Get Adobe Flash player

“มาร์ค” ค้านแปรรูป “ปตท.” เป็นเอกชน

มกราคม 20, 2012 by nataya_p  
Filed under breakingnews, เศรษฐกิจ

 

มาร์ค” ค้าน แปรรูป  “ปตท.”เป็นเอกชน ระบุกระทบประชาชน แนะรัฐบาลจัดลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจใหม่ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน แทนการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กลุ่มทุน อัด อ้างลดหนี้สาธารณะฟังไม่ขึ้น จับตา รมว.พลังงานคนใหม่ รับใช้นายใหญ่สูบทรัพยากรพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ทำกำไรให้ ปตท.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ประกาศจะแปรรูป ปตท.เป็นของเอกชนภายในปีนี้เพื่อลดปริมาณหนี้สาธารณะว่า  ขอย้ำว่ารัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญในทางเศรษฐกิจใหม่ เพราะสถานการณ์วันนี้ประชาชนรอคอยให้มีการลดค่าครองชีพ และเพิ่มรายได้ ตามนโยบายที่ยังค้างอยู่ของรัฐบาลมากกว่าที่จะมาดูช่องทางทางธุรกิจ เพราะ ปตท.ยังมีปัญหาในเรื่องระบบการกำกับดูแลเรื่องการแข่งขันซึ่งจะมีผลกระทบต่อผูบริโภคคือ ประชาชนโดยตรงด้วย

“ผมย้ำเลยว่าขณะนี้ประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะไม่ได้เป็นปัญหา และสิ่งที่พยายามทำก็มีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะน้อยมาก แต่การกระทำของรัฐบาลในขณะนี้ผลักภาระไปสู่ประชาชนและเพิ่มกำไรให้ ปตท.อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการฟ้องว่ารัฐบาลกำลังทำงาน โดยคิดถึงใครเป็นสำคัญ  เพราะในขณะที่ประชาชนกำลังแบกรับภาระแต่รัฐบาลกลับทำในสิ่งที่ตอบสนองเป้าหมายของกลุ่มทุนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า  กระบวนการแปรรูปที่เกี่ยวข้องกับ ปตท. ยังเชื่อมโยงขึ้นราคาพลังงาน การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เท่ากับว่ารัฐบาลมองโอกาสทำอย่างไรขายหุ้นให้ ปตท.ได้ราคาดี มีกำเพิ่มขึ้นโดยโยนภาระให้ประชาชน จึงบอกว่าปรับครม.ครั้งนี้ ตนอยากเห็นการปรับท่าทีของรัฐบาลเอาประชาชนเป็นตัวตั้งไม่ใช่โยนปัญหาให้ประชาชนแล้วไปแก้ปัญหาให้นายทุน เพราะถ้าทปตท.ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ก็จะทำกำไรเพียงอย่างเดียวโดยที่รัฐบาลเข้าไปควบคุมไม่ได้ อีกทั้งกองทุนวายุภักดิ์กำลังจะครบกำหนดในปี 2556 ดังนั้นหากมีการขายหุ้นออกไปสุดท้ายก็ตรวจสอบไม่ได้ว่าสุดท้ายใครคือผู้ถือหุ้น ปตท. ทั้งนี้เห็นว่าประเด็นที่รัฐบาลควรทำคืออาศียการถือหุนใหญ่ของกระทรวงการคลังดูแลผลประโยชน์ของส่วนรวม กำกับดูแลให้การทำธุรกิจมีความคล่องตัว ซึ่งการที่ ปตท.ไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายแข่งขันทางการค้าเปฯเหตุผลที่รัฐบาลสามารถเ้สไปแทรกแซงเพื่อดูแลผลประโยชน์ประชาชนไม่ให้ถูกเอาเปรียบได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ วางตัวให้นายอารักษ์ อดีตซีอีโอของบริษัทชินวัตรมาเป็น รมว.พลังงาน เพื่อรับผิดชอบภารกิจเกี่ยวกับการสร้างกำไรให้ ปตท.ที่กำลังจะมีการแปรรูปเป็นเอกชนหรือไม่ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า น่าจะเกี่ยวพันไปจนถึงเรื่องการทำข้อตกลงการทำธุรกิจกับต่างประเทศ ความพยายามที่จะเพิ่มกำไรและโยงกับเรื่องการแปรรูปด้วย และการที่ผู้บริหาร ปตท.ไปพบ รมว.พลังงานคนใหม่เพื่อผลักดันให้มีการนำก๊าซในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชามาแบ่งปันผลประโยชน์ก็แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ทั้งการลอยตัวราคาพลังงาน การทำธุกิรจกับประเทศเพื่อนบ้าน และการแปรรูปเป็นเอกชน ซึ่งพรรคกำลังติดตามอยู่ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็แสดงออกชัดเจนว่าสนใจทำธุรกิจพลังงานในประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ก็มุ่งมี่นที่จะดำเนินการด้านพลังงานเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลชุดนี้จะปัดฝุ่นเอ็มโอยู 44 ที่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการเจรจาผลประโยชน์ทางทะเลระหว่างไทย- กัมพูชา ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วยกเลิกไปก็ต้องมีการนำเรื่องนี้กลับเข้าสู่การประชุมของคณะรัฐมนตรีเพื่ออกมาเป็นมติครม.และในทางกฎหมายต้องดูว่าจะต้องให้รัฐสภาพิจารณาตามรัฐธรรมนูยมาตรา 190 ด้วยหรือไม่

