Get Adobe Flash player

น่ารักอ่ะ! “กูเกิ้ล” เปลี่ยนหน้าเว็บ กดปุ่มแล้วมีเสียง ต้อนรับ “คริสต์มาส”

จะเห็นได้ว่า เมื่อเข้าหน้าเว็ปไซต์ “กูเกิ้ล” เว็ปไซต์หาข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จะมีปุ่มสีน้ำเงิน แดง เขียว เหลือง ให้คลิก จากนั้นก็จะมีเสียงเคาะระฆังดังขึ้นมาตามรูปที่ปรากฎ และเมื่อคลิกปุ่มสุดท้ายแล้ว ก็จะมีเสียงเพลง “จิงเกิลเบลส์” อีกด้วย อย่างไรก็ตาม จากลูกเล่นดังกล่าวของกูเกิ้ล ได้สร้างความสนุกสนานแล้วความตื่นเต้นกับผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก

“กูเกิล” เผยคำค้นหายอดฮิตปี 2011 ของคนไทย

 

กูเกิล(Google) เว็บไซต์สืบค้นข้อมูลยอดนิยมของคนทั่วโลก ได้ประกาศผลคำค้นหายอดนิยมของไทย ประจำปี 2554 โดยอันดับหนึ่ง คือ “Facebook”(เฟซบุ๊ค) อันดับสอง คือคำว่า “Friv” และอันดับสามคือคำว่า “คันหู” และถ้าหากแบ่งตามหมวดหมู่ จะแบ่งได้ดังนี้

- หมวดบันเทิง
1 “คันหู”
2 “คนอวดผี”
3 ”กินตับ”

- หมวด รวมสื่อและข่าวเด่น
1 “น้ำท่วม”
2 “สงกรานต์ สีลม”
3 “ไทยรัฐ”

- หมวด กีฬาพาเพลิน
1 “fa”
2 “บ้านผลบอล”
3 “แมนยู”

- หมวดคนเด่นคนดัง
1 “มาช่า”
2 “โดม”
3 “แพร วา”

- หมวด เกมส์สนุกติดจอ
1 “angry bird”
2 “fifa online”
3“minecraft”

- หมวดของเทรนด์ของเทคโนโลยีและโลกไอทีมาแรง
1 “เฟชบุ๊ค”
2 กูเกิล พลัส“Google Plus” และ
3 กูเกิลโครม “Google Chrome”

-หมวดแก๊ดเจ็ด(Gadget)ที่ทุกคนพูดถึง
1 ไอโฟน5(iphone 5)
2 ซัมซุงกาแลคซี่(samsung galaxy)
3 ไอแพด(ipad)

ทั้งนี้ สถิติคำค้นหาสูงสุดจากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ทางกูเกิลเตรียมที่จะประกาศพร้อมกันทั่วโลกเร็วๆ นี้

Facebook ช่วยตรวจสอบลิงค์ “ไวรัส”

รายงานข่าวล่าสุด เฟซบุ๊ค (Facebook) กำลังพยายามจะพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยด้วยการใช้เครื่องมือตรวจสอบทุกลิงค์ที่ผู้ใช้คลิก โดยร่วมมือกับ Websense บริษัทผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยบนเว็บ ซึ่งนั่นหมายความว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไป ผู้ใช้เฟซบุ๊คจะได้รับการปกป้องจากการคลิกลิงค์ที่อาจจะเป็นสแปม ไวรัส หรือมัลแวร์


 

Facebook จับมือกับ Websense บริษัทระบบรักษาความปลอดภัยบนเว็บ โดยจะทำหน้าที่เข้าไปเยี่ยมชมเว็บเพจต่างๆ ที่ผู้ใช้คลิก เพื่อตรวจสอบโทรจัน ฟิชชิ่ง บอตเน็ต และภัยคุกคามประเภทมัลแวร์ต่างๆ ซึ่งหากพบว่า ลิงค์ที่คลิกเป็น”มัลแวร์” ผู้ใช้จะพบกับเพจที่่แสดงทางเลือกว่า จะเสี่ยงเยี่ยมชม หรือกลับไปยังหน้าเว็บก่อนหน้านี้ หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อทราบเหตุผลที่ Websense ระบุว่า ลิงค์ดังกล่าวน่าสงสัยจะอันตราย

