและบทบาทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในแอฟริกาว่าเป็นอย่างไร เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ทำธุรกิจกับประเทศในแถบดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน
“มาร์ค” แปลกใจ “ยุทธศักดิ์” ถูกปรับออกพ้น รมว.กลาโหม
“มาร์ค” แปลกใจ “ยุทธศักดิ์” ถูกปรับออกพ้น รมว.กลาโหม จี้ “นายกฯ” แจงเหตุผล จับตาเอาเด็กปั้น “อารักษ์” นั่งรมว.พลังงาน หวั่น มีปย.ทับซ้อนกับ “ทักษิณ”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการปรับครม.ที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวรมว.กลาโหมจากพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัตว่า รู้สึกแปลกใจเพราะที่ผ่านมาการสำรวจความนิยมจากประชาชนรมว.กลาโหมอยู่ในลำดับต้นๆ และท่าทีในการทำงานก็ประสานได้กับทุกฝ่ายซึ่งน่าจะสอดคล้องกับนโยบายปรองดองของรัฐบาล แต่กลายเป็นว่าถูกปรับออกจากตำแหน่งจึงต้องดูว่าที่มีการปรับเปลี่ยนจะเป็นอย่างไร เพราะคำอธิบายของนายกรัฐมนตรีมีเพียงแค่ว่าเป็นความลงตัว ซึ่งต้องถามว่าลงตัวเรื่องอะไร กลายเป็นเรื่องความลงตัวในแง่การเมืองภายในของพรรคและกลุ่มตัวเองหรือไม่ เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่าคือความลงตัวในเรื่องของงานว่านโยบายที่สมควรจะต้องผลักดันให้เกิดผลจะต้องเดินหน้ามากกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องของรายได้ประชาชนและนโยบายที่ขัดชัดเจนกับคำมั่นสัญญาของรัฐบาลนี้ที่ให้ไว้กับประชาชน เช่น เรื่องค่าครองชีพ และพลังงาน จะมีการทบทวนหรือไม่จากการเปลี่ยนตัวรมว.พลังงาน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการเปลี่ยนตัวรมว.กลาโหมที่สามารถเชื่อมประสานกับกองทัพได้เป็นพล.อ.อ.สุกำพลจะทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลและกองทัพมากขึ้นหรือไม่ กล่าวว่า กองทัพเป็นเครื่องมือและเป็นส่วนหนึ่งของราชการ ซึ่งต้องสนองนโยบายของราชการและต้องทำงานกับฝ่ายการเมืองได้ แต่ถ้ามีนโยบายให้กองทัพดำเนินการไม่ถูกต้อง ไม่เพียงแค่กองทัพหน่วยราชการอื่นก็สนองนโยบายรัฐบาลแบบนี้ไม่ได้ เพราะในที่สุดต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีใครทราบรายละเอียดนอกจากนายกฯ ถึงเหตุผลในการเปลี่ยนตัวบุคคล เพราะเป็นคนตัดสินใจต้องอธิบายว่าปรับบุคคลแล้วเปลี่ยนนโยบายหรือไม่ เปลี่ยนท่าทีการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ หรือไม่
“ไม่รู้สึกแปลกใจที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้ามามีบทบาทในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในการปรับครม.ครั้งนี้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ งานและนโยบายจะเดินไปในทิศทางไหน จะมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร ซึ่งการให้นายอาษ์ ชลธาร์นนท์ ประธานเจ้าหน้าที่คณะผู้บริหารบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) มาเป็นรมว.พลังงานเป็นเรื่องที่ทางพรรคจับตาอยู่แล้ว เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณแสดงเจตนาชัดเจนในการทำธุรกิจพลังงานในประเทศเพื่อนบ้านและกระทรวงพลังงานมีบทบาทในการเข้าไปเจรจาด้วย รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศจึงต้องดูว่ามีประโยชน์มาทับซ้อนหรือไม่” นายอภิสิทธิ์กล่าว



กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการศึกษา
กระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
สำนักนายกรัฐมนตรี
กระทรวงคมนาคม
กระทรวงพาณิชย์
กระทรวงยุติธรรม
กระทรวงกลาโหม