“มาร์ค” แนะ “ปู” ทบทวนตั้ง “นลินี”

มกราคม 20, 2012 by nataya_p  
Filed under news report, การเมือง

 

มาร์ค แนะ ปู ทบทวนตั้ง นลินี หลังมะกันแถลงยันติดแบล็คลิสต์ หวั่นกระทบภาพลักษณ์ประเทศ เตรียมสาวสัมพันธ์ธุรกิจ “นลินี- แม้ว”ในกาฬทวีป

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่สถานทูตสหรัฐออกแถลงการณ์ ยืนย้นว่า นางนลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เป็น 1 ใน 3 นักธุรกิจที่ติดแบล็คลิสต์ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากให้การสนับสนุนธุรกิจที่ให้การช่วยเหลือการทุจริตของรัฐบาลของนายโรเบิร์ต มูกาเบ อดีตประธานาธิบดีของประเทศซิมบับเวว่า เมื่อทางสหรัฐอเมริกาได้ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ รวมถึงชี้แจงเหตุผลแล้วก็เป็นหน้าที่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและนางนลินีจะต้องชี้แจงข้อเท็จจริง และทบทวนความเหมาะสม เพราะยังมีบุคคลที่สามารถมาดำรงตำแหน่งนี้ได้อีกมาก  แต่ทำไมจึงต้องเองคนที่มีปัญหาอย่างนี้เข้ามาด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ทบทวนการแต่งตั้งนางนลินี โดยอ้างว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญไทยจส่งผลอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในทางกฎหมายไม่ได้เป็นปัญหา แต่เรากำลังพูดถึงมาตรฐานความเหมาะสม ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของตัวนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ยังไม่ทราบว่า นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายงานอะไรให้นางนลินีรับผิดชอบ แต่เป็นที่เข้าใจได้ว่า เมื่อสหรัฐแถลงยืนยันเช่นนี้ งานที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจที่มีการพูดถึงอยู่ในขณะนี้จะเป็นปัญหาขึ้นมา ดังนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีรับทราบปัญหาแล้วก็ควรแสดงจุดยืนว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรจะยังยืนยันที่จะให้นางนลินีเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหรือไม่

 

เมื่อถามว่า สาเหตุที่นางนลินีได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีเพราะมีความสนิทสนมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ นายอภิสิทิธิ์ กล่าวว่า คงต้องไปตรวจสอบความสัมพันธ์ด้วยว่าทำไมนางนลินีถึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรี รวมถึวต้องดูตั้งแต่การเข้ามาอยู่ในพรรคและบทบาทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในแอฟริกาว่าเป็นอย่างไร เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ทำธุรกิจกับประเทศในแถบดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน

“มาร์ค” แปลกใจ “ยุทธศักดิ์” ถูกปรับออกพ้น รมว.กลาโหม

มกราคม 18, 2012 by nataya_p  
Filed under การเมือง

“มาร์ค” แปลกใจ “ยุทธศักดิ์” ถูกปรับออกพ้น รมว.กลาโหม จี้ “นายกฯ” แจงเหตุผล จับตาเอาเด็กปั้น “อารักษ์” นั่งรมว.พลังงาน หวั่น มีปย.ทับซ้อนกับ “ทักษิณ”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการปรับครม.ที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวรมว.กลาโหมจากพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัตว่า รู้สึกแปลกใจเพราะที่ผ่านมาการสำรวจความนิยมจากประชาชนรมว.กลาโหมอยู่ในลำดับต้นๆ และท่าทีในการทำงานก็ประสานได้กับทุกฝ่ายซึ่งน่าจะสอดคล้องกับนโยบายปรองดองของรัฐบาล แต่กลายเป็นว่าถูกปรับออกจากตำแหน่งจึงต้องดูว่าที่มีการปรับเปลี่ยนจะเป็นอย่างไร เพราะคำอธิบายของนายกรัฐมนตรีมีเพียงแค่ว่าเป็นความลงตัว ซึ่งต้องถามว่าลงตัวเรื่องอะไร กลายเป็นเรื่องความลงตัวในแง่การเมืองภายในของพรรคและกลุ่มตัวเองหรือไม่ เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่าคือความลงตัวในเรื่องของงานว่านโยบายที่สมควรจะต้องผลักดันให้เกิดผลจะต้องเดินหน้ามากกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องของรายได้ประชาชนและนโยบายที่ขัดชัดเจนกับคำมั่นสัญญาของรัฐบาลนี้ที่ให้ไว้กับประชาชน เช่น เรื่องค่าครองชีพ และพลังงาน จะมีการทบทวนหรือไม่จากการเปลี่ยนตัวรมว.พลังงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่าการเปลี่ยนตัวรมว.กลาโหมที่สามารถเชื่อมประสานกับกองทัพได้เป็นพล.อ.อ.สุกำพลจะทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลและกองทัพมากขึ้นหรือไม่ กล่าวว่า กองทัพเป็นเครื่องมือและเป็นส่วนหนึ่งของราชการ ซึ่งต้องสนองนโยบายของราชการและต้องทำงานกับฝ่ายการเมืองได้ แต่ถ้ามีนโยบายให้กองทัพดำเนินการไม่ถูกต้อง ไม่เพียงแค่กองทัพหน่วยราชการอื่นก็สนองนโยบายรัฐบาลแบบนี้ไม่ได้ เพราะในที่สุดต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีใครทราบรายละเอียดนอกจากนายกฯ ถึงเหตุผลในการเปลี่ยนตัวบุคคล เพราะเป็นคนตัดสินใจต้องอธิบายว่าปรับบุคคลแล้วเปลี่ยนนโยบายหรือไม่ เปลี่ยนท่าทีการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ หรือไม่