 

ความจริง Google ก็ใช้เทคนิคที่คล้ายกันในการตรวจสอบลิงค์ผลลัพธ์ และแจ้งเตือนเมื่อพบว่า ลิงค์ดังกล่าวอาจพาไปยังเว็บไซต์อันครายที่อาจสร้างความเสียหาย หรือติดเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของคุณได้ อย่างไรก็ตาม Facebook และ Websense อ้างว่า ระบบรักษาความปลอดภัยที่เกิดจากความร่วมมือครั้งนี้จะมีการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ทุกครั้่งที่มีการคลิกลิงค์ ซึ่งจะไม่เหมือนกับ Google ที่ตรวจสอบแค่ลิงค์ว่าจะพาไปยังเว็บไซต์ดี (good) หรือเลว (bad) เท่านั้น

 

เว็บไซต์ในข่าว: FacebookWebsense

 

 

นศ.โหวต ‘กูเกิ้ล’ แชมป์บริษัทที่น่าทำที่สุดในโลก3ปีติด

นักศึกษามหาวิทยาลัยยังยกนิ้วให้กูเกิลเป็นบริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยมีสิ่งจูงใจหลายอย่าง อาทิ วัฒนธรรมด้านนวัตกรรม บรรยากาศสบายๆ ไม่กดดัน เพื่อนร่วมงานที่เก่งและผลตอบแทนนอกเหนือจากค่าจ้างที่มากกกว่าบริษัทอื่นๆ

บลูมเบิร์กอ้างผลการสำรวจของยูนิเวอร์ซัม บริษัทวิจัยจากสวีเดนว่า นอกจากเสิร์ชเอนจิ้นชื่อก้องซึ่งครองตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 2552 แล้วยังมีบริษัทด้านเทคโนโลยีอีกหลายแห่งพาเหรดกันเข้ามาอยู่ในลิสต์ ขณะที่ธนาคารและองค์กรธุรกิจแบบดั้งเดิมเสื่อมความนิยมลงเรื่อยๆ

แม้ว่า 5 อันดับแรกของบริษัทในดวงใจของนักศึกษาปริญญาตรีจะคล้ายคลึงกับเมื่อปีกลาย คือ กูเกิล, เคพีเอ็มจี, ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์, เอิร์นสต์แอนด์ยัง และเดอลอยต์ แต่ 5 อันดับถัดไปมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก เช่น แอปเปิลซึ่งกระโดดจากที่ 18 เมื่อปีก่อนมาเป็นอันดับ 9 ในปีนี้ ส่วนโคคาโคลาร่วงจากที่ 8 เมื่อปีกลายไปอยู่ที่ 12 ส่วนอันดับ 6 ตกเป็นของไมโครซอฟท์ ตามมาด้วยพร็อกเตอร์ แอนด์ แกมเบิล, เจพีมอร์แกนคว้าอันดับ 8  นำหน้าคู่แข่งอย่างโกลด์แมน แซคส์ที่ได้อันดับ 10

แม้ว่าภาคการเงินและการธนาคารจะเสื่อมมนต์ขลังไปในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่บริษัทด้านบัญชียังได้รับความนิยมมาก เพราะยังคงจ้างงานเพิ่มอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ มอบความมั่งคงด้านอาชีพให้กับผู้จบใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาว่างงานสูง อาทิ เอิร์นสต์แอนด์ยังที่ไม่ได้ลดจำนวนพนักงานใหม่เลยในช่วงวิกฤตการเงิน 2551-2552
ทั้งนี้ผลการสำรวจทั้งกล่าวได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาจบใหม่ด้านวิศวกรรมหรือธุรกิจ 1.6 แสนคน จาก 12 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อวัดจากจีดีพี

 

แฮปปี้เบริ์ดเดย์ ‘Google’ ครบ 13 ขวบแล้วจ้า

 

เว็บไซต์ google ตอนนี้ แสดงภาพ Doodles เปลี่ยนไปอีกแล้วครับ คราวนี้มาถึงทีเจ้าของงานบ้าง หลังจากให้ข้อมูลครบรอบวันสำคัญของคนอื่นมามากมาย นั่นก็คือวันครบรอบวันเกิดของเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Google และถ้าคลิ๊กที่รูปก็จะเกิดคำค้นว่า “Google” ลองสังเกตว่ามีเทียนปักบนเค้กกี่เล่มครับ

กูเกิล (Google Inc.) บริษัทมหาชนของอเมริกัน ก่อตั้งโดย แลร์รี เพจ (ซีอีโอ) และ เซอร์เกย์ บริน ขณะที่ทั้งคู่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อปี พ.ศ.2541 ซึ่งวันนี้ครบรอบ 13 ปีแล้ว มีรายได้หลักจากการโฆษณาออนไลน์ที่ปรากฎในหน้าค้นหา อีเมล แผนที่ออนไลน์ และอื่นๆ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเมาน์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กูเกิลได้ถูกจัดเป็นบริษัทที่น่าทำงานมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาโดยนิตยสาร ฟอร์จูน และมีคติพจน์ประจำบริษัทว่า “Don’t be evil” น่าจะแปลว่า “อย่าใจร้าย” หรือ “อย่าชั่วร้าย”?

ซึ่งไม่นานมานี้ กูเกิ้ลก็มีบริษัทที่ไทยเช่นเดียวกัน ยักษ์ใหญ่ด้านการสืบค้น ‘กูเกิล’ เปิดสำนักงานในไทยแล้ว หลังประกาศแผนลงทุนเพิ่มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีอัตราการเจริญเติบโตเร็วและสูงที่สุดในโลก โดยมี นายอริยะ พนมยงค์ รับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำประเทศไทยคนใหม่ พร้อมพุ่งเป้าด้านโฆษณาออนไลน์ เว็บเซอร์วิส และระบบสืบค้นที่รองรับภาษาไทยอย่างสมบูรณ์

ไม่ต้องหัวเราะกับคำแปลแปลกๆ จากกูเกิล ทรานสเลทอีกแล้ว เพราะบริการต่างๆ ของกูเกิลทั้ง กูเกิล แมป, กูเกิล นิวส์ และกูเกิล ทรานสเลท จะถูกปรับให้รองรับ กับภาษาท้องถิ่นอย่างภาษาไทย ตามนโยบายของกูเกิลที่เปิดสำนักงานใหม่ เดินหน้าเพิ่มบุคลากรไทย รองรับการขยายธุรกิจ

 

ยอดผู้ใช้ Google+ ทะลุ 43 ล้านราย

เพียงแค่ 3 วันหลังจากที่ Google+ เปิดให้ใครใช้ก็ได้ โดยไม่ต้องผ่านการ invite อีกต่อไป ปรากฎว่า มีผู้สนใจจากทั่วโลกเข้ามาสมัครใช้บริการจนยอดบัญชีผู้ใช้เติบโตขึ้นจากเดิมถึง 30% (เพิ่มขึ้นประมาณมากกว่า 10 ล้านราย) และจนถึงเมื่อวานนี้ จำนวนแอคเคาต์ของผู้ใช้ Google+ ทะลุ 43 ล้านรายไปเรียบร้อยแล้ว นับเป็นอีกก้าวของความสำเร็จในการเขย่าบัลลังก์ของ Facebook

 

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับ Facebook ที่มีการเปิดเผยตัวเลขล่าสุดออกมาว่า จำนวนสมาชิกมากกว่า 800 ล้าน ก็ต้องถือว่า Google+ ยังห่างไกลจากผู้นำตลาดแบบไม่เห็นฝุ่น แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า บริการของ Google+ เพิ่งเปิดมาได้แค่ 3 เดือนเท่านั้น และสมาชิกในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากการเชื้อเชิญ (invite) ของเพื่อนๆ เท่านั้น ซึ่งหากแนวโน้มการเติบโตยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง Google+ จะมียอดผู้ใช้ทะลุ 100 ล้านได้อย่างแน่นอน และจะไม่หยุดแค่นั้น ถึงแม้ Facebook จะพยายามพัฒนาบริการใหม่ เพื่อดึงดูดผู้ใช้ไว้ก็ตาม