“ไม่รู้สึกแปลกใจที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้ามามีบทบาทในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในการปรับครม.ครั้งนี้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ งานและนโยบายจะเดินไปในทิศทางไหน จะมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร ซึ่งการให้นายอาษ์ ชลธาร์นนท์ ประธานเจ้าหน้าที่คณะผู้บริหารบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) มาเป็นรมว.พลังงานเป็นเรื่องที่ทางพรรคจับตาอยู่แล้ว เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณแสดงเจตนาชัดเจนในการทำธุรกิจพลังงานในประเทศเพื่อนบ้านและกระทรวงพลังงานมีบทบาทในการเข้าไปเจรจาด้วย รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศจึงต้องดูว่ามีประโยชน์มาทับซ้อนหรือไม่” นายอภิสิทธิ์กล่าว

“มาร์ค” จวกรัฐอย่าสองมาตรฐานย้ายนักโทษ

มกราคม 18, 2012 by nataya_p  
Filed under breakingnews, การเมือง

“มาร์ค” จวก รัฐอย่าสองมาตรฐานย้ายนักโทษแดงขังเรือนจำพิเศษไม่ต้องใส่ชุดนักโทษ แนะ รัฐดำเนินนโยบายปรองดองสอดคล้องข้อเสนอคอป. อย่าอ้างแรงจูงใจทางการเมือง โดยเฉพาะกรณียิงวัดพระแก้ว-เผาสถานที่ราชการ เปรียบเหมือนผู้ก่อการร้ายสากล

ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวถึงกรณีการย้ายผู้ต้องหาเสื้อแดงไปยังเรือนจำพิเศษที่บางเขนว่า อธิบดีกรมราชทัณฑ์ควรต้องแจกแจงรายละเอียดว่าการคัดเลือกบุคคลที่ย้ายมามีหลักเกณฑ์อะไร ครอบคลุมทุกคนที่อยู่ในข่ายเดียวกันหรือไม่ และสอดคล้องกับข้อเสนอของคอป.หรือไม่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ว่าเป็นไปไปตามเจตนารมย์ของคอป.หรือไม่ เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้ก็จะเกิดความสงสัยว่าเป็นการทำประโยชน์เพื่อกลุ่มและพวกตัวเองมากกว่าหลักการหรือไม่ นอกจากนี้ ต้องมีความชัดเจนในเรื่องความแตกต่างของการปฏิบัติต่อบุคคลที่ย้ายมากับบุคคลที่ถูกคุมขังอยู่ที่อื่นแตกต่างกันอย่างไร เพราะเราคงไม่ต้องการมีระบบสองมาตรฐานขึ้นมา โดยเฉพาะกรณีที่มีการอ้างแรงจูงใจทางการเมืองจะต้องพูดให้ชัดเพราะหากสร้างความสับสนทุกคนจะอ้างแรงจูงใจทางการเมืองในการทำผิดคดีอาญา ซึ่งการจะระบุว่าคดีใดเป็นคดีการเมืองจะมาอ้างเรื่องแรงจูงใจหรือเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมไม่ได้