 

 

นอกจากความต้องการเปลี่ยนแปลง และอยากลองของใหม่ การทำให้ผู้ใช้ Facebook หันมาใช้ Google+ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการแก้เกมก่อนหน้านี้ที่ Facebook ได้ดึงความสนใจของผู้ใช้จำนวนหนึ่งออกไปจากเสิร์ชเอ็นจิ้นยักษ์ใหญ่ นอกจากนี้ การที่ Facebook ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้จนต้องออกกฎระเบียบใหม่ๆ ในเรื่องนี้มาโดยตลอด (มีการปล่อยแอพฯ บางตัวที่สามารถขโมยข้อมูลผู้ใช้ได้อย่างง่ายดาย) ทางด้าน Google เองก็พยายามพัฒนาเครือข่ายสังคมที่น่าสนใจตลอดเวลา ตลอดจนความพยายามในการโปรโมท Google+ แต่จะสรุปความสำเร็จตอนนี้ก็อาจจะดูเร็วเกินไป
ที่มา ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

“Google Wallet” กระเป๋าสตางค์ดิจิตอล

Google Wallet แอพพลิเคชันชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยเทคโนโลยี near-field communication หรือ NFC ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถแตะโทรศัพท์มือถือกับเครื่องอ่าน เพื่อชำระค่าบริการผ่านบัญชีบัตรเครดิต

หลังจากเปิดตัวบริการไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 กูเกิลได้เปิดให้ทดสอบบริการ Google Wallet แก่ลูกค้า Sprint Nextel ในสหรัฐฯ ร่วมกับร้านค้าปลีกหลายแสนแห่ง โดยมีบัตรเครดิต Visa, Citigroup, MasterCard, และ American Express เข้าร่วมกับบริการใหม่ของกูเกิลนี้ ซึ่งเป้าหมายหนึ่งของบริการนี้คือการรวมทุกบัตรเครดิตไว้ใน Google Wallet และเปลี่ยนพฤติกรรมการชำระสินค้าด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิตมาเป็นการชำระแบบ ดิจิตอลเพย์เมนต์ ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องในอนาคต

ที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้ที่ไม่มีบัตรเครดิตสามารถเลือกใช้ระบบผ่านบัญชีเติมเงินได้ ซึ่งผู้ที่ลงทะเบียนใช้งานกับกูเกิลก่อนปลายปี 2554 กูเกิลจะเติมเงินให้ฟรี 10 เหรียญ โดยสามารถตรวจสอบประวัติการจ่ายเงินได้ตลอดเวลา ซึ่งร้านค้าที่สามารถใช้บริการนี้ได้จะแสดงอยู่บน Google Map

“Google+” เปิดใช้งานได้แล้วทุกคน “Facebook” เร่งเพิ่มลูกเล่นใหม่

 

“กูเกิ้ล+”  โลกไซเบอร์ออนไลน์นองใหม่ เปิดให้สามารถใช้งานได้ทุกคนแล้ว หลังก่อนหน้านี้ต้องส่งคำเชิญเป็นรายๆไป ส่วนคู่ต่อสู้รายใหญ่อย่าง “เฟซบุ๊ก” ก็ไม่นิ่งเฉยเร่งส่งฟีเจอร์ใหม่และเพิ่มลูกเล่นใหม่ๆ มากขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 21 ก.ย. ว่า เว็บไซต์สังคมออนไลน์น้องใหม่ “กูเกิ้ล+” เปิดให้สามารถใช้งานได้ทุกคนแล้ว หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการมาได้ราว 2 เดือนครึ่ง แต่อนุญาตให้เพิ่มผู้ใช้งานด้วยการส่งคำเชิญ หรือ invite เพียงเท่านั้นภายในวงแคบๆ อาทิ ผู้คนในวงการสื่อสารมวลชน หรือ วงการไอที เป็นต้น เพื่อเป็นการทดสอบระบบ แต่ทั้งนั้นสามารถส่งคำเชิญให้ผู้อื่นที่ไม่ได้อยู่ในวงการดังกล่าวได้ด้วยเช่นกัน และแม้ว่าจะต้องส่งคำเชิญ ซึ่งเป็นการยากลำบากต่อการเริ่มต้นใช้งาน กูเกิ้ล+ แต่ก็ถือว่าเติบโตค่อนข้างรวดเร็ว มีผู้ใช้งานแล้วมากถึง 10 ล้านยูสเซอร์ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 25 ล้านยูสเซอร์ หลังจากนั้นราว 1 เดือน
อย่างไรก็ดี ในวันที่ กูเกิ้ล+ เปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าถึงได้แล้ว ทางฝั่งของคู่ต่อสู้อย่าง เฟซบุ๊ก ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ปรับโฉมยกเครื่องเว็บไซต์สังคมออนไลน์ใหม่อย่างด้วยกัน โดยการเพิ่มฟีเจอร์ หรือ ลูกเล่นใหม่ ๆ อาทิ ท็อปสตอรี่ และ รีเซนต์สตอรี่ ที่คอยรายงานทุก ๆ การเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อน ไม่ว่าใครจะกดไลค์ถูกใจ หรือไปคอมเมนท์ทิ้งไว้ที่ไหน จนทำให้ผู้เล่นแตกความคิดเห็นออกเป็นหลายเสียง ทั้งชอบและไม่ชอบปะปนกันไป.

 

เจ๋ง! Google เพิ่มคุณสมบัติใหม่ +1

 

ดูเหมือน Google กำลังจะพยายามทำให้ปุ่มบวกหนึ่ง หรือ +1 Button มีความเป็น”โซเชียล”มากขึ้น โดยการเพิ่มหมายเหตุของเพื่อนๆ เพื่อจะทำให้ผู้ใช้ทราบได้ว่า ในกลุ่มเพื่อนของคุณมีใครชอบ (Like) ข่าว หรือบทความชิ้นนี้บ้าง ซึ่ง avatar และชื่อของเพื่อนคุณที่ชอบสิ่งนั้น (คลิก +1 ให้กับข่าว หรือบทความนั้นๆ) จะแสดงขึ้นมาให้เห็น เมื่อเลื่อนเมาส์ไปบนปุ่ม +1

 

การเปลี่ยแปลงการทำงานที่เพิ่มขึ้นมานี้เริ่มต้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยไอเดียหลักของการเพิ่มความสามารถดังกล่าวก็เพื่อทำให้การแนะนำที่เกิด ขึ้นทั้งหมดถูกแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น แทนที่จะแสดงแค่ตัวเลขจำนวนคนคลิกปุ่ม +1 อย่างเดียว สำหรับเจ้าของเว็บไซต์ที่ต้องการใช้ฟังก์ชันใหม่นี้จะต้องอัพเดทโค้ดของปุ่ม +1 เสียก่อน เลือกให้แสดง “annotation” หลังจากที่ติดตั้งโค้ดใหม่เข้าไปแล้ว เมื่อผู้ใช้เลื่อนพอยน์เตอร์ของเมาส์ขึ้นไปบนปุ่ม +1 มันจะแสดงรายชื่อของเพื่อนๆ ที่ได้คลิกปุ่ม +1 นี้แล้ว

แน่นอนว่า การเพิ่มเติมคุณสมบัติใหม่ให้กับปุ่ม +1 ด้วยการแสดงรายชื่อเพื่อนๆ ที่คลิกปุ่ม +1 แล้ว ถือเป็นอีกขั้นหนึ่งของการทำให้ปุ่ม +1 ของ Google มีความเป็นโซเชียลฯมากขึ้น และยังเป็นการชนกับปุ่ม Like ของ Facebook โดยตรง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า Google ยังมีแผนการต่างๆ อีกมากมายที่จะออกมาเรื่อยๆ เพื่อเจาะตลาดโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ปัจจุบัน Facebook ครองส่วนแบ่งผู้ใช้มากที่สุด โดยมีผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า 750 ล้านรายเข้าไปแล้ว อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ของปุ่ม +1 นี้ น่าจะทำใหัผู้ใช้สนใจมากขึ้น อย่างน้อย ก็คงอยากจะรู้ว่า มีเพื่อนๆ สนใจข่าว หรือบทความ ตลอดจนสินค้าในร้านออนไลน์ที่คุณกำลังสนใจอยู่ด้วย หรือไม่?