“ผมคิดว่ากรณีการใช้อาวุธยิงวัดพระแก้วหรือการเผาสถานที่ราชการจะนำมาอ้างเรื่องแรงจูงใจทางการเมืองไม่ได้ ไม่เช่นนั้นคดีก่อการร้ายทั้งหมดก็จะถูกเหมาเป็นเรื่องการเมือง เพราะกลุ่มก่อการร้าย แม้แต่กลุ่มก่อการร้ายสากลก็อ้างเรื่องอุดมการณ์ ไม่ใช่ทำผิดอาญาตามปกติ จึงไม่ควรนำคนที่ทำผิดในลักษณะนี้มาอ้างในเรื่องแรงจูงใจทางการเมือง ผมคิดว่าราชทัณต้องแจกแจงให้ละเอียดและคอป.ต้องแสดงจุดยืนเพื่อทำความกระจ่างว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปตรงกับข้อเสนอของคอป.จริงหรือไม่ ถ้าเป็นไปตามข้อเสนอของคอป. คอป.ก็ต้องร่วมรับผิดชอบกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่ตรงรัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะทบทวน เพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอของคอป.หรือไม่ โดยรัฐบาลต้องโปร่งใสกับประชาชนหากจะเดินหน้าในสิ่งที่เกินกว่าคอป.เสนอก็ต้องยอมรับว่าเป้นการตัดสินใจของรัฐบาลไม่เกี่ยวกับคอป.” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ข้อเสนอของคอป.มีลักษณะผ่อนปรนในบางเรื่องเพื่อประโยชน์ของความปรองดอง แต่ที่ผ่านมาตนเห็นนายคณิต ณ นคร ประธานคอป. ออกมาท้วงติงมาโดยตลอดว่าการตีความข้อเสนอของคอป.โดยรัฐบาลไม่ได้ตรงกับเจตนาของคอป. ดังนั้น คอป.ต้องชัดเจนเพราะยังมีงานต้องทำอีกมาก ถ้าปล่อยให้มีการนำข้อเสนอไม่ตรงตามเจตนารมย์และยังสร้างความรู้สึกที่กระทบจิตใจประชาชนทั้งการแยกการคุมขังไปจนถึงเรื่องการเมืองที่มีการตอบแทนคนเสื้อแดงในตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่ใช่การปรองดอง แต่กลายเป็นการตอกย้ำความแตกแยกหรือการมีสองมาตรฐานในสังคม ซึ่งหากคอป.ไม่มีความชัดเจนก็จะทำงานลำบากมากขึ้น และประชาชนที่ไม่ได้ติดตามใกล้ชิดก็จะเข้าใจว่าทุกอย่างที่รัฐบาลทำในขณะนี้เป็นข้อเสนอของคอป. ซึ่งตนหวังว่าคอป.จะไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาล เพราะสุดท้ายคอป.จะไม่ได้การยอมรับจากประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่าภาพที่ปรากฎในการแยกขังคนเสื้อแดงไม่ต้องใส่ชุดผู้ต้องหาแสดงให้เห็นถึงการมีสิทธิเหนือผู้ต้องหารายอื่นหรือไม่ นายอภิสิทธื กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้กรมราชทัณฑ์ต้องมีคำอธิบายว่าแนวปฏิบัติแตกต่างกันอย่างไรด้วยเหตุผลอะไร และรัฐบาลก็ควรจะทบทวนการดำเนินการทั้งหมดและอธิบายต่อสาธารณะว่าได้ดำเนินการตามข้อเสนอของคอป.ในแต่ละส่วนอย่างไร โดยเฉพาะสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่มีความเคลือบแคลงว่าจะนำไปสู่ความปรองดองจริงหรือไม่ เพราะคอป.มีเป้าหมายที่จะทำให้สังคมเข้าสู่กระบวนการปรองดอง แต่เมื่อรัฐบาลดำเนินการโดยอ้างว่าเป็นข้อเสนอของคอป. กลับพบว่าสังคมขัดแย้งเพิ่มขึ้น มีการคัดค้านจากสังคม สิ่งเหล่านี้รัฐบาลควรมีคำตอบว่าจะทำให้เกิดความปรองดองอย่างแท้จริงอย่างไร

ย้อนวันวานวันเด็กกับ 10 ภาพของ ด.ช.อภิสิทธิ์

มกราคม 16, 2012 by nataya_p  
Filed under breakingnews, ไลฟ์สไตล์

บรรดาผู้ใช้โซเชียลเน็ทเวิร์ค รวมถึงคนดังทั้งนักการเมือง ศิลปิน ดารา แห่เปลี่ยนโปรไฟล์เป็นรูปสมัยวัยเยาว์ ต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ

กลายเป็นกระแสฮิตในโซเชียลเน็ตเวิร์คซะอย่างนั้น! สำหรับการขุดรูปเก่าวัยเยาว์มาเปลี่ยนภาพโปรไฟล์ หรืออวตารตัวเองกันอย่างคึกคักต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้คนดังทั้งนักการเมือง ดาราและศิลปินก็ไม่ตกเทรนด์ ขุดรปเก่ามาโชว์กับเขากันบ้าง

โดยเฉพาะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งแปลงกายย้อนยุคเป็น “ด.ช.มาร์ค” ผู้น่ารักสมัยยังอยู่อังกฤษ บนทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ทำเอาแฟนคลับแม่ยก และผู้ติดตาม (follower) ในทวิตเตอร์กรี๊ดกร๊าดถูกใจกันยกใหญ่ แต่จะหล่อและน่ารักขนาดไหนต้องลองไปดูกันเองแล้วล่ะค่ะ…

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก กระปุกดอทคอม

“อภิสิทธิ์” ชี้2ร่างพ.ร.ก.โอนหนี้เสี่ยงขีดรธน.

มกราคม 8, 2012 by nataya_p  
Filed under breakingnews, การเมือง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมนำร่างพ.ร.ก. 4 ฉบับ กลับเข้าสู่ที่ประชุมครม.อีกครั้งว่า ในกรณีพ.ร.ก.ตั้งกองทุนประกันภัย 5 หมื่นล้านบาท ตนเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องจำเป็น และอยู่เงื่อนไขที่จะออกพ.ร.ก.ได้ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่การออกพ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ถ้ามีโครงการที่อธิบายต่อสังคมได้ว่าจำเป็นต้องใช้เงินทันทีจึงจะเข้าข่าย แต่ตนยังมองไม่เห็นว่าโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 3-7 ปี ทำไมจึงต้องกู้เงินจำนวนมากในขณะนี้ ซึ่งจะขัดต่อเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับการให้ธปท.ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมีทางเลือก โดยให้ธนาคารออมสินไปปรับปรุงระเบียบเงื่อนไข และเป็นกลไกในการทำหน้าที่นี้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขว่าการออก.พ.ร.ก. ต้องเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งตนมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถใช้ธนาคารออมสินและธนาคารแทนได้ โดยจะมีความคล่องตัวมากกว่า เนื่องจากผู้ได้รับความเดือดร้อนเป็นลูกค้าของธนาคารเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ที่รัฐบาลเลือกที่จะให้ธปท.เป็นผู้ออกสินเชื่อน่าจะเป็นเรพาะต้องการหลีกเลี่ยงภาระของรัฐบาลที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยส่วนต่างให้ธนาคารพาณิชย์ จึงผลักภาระทั้งหมดให้ธปท.รับผิดชอบ ซึ่งก็มีความกังวล เราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการให้ธปท.พิมพ์ธนบัตรเข้าระบบเพิ่มถึง 3 แสนล้านบาทมาก่อน จึงต้องจับตาดูว่า เงินที่เพิ่มเข้าไปในระบบส่วนนี้จะกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อของประเทศอย่างไร

ส่วนกรณีที่รัฐบาลยกเลิกการออกพ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟู 1.14 ล้านล้านบาทไปให้ธปท. นายอภิสิทธิ์ มองว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ยังมีปัญหา ในเรื่องที่จะใช้เงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มเพื่อมาใช้หนี้ โดยรัฐบาลไม่ควรไปแตะเงินในกองทุนคุ้มครองเงินฝากที่มีอยู่แล้ว และให้กองทุนนี้เก็บเงินต่อไปเพื่อคุ้มครองเงินฝากให้ครบตามเป้าหมาย เพราะยังขาดอยู่มากพอสมควร หากเกิดปัญหากับสถาบันการเงินรัฐบาลต้องมีคำตอบว่าใครจะรับผิดชอบคุ้มครองบัญชีเงินฝากให้ประชาชนไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อบัญชีตามกฎหมายที่ออกมา ส่วนการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มจากธนาคารเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องไม่ทำให้กระทบในเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยกับประชาชน เพราะธนาคารอาจมีการส่งต่อต้นทุนไปยังประชาชนในลักษณะการกดดดอกเบี้ยเงินฝาก หรือเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งการดูแลก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้มีคำถามว่าหากรัฐบาลเห็นความจำเป็นที่จะให้สถาบันการเงินเข้ามามีส่วนรับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ เหตุใดจึงให้สิทธิ์กับสถาบันการเงินในการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30 เป็น 23 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่ควรเรียกเก็บเท่าเดิม และนำเงินส่วนต่างไปชำระหนี้

“ภาระไม่ควรตกอยู่กับประชาชน แต่เป็นเพราะรัฐบาลไม่ยอมทบทวนการใช้จ่ายเงินของตัวเอง มุ่งทำโครงการประชานิยมที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ อีกทั้งยังเป็นโครงการที่ไม่ได้ช่วยคนจน ทำให้เป็นข้ออ้างในการกู้เงินแก้ปัญหาน้ำท่วม กลายเป็นภาระในอนาคต และเป็นภาระกับธปท. โดยรัฐบาลเล่นแร่แปรธาตุแต่งบัญชี และยังมาเป็นภาระกับประชาชน เพราะเมื่อบังคับให้ธปท.ต้องอัดฉีดเงินเข้าระบบ ก็จะเกิดภาวะเงินเฟ้อ ของแพง ตามมา ซึ่งผมคิดว่ากรณีให้ธปท.ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไม่ใช่เพราะหาแหล่งเงินไม่ได้ แต่เป็นเพราะรัฐบาลพยายามทุกวิถีทางที่จะไม่รับผิดชอบ โดยโยนภาระให้ธปท.พยายามทุกวิถีทางที่จะนำเงินจากธปท.ออกมาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตาม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