Google ย้าย Chrome OS ลง “แท็บเล็ต”

นักพัฒนาเว็บ Francois Beaufort ได้โพสต์วิดีโอสาธิตการใช้งาน Chrome OS ของ Google เวอร์ชันที่ได้รับการปรับแต่งให้ทำงานบน”แท็บเล็ต” (tablet) ซึ่ง Chrome OS เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาต่อยอดมาจากบราวเซอร์ Chrome ที่ปัจจุบันจะมาพร้อมกับ Chromebooks

เนื่องจาก Chrome OS บน”แท็บเล็ต”จะมีหน้าจอเล็กกว่า อินเตอร์เฟซของระบบปฏิบัติการจึงต้องมีการปรับแต่งขนาดขององค์ประกอบต่างๆ ให้เหมาะสมกับการสัมผัส ในขณะที่หลายคนตื่นเต้นกับ Honeycomb ที่ทำงานบน”แท็บเล็ต” แต่ดูเหมือน Chrome OS บนแท็บเล็ตก็ดูน่าใช้ไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งหาก Google เพิ่มแพลตฟอร์มแท็บเล็ตให้กับ Chrome OS ด้วย มันก็เท่ากับเพิ่มทางเลือกสำหรับโอเอสบนอุปกรณ์พวกนี้ในตลาด เพื่อรุม iOS ของ Apple



แต่ประเด็นที่น่าคิดก็คือ แทนที่ Google จะเอาเวลาไปพอร์ต Chrome OS ให้ทำงานบน”แท็บเล็ต”ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งคงต้องใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว Google น่าจะหันมาพอร์ตบราวเซอร์ Chrome ไปเป็นแอพฯบน Android เพื่อใช้งานบนสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตไม่ดีกว่าหรือ? การใช้ฟังก์ชันต่างๆ 90% ของ Chrome OS จะต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ซึ่งจะมีผู้ใช้คนใดต้องการซื้อแท็บเล็ตที่ราคาไม่ถูกเท่าไร แถมยังต้องจ่ายค่าเน็ตรายเดือนแบบจัดเต็มอีกต่างหาก ผู้ใช้ส่วนใหญ่ต้องการออนไลน์บนแท็บเล็ตเมื่อต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเท่า นั้น เพราะหาก Google ทำบราวเซอร์ Chrome บนแท็บเล็ต ผู้ใช้จะสามารถทำทุกอย่างได้ตามปกติในขณะออฟไลน์ และใช้บราวเซอร์ Chrome ขณะออนไลน์ ในขณะที่ถ้าเป็นแท็บเล็ต Chrome OS คุณต้องออนไลน์ตลอดเวลา


 

Chrome OS บนแท็บเล็ตจะประสบความสำเร็จได้มีสองปัจจัยสำคัญคือ ประการแรกมันต้องมีราคาถูก และประการที่สองคือแบตเตอรี่ต้องใช้ได้นาน เนื่องจากออนไลน์ตลอดเวลา แต่มันจะถูกได้จริงหรือ? ในเมื่อขนาด Chromebook ที่ประสิทธิภาพต่ำกว่าเน็ตบุ๊คยังทำราคาสูงกว่าเลย โดยระดับราคาอยู่ที่ 350 เหรียญฯ (ประมาณ 10,000 บาท) ขึ้นไป อุ๊ปส์!!! อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูความชัดเจนอีกทีว่า Chrome OS สำหรับ “แท็บเล็ต” จะมีจริง หรือไม่? เพราะนี่เป็นแค่การสาธิตการปรับแต่ง Chrome OS ให้ทำงานบนแท็บเล็ตเท่านั้น

 

แหล่งที่มา ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

หน้าต่อไป