“อภิสิทธิ์” วอนหยุดดันนิรโทษ – ม.112จุดชนวนขัดแย้ง

มกราคม 3, 2012 by nataya_p  
Filed under breakingnews, การเมือง


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการฟ้าวันใหม่ถึงสถานการณ์การเมืองว่า ขอให้เอาความกังวล และความห่วงใยของประชาชนส่วนใหญ่มาทบทวนกันว่าในทางการเมืองควรจะทำอะไร ไม่ทำอะไรบ้าง ในขณะที่ประชาชนห่วงใยเรื่องการทุจริต ห่วงใยเรื่องความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นหากสามารถเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้ก็จะดีที่สุด

“ผมย้ำมาตลอดว่า เรื่องใดที่จะสร้างความขัดแย้ง มีปัญหา ให้ละเอาไว้ พักเอาไว้ ให้โอกาสประเทศไทย สังคมไทยได้เดินหน้ากันดีกว่า การเมืองอยู่เฉย ๆ ทำงานของเราทำหน้าที่ดีกว่า อย่าไปคิดอะไรที่มันแปลกประหลาด เพราะสังคมเดินได้ด้วยตัวของมันเอง นายกฯ ก็บอกอยู่ครบเทอม ผมก็บอกอยู่ครบเทอมได้ ถ้าไม่ไปทำเรื่องที่เป็นปัญหา ปีนี้นอกจากที่เราห่วงใยกันเรื่องความขัดแย้งจากปมประเด็นทางการเมืองเช่นรัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรม มาตรา112 นั้น ประชาชนก็ยังมีความห่วงใยในเรื่องเศรษฐกิจ เพราะกำลังฟื้นตัวจากปัญหาน้ำท่วม ถ้าทุ่มเทเอาใจในการแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นฟูชีวิตของคนในช่วงต้นปี จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ขอให้รัฐบาลทบทวนประเมินนโยบายต่าง ๆ ให้ดี เพราะนโยบายในการขึ้นราคา หรือต้นทุนสินค้า ค่าครองชีพที่ดูเหมือนว่าด้านพลังงานจะหนักตั้งแต่ต้นปี ทั้งแอลพีจี เอ็นจีวี ค่าไฟ อยากให้รัฐบาลได้เอาใจใส่ช่วยเหลือประชาชนตรงนี้ และปรับนโยบาย”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ต่อข้อถามถึงข้อเสนอของนายเสนาะ เทียนทอง ที่จะให้นำตัวพ.ต.ท.ทักษิณมากักบริเวณเหมือน อองซาน ซูจี นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราควรมองหาอะไรสร้างสรรค์ ที่จะทำในปีนี้ดีกว่า ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ในขณะที่เปิดโอกาสให้ผู้มีหน้าที่ในกระบวนการปรองดองได้ทำงาน เราควรเดินหน้าแก้ปัญหาของประชาชนดีกว่า เพราะมาตรการต่าง ๆ ที่จะออกมาช่วยเหลือประชาชนจากปัญหาน้ำท่วม การเฝ้าระวังผลกระทบจากเศรษฐกิจ ไปจนถึงการวางแนวทางในการวางรากฐานเพื่อนำไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ซึ่งยังมีอีกมากที่ต้องเดินหน้าเร่งทำงาน อย่าผนึกตัวเองอยู่กับปัญหาแบบนี้

“อภิสิทธิ์” ไล่บี้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

ธันวาคม 28, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews

“อภิสิทธิ์” ไล่บี้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนมั่นใจสามารถป้องกันวิกฤตน้ำท่วมไม่ให้เกิดซ้ำปี55   กรีด พท.ชี้นำแก้ไข รธน.   พร้อมชงสภาให้เคาะจะอนุมัติเอกสิทธิ์ คุถ้มครอง “ครรชิต”หรือไม่

ที่พรรคประชาธิปัตย์  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร์ กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ (27ธ.ค.)ว่า ยังไม่มีคำตอบให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาอุทกภัยเกิดขึ้นอีกในปีหน้า ทั้งที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเคยบอกว่าจะมีคำตอบในสิ้นปีดังนั้นจึงเห็นชัดว่ารัฐบาลขาดความพร้อม และไม่มีโครงการที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้การตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ สุดท้ายก็กลับโยนภาระไปให้หน่วยงานปกติอยู่ดี จึงน่าเป็นห่วงว่าหากไม่มีความคืบหน้าในการจัดการภัยพิบัติแล้ว ประชาชนจะมั่นใจอย่างไร ส่วนกรณีที่รัฐบาลดำเนินการกู้เงินโดยอ้างว่าเตรียมความพร้อมสำหรับภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นความพยายามที่จะสร้างหนี้เพิ่มเติม ทั้งที่ไม่มีแนวทางที่ชัดเจน อีกทั้งขณะนี้วงเงินที่รัฐบาลใช้อยู่กับเรื่องดังกล่าวก็มีอยู่หลายหมื่นล้านบาท และที่ครม.มีการการอนุมัติยังมีบางส่วนไม่สามารถใช้ในปี55 ดังนั้นจึงควรจะมีการปรับปรุงและทบทวน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยยังเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่องว่า ยังคงไม่ชัดเจน และสร้างความสับสนว่าตกลงพรรคเพื่อไทยกับรัฐบาลจะดำเนินการให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) อย่างมีอิสระหรือไม่ อย่างไร เพราะถึงจะมีแนวทางการตั้ง ส.ส.ร.มาตลอดแต่กลับมีการชี้นำว่าจะให้แก้ไขในมาตราใดบ้าง ทั้งนี้ในส่วนของเนื้อหาควรจะปล่อยให้ส.ส.ร.เป็นผู้กำหนดเอง ไม่ควรมีการชี้นำก่อน อีกทั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยไม่สามารถแยกออกจากกันได้  ส่วนข้อถกเถียงในการแก้ไขกฎหมายโดยเฉพาะม.112 ของประมวลกฎหมายอาญานั้น   ส่วนตัวเห็นว่า มีความซ้อนกันอยู่ระหว่างรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยมีพฤติกรรมลักษณะที่ว่าในบางเรื่องหากรัฐบาลอยากทำ แต่ไม่อยากแสดงตัวก็บอกเป็นเรื่องของพรรค บางเรื่องรัฐบาลอยากทำแต่พรรคไม่อยากแสดงตัวก็จะไปหากลไกอื่นมารับ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีศาลจังหวัดสมุทรสาคร ออกหมายจับนายครรชิต ทับสุวรรณ ส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ ว่า ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม พรรคเห็นว่าที่นายครรชิตมอบตัวคือเรื่องที่ถูกต้องแล้ว หากบริสุทธิ์ก็ควรจะต่อสู้คดีต่อไป ส่วนประเด็นการให้รัฐสภาให้เอกสิทธิ์คุ้มครองนายครรชิตนั้น ก็ว่าไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อนายครรชิต ดำรงตำแหน่งส.ส.ก็ควรจะมาประชุมตามปกติ ทั้งนี้ทราบว่าสภายังไม่มีการบรรจุวาระเพื่อหารือประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด

 

“มาร์ค” เฉ่งรัฐบาลโอนหนี้กองทุนฟื้นฟู เป็นภาระแบงค์ชาติ

ธันวาคม 28, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews, news report

“มาร์ค” เฉ่งรัฐบาลโอนหนี้กองทุนฟื้นฟู 1.14ล้านล้าน เหมือนโยนภาระให้แบงค์ชาติเกินจำเป็น ชี้ทำกระทบแนวบริหาร ทั้งเงินเฟ้อ-อัตราแลกเปลี่ยน กระซวกต่อนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทยเป็นอันตรายภาพรวม ข้องใจปรับลดใช้ไฟฟรีเหลือ50หน่วย

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวกรณีกระทรวงการคลังเตรียมจะโอนภาระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน 1.14 ล้านล้านบาท ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.)ว่า จะเป็นสร้างบรรยากาศความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับธปท.และการทำให้เกิดภาพความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลางเช่นนี้จะไม่เป็นผลดีกับประเทศ เห็นได้จาก 1.การที่รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะผลักภาระเรื่องการเงินการคลังให้พ้นจากตัวเอง เพื่อให้ธปท.รับผิดชอบ เป็นหลักไม่ถูกต้อง 2.รัฐบาลมีแนวทางที่จะแก้ไขปรับเปลี่ยนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธปท.นั้นไม่มีความจำเป็น เพราะเมื่อ4ปีที่แล้ว ก็มีการแก้ไขกฎหมายมาแล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 3.ช่วงเวลาที่ผ่านมารัฐบาลมีการตีกลับนโยบายการเงินที่มีการนำเสนอ 4.การให้สัมภาษณ์จากบุคคลในรัฐบาลยังมีลักษณะพาดพิง ในลักษณะกดดัน เสมือนธปท.ไม่รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งตรงข้ามกับความเป็นจริง ทั้งนี้ตนอยากจะเตือนว่าท่าทีดังกล่าวจะส่งกระทบกับความเชื่อมั่นในสถานการณ์ ในช่วงที่มีความเปราะบางอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเรื่องเหล่านี้ขยายวงออกไป นอกจากจะส่งผลกระทบในเนื่องภาพรวมวินัยแล้ว ยังกระทบขีดความสามารถในการบริหารของธปท.อาทิในเรื่องเงินเฟ้อ การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันพวน

“การที่ธปท.ไม่สามารถชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังมีภาระในเรื่องดูแลไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนผันพวนเกินไป และเมื่อย้อนกลับไปดูจะเห็นว่า เมื่อมีเหตุการณ์ความผันพวน หน่วยงานต่างๆก็มักให้ธปท.เข้าไปจัดการ แต่เวลาธปท.จัดการแล้วมีภาระ ก็ไปบ่นว่าทำไมไม่เอาเงินมาทำแบบอื่น อันนี้คือสิ่งที่เราอยากจะย้ำว่าเราควรจะแก้ไข สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลผมย้ำเสมอว่าเราควรจะเข้าใจว่าจุดยืนและแนวคิดการแก้ปัญหาอาจไม่ตรงกัน แต่ขอให้พูดคุยกันเป็นการภายในว่าความเห็นไม่ตรงกันอยู่บนสมมติฐานในเรื่องใด”นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในภาพรวมด้านนโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้นกำลังส่งผลในหลายด้านซึ่งเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและไม่ส่งผลดีกับประชาชน อาทิ การไม่ทบทวนลำดับความสำคัญของโครงการต่างๆ จนนำมาสู่การสร้างภาระให้กับประชาชนในรูปแบบการกู้เงินกองทุนต่างๆ และจากเดิมที่พรรคเพื่อไทย ชอบกล่าวหารัฐบาลที่แล้วว่าเก่งแต่กู้ แต่รัฐบาลนี้ก็กู้อย่างเดียวไม่ทำอย่างอื่นเลยนอกจากนั้นความพยายามผลักดันนโยบายบางเรื่องมักย้อนกลับไปที่ประชาชน เช่น การที่คณะรัฐมนตรีวานนี้ (27ธ.ค.) ประกาศลดใช้ไฟฟ้าฟรีจาก 90 หน่วย เหลือ 50 หน่วยนั้น จะเป็นการนิยามกลุ่มประชาชนที่สมควรได้รับการละเว้นจากค่าไฟฟ้าใหม่ ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวต้องสะท้อนความเป็นธรรมในสังคม เพราะผู้ที่ใช้ไฟฟ้ามากก็ควรจะเสียค่าไฟฟ้าในอัตราก้าวหน้า แต่นโยบายกลับตอกย้ำความไม่เป็นธรรม และทำให้คนจนต้องรับภาระมากขึ้น

“มาร์ค” ไม่เชื่อ “แม้ว” กรุยทางจัด “ปู” พบ “อองซาน”

ธันวาคม 21, 2011 by nataya_p  
Filed under breakingnews, การเมือง

“มาร์ค” ไม่เชื่อ “แม้ว” กรุยทางจัด “ปู” พบ “อองซาน” ระบุเป็นเรื่องปกติ หนุนรัฐเดินหน้าโครงการทวาย เตือนอย่าให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนซ้ำรอยพี่ชาย พร้อมจี้ ปู พิสูจน์ ไม่ได้เป็นหุ่นเชิด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่าเป็นผู้ประสานงานให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นากรัฐมนตรีได้พบกับนางอองซาน ซูจี ที่ประเทศพม่า ว่าใครจะพูดอะไรก็ได้ แต่ตนมีข้อสังเกตว่านายกฯไปประชุมประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งมีการจัดเกือบทุกปีเพื่อให้ผู้นำไปพบปะกันปกติ และในระยะหลังเมื่อบรรยากาศการเมืองในประเทศพม่าเริ่มคลี่คลาย การพบปะกับนางอองซานก็ทำกันมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่นายกฯไปพบและสนับสนุนให้เดินหน้าในเรื่องโครงการทวายที่รัฐบาชุดที่แล้วได้เริ่มต้นไว้ ในการสร้างความสัมพันธ์เพื่อเป็นยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยง ในช่วงต้นของรัฐบาลชุดนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนหรือไม่เมื่อประกาศว่าจะสนับสนุนก็เป้นเรื่องที่ดีเพราะตนอยากให้เดินหน้าโครงการนี้ต่อ แต่อยากให้ระมัดระวัง เพราะในอดีตมีปัหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนระวห่างไทย กับ พ่ม่า ซึ่งสร้างปัยหาภายในของทั้งสองประเทศตามมา อย่าให้เกิดปัยหาซ้ำรอยอีก

เมื่อถามว่า การที่พ.ต.ท.ทักษิณวางสถานะเสมือนเป็นตัวแทนรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่อการเจรจาในนามรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าไม่แน่ใจว่าพ.ต.ท.ทักษิณพูดไปเองหรือเปล่า อย่าไปสนใจมาก นายกฯไปปฏิบัติภาระกิจพบกับนางอองซาน สนับสนุนโครงการทวาย ตนก็สนับสนุนทั้งหมด แต่อย่าให้มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนายกฯก็ยืนยันว่าสามารถดำเนินการทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยการที่สื่อพม่ามีการเขียนบทบาทแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ก็แสดงให้เห้นว่าปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ในใจของประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศซึ่งรัฐบาลต้องระมัดระวังในเรื่องนี้

หน้าก่อนหน้าหน้าต่อไป


ผลสลากกินแบ่งฯงวด 16 พ.ค.55